ในวันที่ 29 เม.ย. 2569 นี้ ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “จิรดี” (นามสมมติ) ประชาชนจากกรุงเทพฯ วัย 36 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีถูกแกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ไปกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์โต้ตอบกันกับผู้ใช้รายอื่น โดยมีการกล่าวพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565
.
คดีถูกกล่าวหาทางไกล ถูกตำรวจไปจับกุมหลังผ่านไปปีกว่า ทั้งที่เคยเดินทางไปให้การในฐานะพยาน
ในคดีนี้ จิรดีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปรามเข้าจับกุมจากสถานที่ทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2568 โดยพบว่าเป็นคดีที่ สภ.ควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่งมี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหาเอาไว้ ทำให้เธอถูกตำรวจนำตัวเดินทางลงใต้ไปแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจเจ้าของคดี ก่อนถูกนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทลุง และศาลให้ประกันตัวในเวลาต่อมา
ผู้กล่าวหาในคดี อ้างว่าพบบัญชีทวิตเตอร์ หรือ X โพสต์เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565 ทวีตข้อความโต้ตอบกัน ในประเด็นเรื่องมุมมองเกี่ยวกับคนดีและคนไม่ดี โดยมีการกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 และ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผู้กล่าวหาอ้างว่าบัญชีที่โพสต์โต้ตอบบัญชีหนึ่งเป็นบัญชีของผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.พ. 2566 จิรดีเคยได้รับหมายเรียกของ สภ.ควนขนุน มาก่อน และได้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ในครั้งนั้นตำรวจได้สอบสวนไว้ในฐานะพยาน หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีหมายเรียกหรือการติดต่อจากทางตำรวจอีก จึงคิดว่าเรื่องจบสิ้นไปแล้ว โดยไม่ทราบว่าต่อมามีการไปขอออกหมายจับจากศาล และตำรวจเพิ่งมีการเข้าจับกุมหลังหมายจับออกมาแล้วกว่าปีเศษ (หมายจับลงวันที่ 28 ส.ค. 2566) ทั้งที่ตัวเธอก็ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด
ระหว่างได้ประกันตัวในชั้นสอบสวน จิรดียังต้องไปรายงานตัวต่อศาลทุก 12 วัน โดยหลังจากเธอเดินทางไปรายงานตัว 3 ครั้ง ได้ยื่นคำร้องขอรายงานตัวผ่านระบบออนไลน์แทน เนื่องจากมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้การเดินทางมารายงานตัวทุก 12 วัน กระทบต่อการงานและเป็นภาระอย่างมาก ซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาต แต่กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดฝากขังในครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ให้มารายงานตัวต่อศาล
ในระหว่างนั้น จิรดียังได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.ควนขนุน ทำให้เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 เธอต้องเดินทางไปที่ควนขนุนอีกครั้ง ก่อนถูกแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เพิ่มเติม หลังจากตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหานี้
จนในวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หลังจิรดีเดินทางไปรายงานตัวที่ศาลจังหวัดพัทลุงตามนัดฝากขังครั้งสุดท้าย พบว่าพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ก่อนศาลจังหวัดพัทลุงจะอนุญาตให้ประกันตัว
อัยการฟ้องโดยกล่าวหาว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ได้พิมพ์โต้ตอบกับผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายหนึ่ง มีความหมายผูกเรื่องราวถึงรัชกาลที่ 10 กับทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องการกระทำความผิด และตรวจสอบได้หรือไม่ และในเรื่องการคัดกรองเผยแพร่แต่เพียงเนื้อหาดี ๆ อันเป็นการเปรียบเปรยให้พระมหากษัตริย์ถูกด้อยค่า ดูหมิ่น ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
.
จำเลยต่อสู้คดี ไม่ใช่ผู้โพสต์ทวิตเตอร์ตามฟ้อง – ศาลไม่ให้ผู้สังเกตการณ์จดบันทึกระหว่างสืบพยาน
สำหรับในชั้นศาล จิรดีได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา คดีมีการสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 11-12 พ.ย. 2568 และต่อมาในนัดสืบพยานจำเลยต้นเดือนธันวาคม 2568 มีการเลื่อนคดีออกไป เนื่องจากมีสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ก่อนนัดสืบพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 26 ก.พ. 2569 จนเสร็จสิ้น
ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 7 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหา, พยานความคิดเห็นจำนวน 3 ปาก และพนักงานสอบสวน 3 ปาก ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก ได้แก่ ตัวจำเลยเอง และพยานผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามด้านการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของรัฐ อีก 1 ปาก
ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง และไม่ได้มีทวิตเตอร์ตามที่ถูกกล่าวหา โดยจำเลยก็เพิ่งทราบรายละเอียดที่ตนถูกกล่าวหาในลักษณะนี้ หลังจากถูกจับกุมไปแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ทั้งพยานหลักฐานเอง ก็ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ตามที่ถูกกล่าวหา มีเพียงเอกสารที่ผู้กล่าวหารวบรวมมาด้วยตนเอง
ทั้งนี้ในคดีนี้ ศาลไม่ให้ผู้สังเกตการณ์จดบันทึกในระหว่างการพิจารณาคดี หลังเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์เข้าทักท้วงระหว่างสืบพยาน โดยเมื่อแถลงขออนุญาต ศาลไม่อนุญาตให้จดบันทึก โดยเห็นว่าทนายจำเลยสามารถจดบันทึกได้อยู่แล้ว และศาลเองก็บันทึกคำเบิกความ เกรงว่าหากมีการจดบันทึกและนำไปเผยแพร่จะไม่ตรงกับที่ศาลบันทึก
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า ทรงชัย เนียมหอม ผู้กล่าวหาในคดีนี้ เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 กระจายไปในหลายสถานีตำรวจในจังหวัดทางภาคใต้ อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดีอย่างต่อเนื่อง
.
.
พยานโจทก์ปากที่ 1 พงศ์พัฒน์ เมธีธรรมวัฒน์ ครูสอนวิชาภาษาไทย พยานความคิดเห็น
พยานเบิกความให้ความเห็นต่อข้อความที่ถูกฟ้อง โดยหลังจากอ่านแล้วเห็นว่าไม่ควรนำในหลวงรัชกาลที่ 10 มาเปรียบเทียบกันกับทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากทั้งสองท่าน มีบทบาทต่างกัน และรัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์ไม่ควรเอามาเปรียบเทียบ จึงมีความเห็นว่าข้อความดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนที่พบเห็นมีความรู้สึกในแง่ลบต่อสถาบันฯ
ตอบคำถามค้านของทนายจำเลย พยานรับว่าลักษณะข้อความตามฟ้อง เป็นการตอบโต้กันไปมาระหว่างบุคคลมากกว่า 1 คน ตามหลักในการอ่าน ก็ต้องย้อนกลับไปดูหัวข้อโพสต์ก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร โดยข้อความของผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ถูกฟ้องนั้นเป็นถ้อยคำที่มีการตอบมาจากข้อความก่อนหน้า ส่วนพนักงานสอบสวนจะให้ดูข้อความก่อนหน้านั้นหรือไม่ระหว่างเข้าให้ปากคำ พยานจำไม่ได้
พยานรับว่า ข้อความ “คนดี คนไม่ดี แต่ละคนมองยังต่างกันเลย” เป็นข้อความแสดงเชิงเปรียบเทียบและการอ้างอิงถึงทักษิณและในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจง่ายเท่านั้น ซึ่งข้อความของผู้ใช้ทวิตเตอร์เป็นการเปรียบเทียบความโดดเด่นของแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน ซึ่งก็มีสิทธิกล่าวชื่นชมบุคคลทั้งสองได้ ในส่วนทักษิณที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีทั้งคนที่ชื่นชอบ และคนที่โกรธเกลียด
พยานรับว่าเคยให้การไว้ว่า ข้อความตามคำฟ้องไม่มีการใช้ถ้อยคำเชิงหยาบคาบ ดูหมิ่น เหยียดหยาม แต่ถ้อยคำในช่วงท้ายทำนองว่าอย่างน้อยทักษิณสามารถตรวจสอบได้ อาจทำให้ผู้อื่นคิดต่อจากข้อความนี้ และทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อไปว่าสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ แต่รับว่าข้อความว่าทักษิณสามารถตรวจสอบได้ก็เป็นความจริง
เมื่อพยานได้อ่านข้อความตามฟ้องแล้ว พยานไม่มีความเห็นไปทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นว่าสามารถตั้งคำถามได้ แต่อาจไม่บังควร
ตอบคำถามติงของอัยการ พยานเห็นว่าคำว่า “โดดเด่น” ส่วนมากใช้ไปในทางบวก แต่อาจใช้ไปในทางประชดประชันก็ได้ ซึ่งข้อความตามฟ้องดังกล่าว ด้านบนมีการกล่าวถึงบุคคลสองคน แต่ข้อความด้านล่างมีการพูดถึงเพียงคนเดียว ทำให้คิดต่อไปได้ อาจเป็นทั้งเชิงลบและเชิงบวก ซึ่งถ้าคิดต่อไปในเชิงบวกว่า ทักษิณสามารถตรวจสอบได้ รัชกาลที่ 10 ก็สามารถตรวจสอบได้ หากคิดในเชิงลบ ทักษิณตรวจสอบได้ รัชกาลที่ 10 ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
.
พยานโจทก์ปากที่ 2 ทรงชัย เนียมหอม ผู้กล่าวหาในคดี
พยานเบิกความว่าตนประกอบธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่
ทรงชัยเบิกความว่าในคดีนี้ ได้เดินทางจากบ้านที่จังหวัดกระบี่ เพื่อมาทำงานที่จังหวัดพัทลุง ระหว่างรถติดอยู่ที่สี่แยกโพธิ์ทอง (อำเภอควนขนุน) พยานได้หยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาเลื่อนดูแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ โดยใช้บัญชีกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ก่อนเลื่อนทวิตเตอร์ไปเจอโพสต์หน้าแรกของทวิตเตอร์เป็นข้อความตามคำฟ้อง โดยข้อความไหนที่มีผู้คนสนใจจำนวนมาก ข้อความนั้นจะถูกดันขึ้นมาบนฟีด
พยานเห็นว่า ในต้นโพสต์หัวข้อการพูดคุยเป็นเรื่องน้ำท่วม ทำไมถึงต้องเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องด้วย มีจุดประสงค์อย่างไร เพราะทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อมีความผิดแล้วศาลลงโทษได้และตรวจสอบได้ แต่ในหลวงไม่มีการกระทำความผิด ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ และข้อความดังกล่าวเป็นการชวนให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ ในส่วนที่ถามว่าทักษิณสามารถตรวจสอบได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดี ๆ
ทรงชัยอ้างว่ารูปโปรไฟล์ของผู้ใช้ทวิตเตอร์ตามฟ้อง ใช้ภาพเป็นรูป 3 ขีด ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาแล้วว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มล้มล้างสถาบันฯ
พยานทราบว่าผู้ใช้บัญชีคือตัวจำเลย เพราะได้สอบถามเพื่อนที่รักสถาบันฯ และได้ตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้จนทราบ และเมื่อดูโพสต์อื่น ๆ แล้ว จะเกี่ยวข้องกับการพาดพิงสถาบันกษัตริย์ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานไปให้พนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้นำทะเบียนราษฎร์ของจำเลยมาให้ดู ซึ่งพยานยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ใช้ทวิตเตอร์ดังกล่าว โดยพยานไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน
ตอบคำถามค้านของทนายจำเลย พยานเบิกความว่าตนเป็นประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน มีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมตัวกันตั้งแต่ปี 2563 และได้มีการออกทำงานจริง ปี 2564 โดยกลุ่มของพยานมีแอปพลิเคชันติดต่อกันหลายช่องทาง เช่น เฟซบุ๊ก, ไลน์, ทวิตเตอร์
ทรงชัยรับว่า กลุ่มของตนได้แจ้งความคดีมาตรา 112, มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลายจังหวัดภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ตรัง, สงขลา, กระบี่ หรือในภาคกลาง ทั้งที่กรุงเทพหรือนนทบุรี โดยทางกลุ่มจะเปิดรับการบริจาคผ่านบัญชีที่มีชื่อพยาน และชื่อของฝ่ายบัญชีของกลุ่ม
ในคดีนี้ ทรงชัยร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เมื่อปี 2565 ขณะทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทหนึ่ง โดยพยานยังมีที่อยู่หลายที่ ทั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และกระบี่
ในวันเกิดเหตุ พยานขับรถจากกระบี่ไปยังอำเภอทุ่งสง นครศรีธรรมราช และแวะเข้ามาจังหวัดพัทลุง โดยผ่านเส้นทาง สี่แยกโพธิ์ทอง ซึ่งพยานได้เป็นผู้จัดทำเอกสารระบุตำแหน่งที่อยู่ยื่นประกอบ พยานยืนยันว่าตอนนั้นจอดรถขณะเข้าเมือง และถ้าจอดรถ จีพีเอสจะไม่สามารถระบุได้ว่ารถมุ่งไปทางไหน
ทนายความยังสอบถามถึงยี่ห้อโทรศัพท์ของพยาน และรถยนต์ที่ทะเบียนขับ พยานยืนยันว่าได้ใช้ทวิตเตอร์มานานแล้ว ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น X
พยานรับว่าในวันที่เปิดดูโพสต์ดังกล่าว ยังไม่ทราบว่าใครคือผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ตามฟ้อง โดยต้นโพสต์นั้นเกี่ยวกับน้ำท่วมบริเวณหลักสี่/ห้วยขวาง แต่ได้ใช้วิธีเสิร์ชทวิตเตอร์เพื่อหาว่าใครเป็นผู้ใช้ และพบว่ามีบัญชีทวิตเตอร์เคยนำเสนอไว้ เมื่อปี 2564 โดยทนายจำเลยพยายามสอบถามถึงความเป็นบัญชีที่ทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โจมตีบุคคลทำนองว่ามีแนวคิดเสียดสีสถาบันอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอภาพถ่ายและข้อมูลส่วนตัว
พยานรับว่าแม้จะเสิร์ชข้อมูลของจำเลย ก็ไม่ปรากฏว่ามีบัญชีทวิตเตอร์ตามฟ้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่อ้างว่าคนทั่วไปเมื่อตนเป็นผู้โด่งดังในโลกออนไลน์และถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นย่อมต้องออกมาปกป้องตนเอง ทำไมจำเลยถึงไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ดังกล่าว ทำให้พยานเชื่อว่าเป็นจำเลย ที่เป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ดังกล่าว
พยานเบิกความว่ากลุ่มปกป้องสถาบันฯ กับกลุ่มล้มล้างการปกครองฯ มีการขัดแย้งกัน และกลุ่มปกป้องสถาบันไม่สามารถเข้าไปดูข้อความได้ โดยผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าวยังไม่ได้ปิดถาวร แต่จะมีการบล็อกเป็นรายบุคคล ซึ่งเพิ่งมาปิดกั้นเมื่อมีการแจ้งความ พยานยังอ้างว่าเคยดำเนินการร้องเรียนบัญชีผู้ใช้ดังกล่าวมาก่อน แต่ไม่ประสงค์จะเปิดเผย จึงไม่ได้นำมาเสนอต่อศาล
ในส่วนว่าพนักงานสอบสวนจะส่งเรื่องไปให้ผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์หรือไม่ พยานไม่ทราบ โดยรับว่าจากเอกสารของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ทำถึงพนักงานสอบสวน ระบุว่าไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้
พยานรับว่าเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทต่อทักษิณ เนื่องจากตัดต่อรูปภาพของทักษิณไปเผยแพร่ และยังรับว่าก่อนดำเนินคดีที่ สภ.ควนขนุน เคยแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยในคดีนี้ที่ สภ.เมืองพัทลุง ด้วย
ตอบคำถามติงของอัยการ พยานยืนยันว่าที่กลุ่มของพยานไปร้องทุกข์กล่าวโทษทุกท้องที่นั้น เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง และรับว่าในเอกสารข้อมูลจำเลยที่ยื่นส่ง ได้มาจากข้อมูลทวิตเตอร์ของผู้ใช้รายอื่น ซึ่งพยานได้รวบรวมและจัดทำขึ้น
พยานยังระบุว่าที่เบิกความเกี่ยวกับ IO นั้น หมายถึงกลุ่มคนที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน คือกลุ่มคนที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
พยานยืนยันว่าได้ติดตามบัญชีทวิตเตอร์ตามฟ้องมาตลอด เนื่องจากบัญชีนี้มีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเป็นการติดตามดูพฤติกรรม ไม่ได้คอมเมนต์ใด
.
พยานโจทก์ปากที่ 3 พีรพล อังศุธนสมบัติ ทนายความ พยานความคิดเห็น
พยานเบิกความว่าประกอบอาชีพเป็นทนายความมาแล้ว 10 ปี ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนเรียกมาให้ความเห็นในฐานะทนายความ พยานเห็นว่าข้อความตามฟ้องดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพยกย่อง
ในส่วนคำว่า “ทักษิณ” ที่ปรากฏในข้อความนั้น พยานทราบว่าหมายถึงทักษิณ ชินวัตร โดยเห็นว่าข้อความตามคำฟ้องเป็นการเปรียบเทียบในหลวงรัชกาลที่ 10 กับบุคคลที่เคยถูก ดำเนินคดีและถูกศาลพิพากษา เป็นข้อความที่ไม่สมควรอย่างยิ่งเพราะในหลวงเป็นกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชน
ตอบคำถามค้านทนายจำเลย พยานเบิกความว่าตนเปิดสำนักงานอยู่ในตัวเมืองพัทลุง พนักงานสอบสวนใช้วิธีติดต่อพยานทางโทรศัพท์มือถือ ให้ไปให้การที่สถานีตำรวจในฐานะพยานความเห็น โดยพยานรู้จักกับพนักงานสอบสวนเป็นการส่วนตัวและก่อนให้การในคดีนี้ พนักงานสอบสวนเคยติดต่อให้ไปให้การในคดีมาตรา 112 มาแล้วหลายคดี
พยานยอมรับว่าข้อความตามฟ้อง เป็นการสนทนากันระหว่างบุคคล แต่ตนไม่ทราบและไม่เคยเห็นข้อความการสนทนาที่เกิดขึ้นก่อน ในส่วนข้อความตามฟ้อง ก็ไม่มีข้อความใดที่กล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 ว่ากระทำการหรือไม่กระทำการใด และไม่มีคำด่าทอหรือเหยียดหยามใด ๆ
พยานรับว่าตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ” มีความหมายว่า รัฐบาล รัฐสภา องค์กรอิสระใด ๆ ไม่สามารถตรวจสอบพระมหากษัตริย์ได้
ตอบคำถามติงของอัยการ พยานยืนยันว่าไปให้การกับพนักงานสอบสวนด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับ ในส่วนข้อความตามฟ้อง พยานอ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นการเปรียบเทียบระหว่างทักษิณ ที่ถูกดำเนินคดี ส่วนในหลวงรัชกาลที่ 10 มีอภิสิทธิ์ที่จะไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งทำให้รู้สึกไปในทางที่ไม่ดี
.
พยานโจทก์ปากที่ 4 บุญเลื่อง บุญหนูกลับ ข้าราชการบำนาญ พยานความคิดเห็น
พยานอาศัยอยู่ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เคยรับราชการครูสอนวิชาภาษาไทยและศิลปะ พยานเคยไปให้การไว้กับพนักงานสอบสวน โดยได้อ่านข้อความตามฟ้อง ซึ่งพยานเห็นว่าข้อความเป็นการไม่สมควร ในการเปรียบเทียบระหว่างทักษิณกับในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ พยานเห็นว่าบุคคลทั้ง 2 ดังกล่าวก็ดีคนละแบบ แต่ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน
พยานตอบคำถามค้าน ว่าเหตุที่ไปให้การกับพนักงานสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนมาหา ขอให้ไปให้การที่ สภ.ควนขนุน และเห็นว่าแม้จะอ่านข้อความตามฟ้อง ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกรักสถาบันพระมหากษัตริย์น้อยลง ขณะที่คำถามอื่น ๆ พยานระบุว่าจำไม่ได้
.
.
พยานโจทก์ปากที่ 5 พ.ต.ท.ฉลอง ขุนภักดี พนักงานสอบสวน
พยานรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยเป็นพนักงานสอบสวนมา 19 ปี และเคยเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่ สภ.ควนขนุน ตั้งแต่ปี 2555 – 2566 ก่อนมาประจำการที่ สภ.บางแก้ว
เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2565 ขณะพยานปฎิบัติหน้าที่ร้อยเวรอยู่ที่ สภ.ควนขนุน มีนายทรงชัยนำเอกสารเกี่ยวกับการโพสต์ทวิตเตอร์มาแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งในเอกสารปรากฏผู้ใช้ทวิตเตอร์ซึ่งนายทรงชัยได้สืบค้นตัวตนมาแล้ว จึงได้สอบสวนทรงชัยไว้
สำหรับข้อความที่ทรงชัยนำมาร้องทุกข์ เป็นข้อความที่แสดงถึงการเปรียบเทียบระหว่างทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักโทษหนีคดี และในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยเปรียบเทียบเรื่องการที่สังคมตรวจสอบได้และตรวจสอบไม่ได้
พยานยังได้สอบสวนพยานความเห็นอีก 2 ปาก และได้ออกหมายเรียกจำเลย แต่ก่อนถึงกำหนดนัด ได้ถูกย้ายไปที่ สภ.บางแก้ว ก่อน จึงไม่เคยพบกับจำเลยมาก่อน
พยานยังได้ขอให้ทางตำรวจ บก.ปอท. ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ ตามรายงานการตรวจสอบได้ตอบกลับว่าไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้ได้ แต่บัญชีดังกล่าวยังคงเปิดใช้งานอยู่ นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบกับกระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้ได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ให้บริการอยู่ในต่างประเทศ
พยานได้คัดข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของจำเลย ตามชื่อที่นายทรงชัยได้กล่าวหา และบุคคลตามทะเบียนราษฎร์ก็เป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้
ตอบคำถามค้านทนายจำเลย พยานจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ และเคยไปอบรมเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยเคยทำคดีลักษณะนี้มาก่อน แต่พยานไม่เคยใช้งานแอปพลิเคชันทวิตเตอร์มาก่อนจนถึงปัจจุบัน
ในวันที่นายทรงชัยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ไม่ได้เปิดแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ให้ดู โดยตามเอกสารที่นำมาแจ้งความ ข้อความในทวิตเตอร์ดังกล่าว จะมีอยู่จริงหรือไม่ พยานก็ไม่ทราบ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำข้อมูลของจำเลยในทวิตเตอร์ ทั้งพยานไม่เคยพบกับจำเลย และไม่ได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยมาตรวจสอบ
ตอบคำถามติงอัยการ พยานเบิกความว่าที่ระบุว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำข้อมูลของจำเลย หมายถึงว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้โพสต์ โดยหากมีบุคคลที่โพสต์ทำให้พยานเสียหาย พยานก็จะไปแจ้งความดำเนินคดี
.
พยานโจทก์ปากที่ 6 พ.ต.ท.สมพงษ์ ดำจุติ พนักงานสอบสวน
พยานรับราชการตำรวจที่ สภ.ควนขนุน ตำแหน่งรองผู้กำกับการสอบสวน ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญา
พยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ได้มีเจ้าหน้าที่กองปราบปรามนำตัวจำเลยในคดีนี้มาตามหมายจับ และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ควนขนุน จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และสอบปากคำ โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ต่อมายังมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
พ.ต.ท.สมพงษ์เบิกความว่า ตนรับสำนวนการสอบสวนต่อมาจากพนักงานสอบสวนอีกคนหนึ่ง ซึ่งจากการสอบสวนพยานจับใจความได้ว่า พบข้อความในทวิตเตอร์เป็นการเปรียบเทียบระหว่างอดีตนายกฯ ทักษิณ กับในหลวงรัชกาลที่ 10 ในเรื่องการถูกดำเนินคดีได้และไม่ได้ โดยพยานทราบว่า ขณะนั้นทักษิณถูกดำเนินคดีและศาลตัดสินแล้ว อยู่ระหว่างหลบหนีคดี
พยานเบิกความว่าในฐานะที่เป็นประชาชน เมื่อเห็นข้อความแล้วก็รู้สึกว่าเป็นข้อความที่ไม่ดี เนื่องจากพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพของประชาชน และไม่สามารถกล่าวหาได้หากไม่มีหลักฐาน การโพสต์ดังกล่าวทำให้รู้สึกว่าถูกลดค่า หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง ต่อมาพยานมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้องคดีนี้
ตอบคำถามค้าน พยานรับว่าไม่ทราบว่าข้อความที่นำมาฟ้องนี้ เป็นโพสต์ที่มีข้อความต่อเนื่องตอบกลับไปมาถึงข้อความอื่น และไม่ทราบว่าจะมีต้นโพสต์อื่นอยู่ก่อนหรือไม่ แต่ตามเอกสาร เห็นว่าเป็นการโพสต์ข้อความพูดคุยกัน
พยานรับว่าจากการตรวจสอบข้อมูลจากผู้ให้บริการ ปรากฏว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยมีการปิดบัญชีผู้ใช้ไปแล้ว โดยตัวพยานนั้นไม่เคยใช้ทวิตเตอร์มาก่อนทั้งในช่วงสอบสวนคดีนี้และปัจจุบัน ส่วนการตรวจสอบข้อมูลกับทางทวิตเตอร์จะเป็นอย่างไร พยานก็ไม่ทราบ
ในส่วนเอกสารเกี่ยวกับตัวจำเลย เป็นเอกสารที่ผู้กล่าวหาเป็นผู้จัดทำขึ้นมาเอง โพสต์ดังกล่าวในทวิตเตอร์มีอยู่จริงหรือไม่ พยานก็ไม่สามารถยืนยันได้ โดยพยานไม่เคยอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐานทางคอมพิวเตอร์มาก่อน รวมทั้งในคดีนี้ไม่เคยมีการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย
.
พยานโจทก์ปากที่ 7 พ.ต.ท.แสนชัย เกษรินทร์ พนักงานสอบสวน
พยานเคยเป็นรองผู้กำกับการ สภ.ควนขนุน จ.พัทลุง ในปี 2560 – 2567 แต่ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบสำนวนคดีจาก พ.ต.ท.ฉลอง ขุนภักดี ซึ่งเดิมเป็นคนทำสำนวนคดี ก่อนที่จะย้ายไปประจำการที่อื่น
พยานเป็นผู้สอบสวนพยานความคิดเห็นในคดีจำนวน 1 คน และได้เคยออกหมายเรียกตัวจำเลยมาพบ แต่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา
ตอบคำถามค้าน พยานรับว่าในการออกหมายเรียกครั้งแรก เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบเท่านั้น ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและให้พิมพ์ลายนิ้วมือ จำเลยให้การว่าตนไม่ขอให้การที่เป็นปรปักษ์ต่อตนเอง
พยานรับว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ควนขนุน ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ทวิตเตอร์ พยานเองก็ไม่ได้ใช้ โดยพยานได้ขอข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ทราบผลการตรวจสอบในภายหลัง เนื่องจากส่งสำนวนต่อแล้ว ส่วนเอกสารในสำนวนต่าง ๆ พยานปฏิเสธว่าไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด
.
ฝ่ายจำเลยต่อสู้ ไม่ได้เป็นผู้ทวิตข้อความ พร้อมนำสืบถึงปฏิบัติการ IO ที่นำข้อมูลส่วนบุคคลมาเผยแพร่
ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก ได้แก่ ตัวจำเลยเอง และผู้เชี่ยวชาญจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw
โดยสรุป จำเลยยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ทวิตเตอร์ดังที่ถูกฟ้อง โดยไม่ได้มีบัญชีทวิตเตอร์หรือ X และเพิ่งทราบว่าถูกดำเนินคดีและเหตุที่ถูกกล่าวหาเมื่อตอนที่ถูกจับกุมไปดำเนินคดีแล้ว โดยก่อนหน้านั้นทางตำรวจก็ไม่ได้ให้ดูรายละเอียดคดี ทำให้ยังไม่สามารถไปแจ้งความในกรณีนี้ตั้งแต่ต้นได้
ในการถูกจับกุม จำเลยยังถูกจับกุมขณะกำลังทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ถูกพาตัวขึ้นรถไฟเดินทางไปยังพัทลุง ไปถึงเวลา 6 โมงเย็น ก่อนตำรวจมีการสอบสวนทันทีในช่วงค่ำ โดยไม่ได้ปรึกษาทนายความก่อน ทำให้มีความยากลำบากและไม่ได้มีสติสมบูรณ์เพียงพอ แต่จำเลยเองก็ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น โดยหากคดีสิ้นสุด ก็ประสงค์จะไปดำเนินการแจ้งความกลับต่อไป
ในส่วนที่มีแอคเคาท์ในทวิตเตอร์ นำข้อมูลส่วนตัวของจำเลยไปเผยแพร่ก่อนหน้านั้น จำเลยก็ไม่ทราบมาก่อน แต่เมื่อเห็นข้อมูลหลังถูกดำเนินคดี พบว่าเป็นการนำภาพใน IG ของตนไปใช้ตัดต่อ และดำเนินการโดยแอคเคาท์ที่มีลักษณะอวตาร มีลักษณะเป็นการล่าแม่มด และเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยหลังเสร็จสิ้นคดีนี้ ก็ประสงค์จะไปดำเนินคดีต่อไป
ในส่วนของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้มาเบิกความถึงการติดตามปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยรัฐ ที่ทาง iLaw และพยาน ก็ตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการ และได้พยายามดำเนินการฟ้องร้องคดี โดยคำพิพากษาของศาลปกครอง ก็เชื่อว่าเอกสารสั่งการปฏิบัติการดังกล่าวของกองทัพมีอยู่จริง แต่เห็นว่าคอมเมนต์ต่อผู้ฟ้องคดี อาจเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของทหาร รวมทั้งประชาชนทั่วไปก็สามารถตกเป็นเป้าของปฏิบัติการไอโอนี้ได้
.


