วันที่ 25 ส.ค. 2569 ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาในคดี “นัท” ธีรเมธ (สงวนนามสกุล) ประชาชนวัย 23 ปี ที่เป็น “เด็กพิเศษ” ผู้มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ซึ่งถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เหตุจากข้อกล่าวหาว่าเผยแพร่คลิปใน TikTok มีภาพนั่งคร่อมเหนือพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566
.
คดีแกนนำกลุ่มพิทักษ์สถาบันฯ กล่าวหาทางไกล จำเลยต้องเดินทางไปพัทลุงเกือบ 10 ครั้ง ระหว่างคดี
คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหาธีรเมธไว้ที่ สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง โดยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2566 พนักงานสอบสวนได้เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาต่อธีรเมธ ที่ สภ.ผาขาว จังหวัดเลย ซึ่งขณะนั้นเขาย้ายไปอาศัยอยู่
ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2567 พนักงานสอบสวนได้นัดหมายส่งสำนวนคดีให้กับอัยการ โดยตัวธีรเมธต้องเดินทางไปจังหวัดพัทลุงด้วย และเขาต้องมีผู้คอยช่วยเหลือในการเดินทางไปด้วยโดยตลอด ไม่สามารถเดินทางไปเพียงลำพังได้
จากนั้นเกือบหนึ่งปี พนักงานอัยการสำนักงานอัยการภาค 9 ได้มีคำสั่งฟ้องคดีนี้ โดยฟ้องเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ศาลอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยระหว่างพิจารณา โดยให้วางหลักทรัพย์ประกันจำนวน 100,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
จากนั้น ธีรเมธต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่ศาลจังหวัดพัทลุงอีกกว่า 6 ครั้ง โดยในนัดสอบคำให้การ ฝ่ายจำเลยได้แถลงขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปตรวจวินิจฉัยอาการและความสามารถในการต่อสู้คดี โดยศาลอนุญาตให้ไปตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย. จนถึงปลายเดือน พ.ย. 2568 แพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยยังได้ให้ธีรเมธเข้าแอดมิทเพื่อประเมินอาการ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ด้วย ทำให้เขาต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเกือบ 2 เดือน
ต่อมาจิตแพทย์ได้มีความเห็นว่า ธีรเมธเป็นโรคสติปัญญาบกพร่อง โดยเห็นว่ายังมีความสามารถต่อสู้คดีได้ สามารถรับรู้เรื่องเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหา หรือรับรู้ผลที่เกิดขึ้นจากคดีได้ แต่มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ผู้รับการตรวจควรอยู่ในความดูแลใกล้ชิด เนื่องจากยังบกพร่องทางสติปัญญา ทำให้ต่อมาศาลให้ดำเนินการกระบวนพิจารณาคดีต่อไป
ในวันนัดสืบพยานนัดแรก เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ธีรเมธได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจพฤติการณ์ของจำเลยเพิ่มเติม และนัดฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 25 ส.ค. 2569
.
ศาลพิจารณารายงานสืบเสาะ เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 2 ปี
ในนัดฟังคำพิพากษานี้ ธีรเมธและผู้ดูแลได้เดินทางโดยรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพัทลุง ตั้งแต่คืนวันที่ 23 ส.ค. 2569 โดยยังมีประชาชนจากกรุงเทพฯ มากกว่า 10 คน ร่วมเดินทางโดยรถไฟไปติดตามให้กำลังใจการฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ด้วย
ในช่วงเช้าวันฟังคำพิพากษา กลุ่มประชาชนได้มีกิจกรรมดนตรีและร่วมกันมอบดอกไม้ให้กำลังธีรเมธที่ด้านหน้าศาล และธีรเมธยังได้อ่านคำแถลงความรู้สึกของตัวเอง พร้อมยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่กฎหมายนิรโทษกรรมมีผลบังคับใช้ แต่ไม่รวมคดีมาตรา 112 ไว้ ทำให้หลายคนไม่ได้รับโอกาสตามกฎหมายนี้ โดยกล่าวให้กำลังใจพี่น้องที่ถูกดำเนินคดีข้อหานี้ และให้ติดตามคำพิพากษาของตนในวันนี้
ต่อมา ศาลจังหวัดพัทลุงได้อ่านคำพิพากษา โดยเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 112
ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีของศาล ลดโทษจำคุกเหลือ 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์รายงานสืบเสาะจำเลยเป็นผู้พิการประเภทที่ 5 มีความพิการทางสติปัญญา เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี และให้อยู่ที่เหมาะสม โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันได้ดำเนินการแจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 จำนวนมากไว้ในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ โดยใช้วิธีการกล่าวหากระจายไปในหลายสถานีตำรวจ พบว่ามีผู้ถูกแจ้งข้อหาแล้วไม่น้อยกว่า 19 คดี โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี เข้าข่ายเป็นการดำเนินการทางไกลที่สร้างผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหา
.
อ่านรายงานปัญหาการดำเนินคดีทางไกล
เปิดรายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
.
