วันที่ 24 ก.ย. 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเปิดการสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 โรงเรียน และชมนิทรรศการพร้อมรับทราบสถานการณ์การแก้ไขปัญหา “หมอกควันไฟป่า” ก่อนเดินทางกลับภายในวันเดียวกันนั้น

ขณะเดียวกัน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับรายงานว่าระหว่างเดินทางมาลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองในจังหวัดเชียงรายอย่างน้อย 6 ราย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันติบาล และกอ.รมน. เข้าติดตามสอบถามความเคลื่อนไหวว่าจะเดินทางไปต้อนรับหรือขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่

 

ตำรวจนอกเครื่องแบบขับรถติดตาม มาเฝ้าที่บ้านตลอดทั้งวันจน พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับ

กรณีแรก ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 63 เวลาประมาณ 10.00 น. นายสมสิน สอนดา หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดี “ปิดสวิตซ์ส.ว.”  ตามพ.ร.บ.การชุมนุมฯ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 3 นาย ขับรถติดตามระหว่างที่เดินทางไปทำธุระส่วนตัว ตำรวจได้เข้ามาขอให้จอดรถเพื่อพูดคุยกันบริเวณหน้าตลาดในเมืองเชียงราย แต่นายสมสินระบุว่าตนเองมีธุระ จึงขอไปให้ถึงจุดหมายก่อน

เมื่อไปถึงจุดหมาย ได้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 3 นาย ลงมาจากรถที่ขับติดตาม โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระบุว่า ชื่อ “พ.ต.ท.สุนทร” จากสถานีตำรวจภูธรเชียงของ ซึ่งนายสมสินมีทะเบียนบ้านตามบัตรประชาชนอยู่ เจ้าหน้าที่ได้สอบถามว่าในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย. 63) นายสมสินจะเดินทางไปขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะเดินทางมาลงพื้นที่หรือไม่ นายสมสินระบุว่ายังไม่แน่ใจ ตำรวจจึงได้ขอร้องไม่ให้เดินทางไป และระบุอีกว่าวันพรุ่งนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าไปพบที่บ้านซึ่งนายสมสินอาศัยอยู่ เพื่อกินกาแฟและพูดคุยด้วย ขอให้เขาอย่าเดินทางไปที่ใด

ต่อมาวันที่ 24 ก.ย. 63 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. พ.ต.ท.สุนทร ได้เดินทางมาที่บ้านของนายสมสิน และได้นั่งดื่มกาแฟพูดคุยอยู่ที่บ้านตลอดทั้งวัน จนถึงเวลาประมาณ 13.40 น. จึงได้เดินทางกลับออกไป โดยระหว่างนั้นสมสินระบุว่าเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป สอบถามความเป็นอยู่ และพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนเดินทางกลับไป

 

เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเข้าสอบถามข้อมูล

กรณีที่สอง ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 63 เวลาประมาณ 13.00 น. นางสาวจิตต์ศจีฐ์ นามวงค์ อดีตผู้ต้องหาคนอยากเลือกตั้ง CMU06 และหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาจากคดี “ปิดสวิตซ์ส.ว.” เช่นกัน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันติบาล และกอ.รมน. นอกเครื่องแบบ เดินทางไปพบที่ร้านเสริมสวยซึ่งเธอเปิดร้านอยู่ โดยทราบชื่อเจ้าหน้าที่ 2 นาย ได้แก่ ร.ต.อ.รุ่งโรจน์ พยาสม รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย และ ส.ต.อ.อุปถัมภ์ จากสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่

 

 

เจ้าหน้าที่ได้สอบถามความเป็นอยู่ของเธอว่าสบายดีหรือไม่ การเดินทางไปร่วมชุมนุมวันที่ 19 ก.ย. 63 ที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง มีใครเดินทางไปกี่คน ไปด้วยรถอะไรบ้าง ตำรวจระบุว่ากลุ่มของเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินทางไปที่กรุงเทพในวันดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่ไม่พบกับจิตต์ศจีฐ์

เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามว่าพรุ่งนี้ (วันที่ 24 ก.ย. 63) ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย จิตต์ศจีฐ์จะเดินทางไปต้อนรับด้วยหรือไม่ เธอแจ้งว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ ยังเหนื่อยล้าอยู่ คงไม่ได้ออกไป ทางเจ้าหน้าที่พยายามพูดคุยทั่วๆ ไปอยู่ราว 30 นาที ก่อนจะเดินทางกลับไป

ต่อมาเช้าวันที่ 24 ก.ย. 63 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินทางเข้ามาที่ร้านเสริมสวยของจิตต์ศจีฐ์อีก โดยระบุว่าเอาของมาฝากและสอบถามความเป็นอยู่ จิตต์ศจีฐ์คาดว่าเป็นการตรวจสอบว่าเธอได้เดินทางไปที่ไหนหรือไม่ในวันนี้

 

ชายฉกรรจ์ ใช้รถยนต์ไม่ติดทะเบียน เข้าถามข้อมูล เฝ้าบ้าน-ปีนรั้วบ้านถ่ายรูป

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 63 เวลาประมาณ 10.22 น. น.ส.นรินนิราน์ แสงขาม หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีวิ่งไล่ลุง จังหวัดเชียงราย ได้ถูกชายนอกเครื่องแบบ 2 คน เดินทางมาที่บ้านพัก โดยใช้รถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน อ้างว่าเป็นหน่วยสืบสวน แต่งกายด้วยเสื้อพื้นเมือง กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบ เข้าสอบถามข้อมูลของเธอ ขณะที่เจ้าตัวไม่อยู่บ้าน จึงได้พบกับแฟนของนรินนิราน์แทน

ชายทั้งสองสอบถามว่าใช่บ้านของน.ส.นรินนิราน์หรือไม่ พร้อมระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบ แต่ไม่มีการแสดงบัตรประจำตัวหรือเอกสารใดๆ ก่อนจะนำภาพของนรินนิราน์ที่ลักษณะคล้ายภาพถ่ายบัตรประชาชนให้ดู ว่าเป็นบุคคลที่กำลังพูดถึง โดยแฟนของนรินนิราน์สังเกตเห็นอีกว่า ระหว่างเปิดภาพดังกล่าว มีภาพของบุคคลอื่นๆ อีกหลายคน

จากนั้นชายทั้งสองได้สอบถามว่าน.ส.นรินนิราน์อยู่บ้านไหม แฟนตอบว่าไม่อยู่ เจ้าหน้าที่ถามว่าไปไหน และพยายามขอเบอร์โทรติดต่อ โดยที่นรินนิราน์ระบุว่าทางตำรวจเคยมีเบอร์โทรศัพท์ของตนเองอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องมาขอครั้งแบบนี้ เจ้าหน้าที่จึงพยายามถามต่อว่านรินนิราน์จะเดินทางกลับบ้านกี่โมง พร้อมขอถ่ายรูปบ้าน กับรูปแฟนของนรินนิราน์ไว้ ก่อนจะเดินทางกลับไป

 

ภาพจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบพยายามปีนรั้วถ่ายรูปในบ้าน

 

ต่อมาวันที่ 24 ก.ย. 63 ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 6.50 น. เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่เดินทางมาสอบถามข้อมูลเมื่อวานนี้ เดินทางด้วยรถยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนคันเดิม มาจอดหน้าประตูบ้านของนรินนิราน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ลงจากรถมาปีนประตูรั้วบ้านเพื่อถ่ายภาพภายในบ้านและทะเบียนรถมอเตอร์ไซต์ที่จอดอยู่ โดยจากการเปิดดูกล้องวงจรปิด พบว่าเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบรายดังกล่าว ได้มาวนเวียนที่บ้านตลอดทั้งวัน รวมประมาณ 4 ครั้ง

เวลาประมาณ 12.30 น. เมื่อน.ส.นรินนิราน์ได้เดินทางจะเข้าไปพบกับพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้อง แต่ได้พบกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ร้านกาแฟห่างจากเทศบาลตำบลแม่ยาว ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนในจังหวัดเชียงรายที่เป็นระดับหัวหน้า จึงได้สอบถามกรณีถูกเจ้าหน้าที่ติดตามไปบ้านโดยไม่ได้แสดงตัว ไม่ได้แสดงหมายศาล และยังมีพฤติการณ์ปีนบ้านถ่ายรูปดังกล่าว ว่าเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่  ทางเจ้าหน้าที่หัวหน้าสืบสวนได้ยอมรับว่าที่ไปติดตามนรินนิราน์ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองจริง และที่ปฏิบัติตัวเช่นนั้น ก็ทำไปโดยไม่ถูกต้อง โดยจะทำการตักเตือนผู้ใต้บังคับบัญชาต่อไป

 

ทหารเฝ้าหน้าร้าน จนท.สกัดกั้นถ่วงเวลา จนยื่นหนังสือเรียกร้องไม่สำเร็จ

อีกกรณีหนึ่ง ได้แก่ กรณีนายสราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยคดีมาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษายกฟ้อง และ หนึ่งในผู้ต้องหาพ.ร.บ.การชุมนุม จากคดี “ปิดสวิตซ์ส.ว.” ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย. 63 เวลาประมาณ 9.00 น. ได้รับแจ้งว่าบริเวณหน้าร้านตัดแว่นของเขา ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 2 นาย มายืนอยู่ลักษณะคล้ายการเฝ้าติดตามร้านของเขาไว้ โดยคาดว่าสาเหตุมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนัดหมายกำหนดการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

 

 

ต่อมาเวลาประมาณ 12.00 น. นายสราวุทธิ์ พร้อมด้วยนายกฤตตฤณ สุขบริบูรณ์ ในนามกลุ่ม “Chiangrai No เผด็จการ” เตรียมจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือ 3 ข้อเรียกร้องของ “ประชาชนปลดแอก” ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แก่ 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงยกเลิก ส.ว. 250 คน 3. เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง ระหว่างการลงพื้นที่ในเทศบาลตำบลแม่ยาว

กลุ่ม Chiangrai No เผด็จการ ได้เดินทางไปยังร้านกาแฟที่ห่างจากเทศบาลราว 2 กิโลเมตร แต่กลับได้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้ามาสอบถามว่าจะทำกิจกรรมอะไร และได้มีการโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้ามาพบกับทั้งสองคน โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ในและนอกเครื่องแบบเดินทางเข้ามาพูดคุย พร้อมกับต่อรองไม่ให้เดินทางไปยังเทศบาล แต่ให้ยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่แทน และห้ามไม่ให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าว

 

 

ทางกลุ่ม Chiangrai No เผด็จการ จึงตัดสินใจเดินเท้าไปยังเทศบาลตำบลแม่ยาว ระยะทางราว 2 กิโลเมตร โดยมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายคอยเดินตามล้อมรอบ ไม่น้อยกว่า 15 นาย และพยายามจะหยุดยั้งการเดินเท้าเป็นระยะ เพื่อตรวจสอบป้ายข้อความ หนังสือร้องเรียน และการใช้เครื่องขยายเสียง โดยระหว่างการเดินทางเจ้าหน้าที่ได้มีการไม่ให้ใช้เครื่องเสียง และยึดเครื่องเสียงของทางกลุ่มไว้ด้วย

หลังการเดินเท้าราว 1 ชั่วโมง อีกราว 500 เมตร จะเดินทางถึงเทศบาลตำบลแม่ยาว ทั้งสองคนได้เห็นว่าขบวนรถของพล.อ.ประยุทธ์ เดินทางออกจากเทศบาลไปยังสนามบินแล้ว ทำให้ไม่สามารถยื่นหนังสือเรียกร้องได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ปรากฎการณ์การข่มขู่คุกคามประชาชนเช่นนี้ เป็นปฏิบัติการที่ถูกใช้มาอย่างเข้มข้นนับตั้งแต่มีการรัฐประหารปี 2557 ขณะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ก็มักมีการติดตามสอดส่อง เฝ้าระวัง หรือสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่อาจมาแสดงออกคัดค้าน อีกทั้งยังถูกปฏิบัติการต่อมา แม้จะมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม