ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึง กมธ. กฎหมายฯ รัฐสภา ขอให้ตรวจสอบกลุ่มประชาชนที่อ้างตัวว่าปกป้องสถาบันฯ ใช้ความรุนแรง ว่าผิดกฎหมายและมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหรือไม่

วันที่ 6 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ได้แก่ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG), ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, Thumb Rights, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, ชมรมค่ายอาสาพัฒนาราม-อีสาน, โมกหลวงริมน้ำ, ตัวแทนผู้ที่ถูกคุกคามจากกลุ่มประชาชนฝ่ายขวาและผู้ได้รับผลกระทบ และพันธมิตรชานมประเทศไทย (Milk Tea Alliance Thailand ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้มีการพิจารณาตรวจสอบการใช้กำลังคุกคามประชาชนโดยกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ และกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐจริงหรือไม่

การเข้ายื่นหนังสือในครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ “ธนิต” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเวช วัย 42 ปี ได้ถูกกลุ่มประชาชนที่ใช้ชื่อว่า “กองเรือนรก” บุกเข้าติดตามตัวและทำร้ายร่างกายถึงที่พักเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 ก.ค. 2569 จนธนิตได้รับบาดเจ็บ ก่อนถูกพาตัวไปยัง สน.เตาปูน ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวแจ้งความในข้อหาตามมาตรา 112 ไว้ก่อนหน้านี้

.

ณ ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคนที่หนึ่งของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นผู้รับยื่นหนังสือจากภาคประชาชน จากนั้นมีการแถลงข้อเรียกร้องและวัตถุประสงค์ของการยื่นหนังสือในครั้งนี้

หนังสือระบุเนื้อหาโดยสรุปว่า จากกรณีที่ประชาชนถูกกลุ่ม “กองเรือนรก” ซึ่งเป็นมวลชนที่อ้างตัวว่าปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รุมทำร้ายร่างกายด้วยการใช้ความรุนแรงทางร่างกายและข่มขู่คุกคามด้วยวาจา อีกทั้งยังถ่ายทอดสดการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย รวมถึงจับกุมตัวประชาชนคนดังกล่าวไปยังสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 เนื่องจากอ้างว่ามีการใช้โซเชียลมีเดียในการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 22 ก.ค. 2569 

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่มีกลุ่มบุคคลใช้ความรุนแรงทางร่างกายและวาจาโดยอ้างตัวว่าเป็นไปเพื่อปกป้องสถาบันหลักของไทย รวมทั้งในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา BBC THAI มีรายงานว่ามีชาวไทย 8 คน รุมทำร้ายร่างกายแรงงานชาวกัมพูชาจนบาดเจ็บ 3 ราย อีกทั้งมีรายงานการข่มขู่คุกคามประชาชนและนักกิจกรรมชาวไทยที่พยายามต่อต้านสงคราม

พฤติกรรมคุกคามด้วยวาจาและความรุนแรงทางร่างกายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวถือเป็นการละเมิดปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งประกอบด้วยสิทธิในการเป็นพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวคือ ประชาชนทุกคนในประเทศที่ลงชื่อในสนธิสัญญาปฏิญญาดังกล่าว มีสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง การชุมนุม รวมถึงการรวมกลุ่มโดยสงบ ซึ่งไม่มีใครสามารถใช้กำลังทำร้ายผู้ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างสงบได้ รัฐบาล ทหาร รวมถึงประชาชนจะต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ไม่อาจแบ่งแยกเชื้อชาติหรือความเชื่อเพื่อเลือกปฏิบัติได้

การทำร้ายร่างกายประชาชนที่มีความคิดเห็นทางอุดมการณ์ที่แตกต่าง ถือเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางการเมือง และการทำร้ายร่างกายแรงงานชาวกัมพูชาก็ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ซึ่งการกระทำที่ประสงค์ให้เกิดอันตรายต่อร่างกายทั้งสองรูปแบบมิได้เกิดขึ้นด้วยความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นการกระทำที่ขับเคลื่อนภายใต้ความคิดความเชื่อในอุดมการณ์บางอย่างที่มุ่งระงับการใช้เสรีภาพขอบบุคคลอื่นโดยที่ตนมิใช่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ซ้ำยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะและยังท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินการในลักษณะ “ศาลเตี้ย”

จากกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย และสร้างความสับสนว่ากลุ่มปกป้องสถาบันฯ มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือไม่ โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้

.

1. ขอให้ตรวจสอบว่าพฤติกรรมของกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้ามีการกระทำความผิด ก็ร้องขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดี 

2. ขอให้ตรวจสอบว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้น เช่น การทำร้ายร่างกาย กังขังหน่วงเหนี่ยว การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการแต่งกาย หรือการใช้สัญญาณไซเรน มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐจริงหรือไม่ รวมถึงมีหน่วยงานใดให้การสนับสนุนหรือไม่

3. ขอให้ภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์การตรวจสอบดังกล่าว และภายหลังการดำเนินการตรวจสอบจนแล้วเสร็จ ขอให้เผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มปกป้องสถาบันฯ สู่สาธารณะเพื่อสร้างบรรทัดฐานความปลอดภัยให้กับประชาชนต่อไป

4. ขอให้ตัวแทนประชาชนเข้าสังเกตการณ์หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับกมธ.ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาประเด็นข้อร้องเรียนตามหนังสือฉบับนี้

5. ขอให้ กมธ. ผลักดันวาระดังเกล่าเข้าสู่การอภิปรายในสภาเพื่อจัดทำร่างกฎหมายเฉพาะเพื่อปกป้องเสรีภาพของประชาชนต่อไป เช่น กฎหมายว่าด้วยการห้ามแสดงความเกลียดชัง รวมถึงมีบทลงโทษหากมีการใช้ความรุนแรงของกลุ่มประชาชนเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองในประเทศเยอรมนี 

.

สำหรับกรณีของ “ธนิต” เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่เขาถูกพาตัวมายัง สน.เตาปูน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 แต่มีการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือเอาไว้ ก่อนนำตัวไปส่งที่ สน.ดอนเมือง จากนั้นธนิตพร้อมทนายความก็ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้น

ต่อมาวันที่ 23 ก.ค. 2569 พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ได้เรียกธนิตเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม โดยการสอบปากคำในวันดังกล่าวมุ่งไปที่ประเด็นการทำร้ายร่างกายและการหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทั้งนี้ ทราบว่าในวันเดียวกันพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาไปเพียง 2 รายเท่านั้น

ส่งผลให้เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ทนายความตัดสินใจเข้ายื่นหนังสือถึงพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการสอบสวนในกรณีดังกล่าว รวมทั้งขอให้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดรายอื่นมาดำเนินคดีต่อไป 

X