เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนบทความในหัวข้อ “รำลึกลุงนวมทอง 20 ปี” เนื่องในโอกาสครบรอบการเสียชีวิตของ นวมทอง ไพรวัลย์ คนขับรถแท็กซี่ ผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารปี 2549 โดยการขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถัง ต่อมาได้กระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อแสดงออกอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค. 2549 ซึ่งครบ 20 ปี ในปีนี้พอดี
———————-
รำลึกลุงนวมทอง 20 ปี
“สิ่งที่พวกคุณทำ ผมนับถือในความกล้าหาญนะ แต่เรามันชาวบ้าน เค้าเป็นคนมีอำนาจ คุณสู้เค้าไม่ได้หรอก จะกี่ปีกี่ชาติ ประเทศนี้ก็ไม่เปลี่ยนหรอก” น้าคนนึงพูดในวงกาแฟ ขณะที่เรากำลังวิพากษ์งาน “กว่าจะครองอำนาจนำ”
ผมตอบแกไปว่า “สิ่งที่น้ากับผมเหมือนกัน คือ เราต่างรู้ว่าประเทศนี้เป็นยังไง ที่ต่างกันคือ ผมยังมีความหวังอยู่ แต่น้าน่าจะทิ้งมันไปแล้ว” ผมพูดไปขำไป เพราะเคยได้ยินมาว่า ถ้าใส่เสียงหัวเราะเข้าไปในบทสนทนาจะทำให้บทสนทนาดูซอฟต์ใสขึ้น
เวลาเราถอดบทเรียนว่าผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวคืออะไร เราไม่อาจมองอย่างตัดตอนได้ มิเช่นนั้น เหตุการณ์ 6 ตุลา เรื่องราวของคนเสื้อแดง การลุกขึ้นต้านรัฐประหารของประชาชน การเรียกร้องของชาวบ้านในชนบท รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ของประชาชนที่ถูกลงด้วยการล้อมปราบ จับกุม เราก็จะเห็นเป็นเรื่องไร้ค่า โดยละเลยการพิจารณามิติด้านพัฒนาการของสำนึกวัฒนธรรม ความตื่นรู้ของผู้คน ไปจนถึงแรงกระเพื่อมด้านอื่น ๆ ของสังคม
อีกแง่นึง เราก็ไม่ควรคิดไปเองอย่างโลกสวยว่า เมื่อมีใครทำแอ็คชั่นไปแล้ว เดี๋ยวผลลัพธ์ของแอ็คชั่นนั้นมันจะงอกงามต่อไปเอง เพราะบางแรงกระเพื่อมก็ไม่ได้ก่อความสืบเนื่อง (sequel) โดยตรง ในหลายครั้งงานของนักเคลื่อนไหว จึงเป็นการนำการเคลื่อนไหวที่จบไปแล้ว มาขยายให้แอ็คชั่นที่จบไปนั้นบรรลุเป้าหมาย
ถ้ามองอย่างตัดตอน เราก็จะเห็นว่าการต่อสู้ของ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” นั้นไร้ความหมาย แกตายเมื่อปี 2549 แล้วปี 2557 ก็ยังเกิดรัฐประหารขึ้นอีก ผ่านมา 20 ปี ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หากมองพลวัตของการเคลื่อนไหวที่ร้อยเรียงสัมพันธ์กันมาจากหลายมุมมอง ก็จะพบว่า “ลุงนวมทอง” เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงไปยังการต่อสู้ของสามัญชนเพื่อต่อต้านการยึดอำนาจ และสำหรับคนที่สมาทานหลักการประชาธิปไตย ก็เป็นเรื่องน่าจินตนาการต่อไปว่า เราจะขยายผลการต่อสู้และข้อเรียกร้องของลุงนวมทอง ได้อย่างไร
ในระบบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เมื่อใครมาปล้นอำนาจของเราไป จะแปลกอะไรหากเราลุกขึ้นทักท้วง และคัดค้านการกระทำอันอยุติธรรม มโนธรรมของลุงนวมทอง ทำให้เขาขับแท็กซี่ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของตนชนรถถังของทหาร เพื่อต้านการยึดอำนาจ
มโนธรรมอาจนำพาพวกเราไปในที่ที่แตกต่างกัน บ้างบาดเจ็บ บ้างติดคุก บ้างล้มตาย แต่ก็เพราะว่ามโนธรรมเหล่านั้น สังคมจึงได้มีความหวัง คนรุ่นหลังได้รับแรงบันดาลใจ ให้ผลักดันเคลื่อนไหวสร้างสังคมแห่งอุดมคติให้เกิดขึ้นจริงได้
หากอยู่ข้างนอก แน่นอนว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ผมจะไปร่วมงานรำลึก 20 ปี การจากไปของ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” แต่ในเมื่อวันนี้ ผมยังไปไม่ได้ก็ขอส่งเสียงผ่านข้อความรำลึกถึง “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” สามัญชนอีกคนนึงที่ลุกขึ้นยืนยืนหยัดปกป้องศักดิ์ศรีของประชาชน
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
| ในวันเสาร์ที่ 31 ต.ค. 2569 นี้ มีการจัดงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” บริเวณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ สะพานลอย ริมถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป สำหรับ เก็ท โสภณ เป็นบัณฑิตจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยถูกลงโทษจำคุกรวมกัน 10 ปี ร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
