จดหมายจากอติรุจ ในโอกาสครบรอบถูกฟ้อง คดี ม.112 ครบ 4 ปี

สวัสดีทุกคนที่กำลังอ่านจดหมายฉบับนี้ วันนี้จะพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย แต่ก่อนเริ่มอยากให้ทุกคนตั้ง Premise ไว้ง่ายๆ คือ  1.รัฐธรรมนูญ [Con] เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ประมวลกฎหมายอื่นจะขัดไม่ได้ [Law] 2. Con & Law 3. มีผลบังคับ ‘คนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม’ Con & Law มีไว้เพื่อรักษาสิทธิ และเสรีภาพของทุกคนรวมถึงการที่ตัวเองถูกดำเนินคดี และเห็นกระบวนการ

4.หลังจากที่ได้อ่านประมวล และแลกเปลี่ยนกับนักเรียนกฎหมายในเรือนจำ ผมมีข้อสังเกตหลักๆ คือ ถ้าเป็นกฎหมายหมิ่นประมาท สำหรับคนทั่วไป ศาลจะตีความแคบ มีฎีกาที่สามารถอ้างอิงองค์ประกอบความผิด มีหลักการเว้นโทษ มีข้อจำกัดในการให้ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ฟ้อง

แต่กฎหมายหมิ่นประมาทสำหรับคนพิเศษ เพียงการเติมคำว่า อาฆาตมาดร้าย เข้าไป ศาลก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง และการที่มันเป็นกฎหมายความมั่นคง ทำให้ใครฟ้องก็ได้

5.อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อมองบนเอกสาร ก็จะได้เห็นคำว่า ‘ใต้พระปรมาภิไธย’ ซึ่งตอนนี้รู้แล้วว่ามันมีเพราะ บทบัญญัติใน Con น่าจะ ม.190 ที่ว่า ‘ศาลต้องมีนามภายใต้ … และพระปรมาภิไธย’ ซึ่งเมื่อนึกไปถึงบทเรียนเรื่อง ความเป็นอิสระของศาล เรื่อง อำนาจอธิปไตย  ศาลเป็นหนึ่งในนั้น เป็นของประชาชน แล้วมันก็ตลกดี แล้วยิ่งหันไปมองมาตราที่โดนฟ้อง ยิ่งตลก (ร้าย)

ไหน ๆ วันที่ 15 Oct นี้ ก็จะครบ 4 ปีที่โดนฟ้องคดีนี้ อยากขอความสนใจของทุกคนกลับมาที่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่น่าจะจมกองข่าวไปพร้อมกับภาคเหนือและภาคกลาง หลังจากเรื่องการฮั้ว สว. นั้นคำสั่งฟ้องก็ดูขาด ๆ มาดูกันดีกว่าว่าการทำประชามติมันมีประโยชน์มั้ย เราจะได้รัฐธรรมนูญที่ขาด ๆ เกิน ๆ มามั้ย ภายใต้ปากกา ‘สีน้ำเงิน’ ในตอนนี้ แล้วก็อย่าลืมช่วยแก้ มาตราเรื่องศาลที่ผมพูดถึง เมื่อเปิดทางให้เราได้แก้ไขอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่ง ซึ่งเราแค่เปลี่ยนเป็น ใต้หลักนิติธรรม มันก็ไม่ตลกแล้ว

สุดท้ายนี้อยากลองให้คนที่อ่านอยู่ดูว่ามันมี conflict ระหว่าง premise กับข้อสังเกตง่ายๆ บ้างมั้ย และเราควรทำอะไร เพื่อแก้สิ่งนี้มั้ย

.

ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก
รุจ

ก็อยากให้ทุกคนมีข้อสรุปเป็นของตัวเอง ไม่เกิดจากการฟังความฝ่ายเดียว
22 September 2026 for 15 October 2026

.


“อติรุจ” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก จำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
.
ในวัย 29 ปี อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัวและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

.

X