วันที่ 12 มิ.ย. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ในระหว่างฎีกา หลังถูกคุมขังจากกรณีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 จากการยื่นประกันตัวเป็นครั้งที่ 4
พรหมศรถูกคุมขังมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนในคดีดังกล่าว โดยลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวนับแต่นั้น โดยมีการยื่นขอประกันตัวไปก่อนหน้านี้สามครั้ง ก่อนได้ยื่นไปอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา หลังจากนั้น ศาลฎีกายังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
.
ในการเข้าเยี่ยมฟ้า ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรีเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ฟ้าเล่าว่าในการยื่นขอประกันตัวครั้งที่สามก่อนหน้านี้ ศาลได้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาอ่านคำสั่งให้ฟังที่เรือนจำด้วย โดยเย็นวันนั้นประมาณ 4 โมงเย็น ฟ้าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดออกศาล และไปยังห้องที่เชื่อมต่อวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เพื่อฟังคำสั่ง และฟ้าก็ได้ทราบว่าศาลยกคำร้องเช่นเดิม ฟ้าบอกเล่าถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการฟังคำสั่งครั้งนี้ แต่เขาก็ยังอยากให้พยายามยื่นประกันตัวต่อไป
ฟ้าเล่าว่าแต่ละวัน ตัวเองกินข้าวค่อนข้างน้อย จนคนข้างในต้องพยายามบังคับให้กิน หรือซื้อไข่ดาวให้ทุกเช้า น้ำหนักของเขาลดลงไปมาก แต่ก็พยายามใช้ชีวิตข้างในให้ปกติ ใช้เวลากับการอ่านหนังสือ เขียนนั่นเขียนนี่ ทั้งในช่วงนี้ ฟ้ายังได้ไปร่วมเทรนผู้ต้องขังให้สวดทำนองสรภัญญะ ซึ่งจะมีการแข่งประกวดกัน แต่ฟ้าไม่ได้ไปแข่งด้วย เพราะไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด
ฟ้ายังย้ำเช่นเดิม ถึงความเป็นห่วงครอบครัว ทั้งพ่อที่ป่วย และการรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของแม่ ซึ่งปกติมีเขาช่วยดูแล เรื่องนี้จึงเป็นความกังวลของเขาอย่างมาก
“ฟ้าแพลนว่าออกไปจะทำอะไรบ้าง มีโครงการเต็มหัว ถ้าเป็นคนอื่นใกล้จะวันเกิด คงฝากออกไปว่าให้ทำนั่นนี่ หรืออยากกินอะไรต่าง ๆ แต่ฟ้าแค่อยากแจกไอติมให้คนข้างในได้ทานกัน หรือผู้ต้องขังที่ไม่มีญาติให้ได้กินกัน ให้ได้ร่วมทำบุญใหญ่ด้วยกัน”
ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ฟ้าเล่าถึงสถานการณ์ในเรือนจำ หลังมี พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ออกมา ทำให้มีความวุ่นวายในการจัดทำรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ส่วนของเขาคดียังไม่สิ้นสุด จึงไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ฟ้าก็สนใจว่าจะมีผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ ซึ่งทราบว่ายังติดตามการจัดทำรายชื่อของแต่ละเรือนจำต่อไป
นอกจากนั้นในเดือนนี้ ฟ้ายังฝากข้อเขียนสองเรื่องออกมาสื่อสาร ได้แก่ เรื่องราวเกี่ยวกับเดือน Pride Month ซึ่งเป็นเดือนเกิดของเขาด้วย และเรื่องราวเกี่ยวกับก๋วยเตี๋ยว ที่เป็นความทรงจำและความฝันของครอบครัวของฟ้า
.
ความฝันในเดือน Pride Month
วันนี้อาจจะต่างออกไป เสียหน่อยที่ฟ้าได้ฝากเรื่องเล่า แต่ไม่ประกอบด้วยโคลง ฉันท์ กาพย์ หรือกลอนใด ๆ เลย หาใช่ขี้เกียจหรือหยุดการแต่งไปเสียแล้ว แต่เหตุเพราะตัวฟ้าเองนั้นอยากกล่าวถ้อยคำปกติ เชิญชวน happy pride ในปีนี้ ร่วมกันกับตัวฟ้าและชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่รวมไปถึงทั่วโลก ร่วมฉลองให้กับคุณค่าของความเป็นคนและสีสันที่หลากหลายแห่งโลกใบนี้ ร่วมเฉลิมฉลองให้กับการยอมรับความเคารพในความหลากหลายที่แตกต่าง
ตัวฟ้าเองก็เป็นหนึ่งในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกันตลอดระยะเวลาแห่งการใช้ชีวิตของฟ้ามา 36 ปี นั้น (วันเกิดคือ 12 มิถุนายนนี้) ตัวฟ้าโชคดีที่มีป๊า แม้จะเป็นคนจีนแต้จิ๋วประเพณีนิยม และคุณแม่ที่ครอบครัวพื้นเพโบราณยิ่ง แต่ท่านทั้งสองทำให้ชีวิตวัยเด็กของฟ้าเติบโตได้อย่างมีภูมิคุ้มกันที่ดี ป๊าและคุณแม่ไม่เคยสนว่าโลกใบนี้จะมองลูกของตนเองไปในทิศทางใด ไม่เคยมีคำกล่าวว่า ขอแค่เป็นคนดีก็พอ ท่านทั้งสองจะพูดเสมอว่าขอแค่ลูกมีความสุขก็พอแล้ว สำหรับฟ้านี้เป็นคำพูดที่สวยงามและทรงคุณค่ายิ่ง
ปัจจุบันฟ้ากับแฟน เราสองคนใช้ชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนคู่รักทั่วไป มีสุขมีทุกข์ มีหนทางที่ยากลำบาก (ถ้าใครมีแฟนเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองจะรู้ดี) มีความเข้าใจและเรื่องราวที่หลากหลาย แต่เราทั้งคู่ก็มีความฝัน ความฝันที่อยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ในปัจจุบันแม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านวาระ และมีการประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ข้อกฎหมายในบางข้อต้องปรับแก้ เพื่อให้รองรับต่อความต้องการของการสร้างครอบครัวผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตัวฟ้าเองมีความตั้งใจอย่างมากในเรื่องนี้มาโดยตลอด
ตามตำนานโบราณกล่าวว่าเพราะความรักจึงบังเกิดฟ้าและดิน และอีกหลายตำนานแห่งความรัก ทำให้เกิดเรื่องราวงดงามอันหลากหลาย ฟ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความรักจะสร้างเรื่องราวต่อ ๆ มา และส่งต่อความรักนี้พร้อมเติมเต็มคำว่าครอบครัวต่อไป
.
ความทรงจำถึง “ก๋วยเตี๋ยว” กับความฝันของครอบครัว
ก๋วยเตี๋ยวจีน เจ๊กสร้าง แต่เดิม
ไทยสนุกดิ์ คิดแต่งเสริม รสเข้า
เกิดเป็นรสชาติเพิ่ม -เติมยิ่ง ก่อนนา
มีหลายหลาก บ่เศร้า ทุกชั้น ชนชิม
ฟ้าเป็นคนหนึ่งที่เติบโตด้วย “วัฒนธรรมลูกผสม (Hybrid Culture)” ที่แอบซ่อนเรื่องราวต่าง ๆ ไว้บนโต๊ะอาหารได้อย่างแยบคาย ถึงแม้จะสัมผัสสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่วัยเยาว์ก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฟ้ารู้สึกว่านี่คือเรื่องราวของอาหารที่ลงตัวผ่านสองวัฒนธรรมได้อย่างง่ายดาย คือ ‘ก๋วยเตี๋ยว’
ก๋วยเตี๋ยวที่เราท่านเห็นในทุกวันนี้ผ่านการพลวัตมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ทั้งเรื่องราวและรูปร่างหน้าตา แต่สิ่งที่คงไว้คือเส้น ผัก และเนื้อสัตว์ ตามแต่ใจจะปรุงแต่งรสชาติลงไป เพื่อให้ถูกลิ้นของผู้บริโภค
หากมองย้อนกลับไปในอดีต ก๋วยเตี๋ยวไม่ใช่อาหารไทยและมีชนชั้นแบ่งแยกออกอย่างชัดเจน เพราะสิ่งเหล่านี้เข้ามากับแรงงาน ‘ จีนอพยพ’ จำนวนมาก เพื่อเข้ามาทำงานที่คนไทยตั้งแง่รังเกียจ เช่น งานกุลี แบกหาม ลากรถ รวมถึงเป็นคนจีนขายของกินหาบเร่ และหนึ่งในของกินหาบเร่นั้นก็คือก๋วยเตี๋ยว
เส้นก๋วยเตี๋ยวในยุครัฐจารีตสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คืออาหารของพวกกุลีจีน ด้วยลักษณะการกินที่ต้องเร่งรีบ ตลอดจนความเสี่ยงดังเอะอะมะเทิ้ง นำมาสู่ภาพลักษณ์ที่กลุ่มคนชั้นสูงและกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกจีนมองว่าไร้มารยาท ไม่สุภาพ เป็นผลพลอยให้เป็นเรื่องยากที่จะมองอาหารเจ๊กอย่างก๋วยเตี๋ยว หรือกับข้าวจีนประเภทอื่น ๆ ดีได้
หลังการอภิวัฒน์สยาม 2475 ไม่ใช่แค่เพียงเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น แต่ยังปฏิวัติด้านการกินด้วย กล่าวคือ ภายใต้การเมืองใหม่ รัฐได้ให้ความสนใจต่อการสร้างคุณภาพของประชาชนมากขึ้น โดยพยายามโยงให้เกิดการปฏิวัติด้านอาหารการกินของประชาชนเพิ่มขึ้น
ในรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการชักชวนให้ประชาชนกินก๋วยเตี๋ยวกันอย่างจริงจัง เหตุเพราะก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่วัตถุดิบหาได้ง่าย ปรุงง่าย สะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง แม้จะเป็นอาหารของคนจีนชนชั้นแรงงาน แต่ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะก๋วยเตี๋ยวแค่หนึ่งชาม กลับบูรณาการ เอาโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำในเวลานั้นมารวมอยู่ในถ้วยเดียวได้อย่างครบถ้วน
ด้วยเหตุนี้ ถ้าอาหารชาววังคือภาพแทนการปกครองในยุครัฐจารีต ก๋วยเตี๋ยวจึงอาจนับเป็นภาพแทนของอาหารแห่งยุคสมัยภายใต้ระบอบใหม่ ด้วยวิธีการ “ผสานรวม (Co-Option)” ผสมกับโครงการทางการเมือง (political project) ทำให้ก๋วยเตี๋ยวแปรสภาพจากอาหารเจ๊ก ถูกผนวกรวมเป็นอาหารไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ
ในปัจจุบันภาพลักษณ์อาหารเจ๊ก-กุลีจีน อย่างก๋วยเตี๋ยว ได้กลายร่างเป็นอาหารแห่งชนทุกชั้น ไม่ว่ายากจนหรือร่ำรวย ก๋วยเตี๋ยวก็ตอบสนองความหิวโหยของพวกเขาเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ก๋วยเตี๋ยว” ในมุมมองของฟ้า ไม่ใช่อาหารที่กินเพื่ออิ่มหรือเพลิดเพลินไปกับรสชาติ แต่สิ่งนี้คือความทรงจำแห่งครอบครัว การเติมเต็มความฝัน ความรัก คำมั่นสัญญา และความกตัญญูของลูกที่มีต่อคุณพ่อผู้ถูกรุมเราด้วยโรคนานาประการ
ฟ้าไม่อาจตอบได้ว่าร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา “หลงเฮง” ร้านคุณพ่อกับลูกชายช่วยกันคิดค้นสูตรน้ำซุปจากการดัดแปลงน้ำซุปสูตรคุณย่า จะมีโอกาสได้เปิดหรือไม่? ฟ้าไม่อาจจะเอ่ยคำใดได้ว่าจะได้สัมผัสโอกาสที่พ่อลูกได้ใช้เวลาสุดท้ายร่วมกันจากความทรงจำอันเลือนลางได้มากเพียงใด
ฟ้าได้แต่ภาวนา วิงวอน และมีความหวังเพื่อจะออกไปเติมเต็มความฝันสุดท้ายของชายชราวัย 71 ปี แต่ตราบใดก็ตามที่ชีวิตเรายังมีความหวัง ชีวิตก็ย่อมเดินต่อไปได้ ฝากส่งพลังแห่งความหวังให้ฟ้าและครอบครัวในการประกันตัว ติด #ความหวังของพวกเรา แล้วแท็กหาฟ้าด้วยนะครับ หวังว่าเสาหลักเดี่ยวของครอบครัวได้ประกันตัวออกไป
ด้วยจิตคารวะ
.
