เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายกล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมือง วิพากษ์ประเด็นแนวคิด “ปากท้องต้องมาก่อน” พร้อมยกตัวอย่างวิกฤติราคาน้ำมัน และปัญหาค่าครองชีพสูง ซึ่งเขาเห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาปากท้องของประชาชนสัมพันธ์และผูกโยงกับโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
นอกจากนี้ เก็ทยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าทำไมจะต้องเลือกแก้ปัญหาปากท้องก่อนโครงสร้าง ในเมื่อทั้งสองประเด็นต่างเชื่อมโยงอย่างแยกจากกันไม่ได้ และการแก้ที่เชิงโครงสร้างอาจเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า แม้จะใช้เวลานาน แต่หากไม่เริ่มทำ สังคมก็จะไม่มีภูมิต้านทานต่อวิกฤติครั้งต่อไป
______________________________________
.
นักการเมืองและพรรคการเมืองหลายพรรคมักนำเสนอนโยบายในประเด็น “ปากท้อง” ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า “ปากท้องต้องมาก่อน” มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ (Martin Heidegger) นักปรัชญาชาวเยอรมัน กล่าวว่า “การปรากฏตัวของสิ่งใด ก็เป็นการปิดกั้นเก็บกดสิ่งอื่นไว้พร้อม ๆ กันด้วย” และแน่นอนว่าเรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเน้นย้ำเพียงว่าปากท้องต้องมาก่อนเนื้อหาประเด็นอื่น ก็เป็นการปิดกั้นการนำเสนอปัจจัยอื่นอันสัมพันธ์กับการพัฒนาปากท้องให้ยั่งยืนด้วย
ตลอดเดือน มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ผมได้ทราบข่าวเรื่องน้ำมันที่ขึ้นราคาและขาดแคลนในไทย เมื่อวาน (26 มี.ค.) ได้ทราบข่าวว่าน้ำมันขึ้นราคาในวันเดียว 6 บาท ปัญหาข้าวยากหมากแพงก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน วันก่อนได้ทราบข้อความที่ชวนสะกิดหูจากรัฐมนตรีท่านหนึ่ง กล่าวว่า “ราคาของขึ้น ก็เหมือนดวงอาทิตย์ที่มีขึ้นแล้วเดี๋ยวก็ลง”
ดวงอาทิตย์มันขึ้นลงเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ แต่ราคาสินค้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันผันผวนตามสถานการณ์ เศรษฐกิจ ส่วนเรื่องน้ำมันนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแถลงว่า “โจรกักตุนน้ำมันที่ประชาชนตามหาไม่มีจริง” ซึ่งก่อนหน้าหน้านั้น ตัวแทนรัฐบาลกล่าวว่า “น้ำมันยังมีอยู่” ตัดไปมองที่ผู้คนที่ต่อคิวรอเติมน้ำมันแถวยาวเหยียด ปั๊มน้ำมันติดป้ายน้ำมันหมด แค่แถลงที่หยิบโหย่งแบบนี้ ชวนให้นึกถึงช่วงโควิดเลย ที่มีรัฐมนตรีคนนึงกล่าวว่า “โควิดก็แค่ไข้หวัดใหญ่”
ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง คนที่พูดถึงนโยบายเชิงโครงสร้างมักถูกวิจารณ์จากคนที่ขับเคลื่อนแนวประชานิยมและแนวเน้นกระแสสังคมว่า พวกเขาพูดถึงสิ่งที่จับต้องได้ยากและยังมาไม่ถึง ผมอยากชวนมองปัญหาที่หยิบยกมาพูดในข้างต้น
ปัญหาน้ำมันที่เรากำลังเผชิญอยู่เกิดขึ้นจากสภาวะสงครามนอกประเทศก็จริงอยู่ แต่น้ำมันที่ขาดแคลนอยู่นั้นก็เกิดจากการกักตุนของนายทุนในประเทศ เพื่อรอโก่งราคาในวันที่อุปสงค์ขึ้นสูง การที่ทางการแถลงว่า นายทุนที่กักตุนน้ำมันนั้นไม่มีจริงก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันไว้
ช่วงโควิด-19 เราได้ประสบกับการบริหารสาธารณสุขที่ล้มเหลวจนทำให้ประเทศล่มจม ซ้ำร้ายด้วยการถูกเอาเปรียบโดยอภิสิทธิ์ชนและกลุ่มทุนผูกขาด ปัญหาปากท้อง-ความเป็นอยู่ของประชาชนที่ยกมา ต่างก็สัมพันธ์กับโครงข่ายผลประโยชน์ทางอำนาจและโครงสร้างสังคม
การจ้องมองพื้นที่ใดพื้นที่เดียวโดยเฉพาะ ก็ทำให้มืดบอดในพื้นที่อื่น การมุ่งเรียงลำดับการแก้ปัญหาก็ทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาก็สามารถทำจากหลายด้านพร้อมกันได้ ทำไมการแก้ปัญหาปากท้องต้องมาก่อนโครงสร้าง ในเมื่อเราไปถึงต้นตอของเหตุแล้วลุยแก้ปัญหาอย่างถอนรากถอนโคนได้
นโยบายเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องที่จะจับต้องได้ยาก เพราะความซับซ้อนของปัจจัยที่มาประกอบรวมกัน แต่หากจัดระเบียบให้ดีก็พอเรียบเรียงหาต้นสายปลายเหตุได้ แม้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะกินเวลาซึ่งอาจยาวนานแต่หากไม่เริ่มสังคมก็ไร้ภูมิต้านทาน
ไม่กี่ปีก่อนเราเจอโควิด ตอนนี้วิกฤติน้ำมัน ครั้งนี้ประชาชนจะเอาชีวิตรอดอย่างไร ครั้งต่อไปสังคมจะรับมืออย่างไร หากกล่าวอย่างรวบรัด โจทย์จึงไม่ใช่ว่าจะแก้ไขอะไรก่อนหลังระหว่างปากท้องกับโครงสร้าง เพราะประเด็นทั้งสองสัมพันธ์กันอย่างไม่อาจแยกกันได้
แน่นอนว่าสำหรับการลงมือแก้ปัญหา การมุ่งเน้นมองอย่างคับแคบถึงวิธีการแบบพินอบพิเทา ตามนิยามความสุภาพที่รัฐให้คำจำกัดความอาจไม่ได้ผล เพราะหากเขาใส่ใจประชาชนจากใจจริง ก็ไม่ควรอุ้มชูนายทุนขนาดนี้
สุดท้ายผมอยากฝากคำถามว่า นายทุนใหญ่ที่คอยเอารัดเอาเปรียบประชาชน ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้คือใคร การหาคำตอบของคำถามนี้คงไม่ยากสำหรับคนข้างนอก และเมื่อค้นพบว่านายทุนเหล่านั้นคือใครแล้วก็ขอให้ประชาชนรวมกันออกมาตีแผ่ชื่อของเขาดัง ๆ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
| สำหรับเก็ท ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 7 เดือน เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
