“ฟ้าในวันนั้น ก็ยังเป็นฟ้าในวันนี้”: ความพยายามรักษาตัวตนของ “ฟ้า” ภายใต้การจองจำ

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา 

หลังถูกคุมขัง ฟ้าได้อดอาหารเพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 9 มี.ค. 2569 ก่อนยุติการอดอาหารลงในช่วงวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมระยะเวลา 10 วัน

การเยี่ยมฟ้าวันนี้ใช้เวลารอไม่นาน ไม่ถึง 20 นาที ฟ้าออกมาพบในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ ท่าทางเดินทะมัดทะแมง เขายิ้มให้ก่อนหยิบโทรศัพท์ พร้อมทักทายสวัสดีก่อน

ฟ้าบอกเล่าถึงร่างกายตนเองเป็นลำดับแรก ว่ายังทรง ๆ ไม่มีอาการอาเจียนแล้ว แต่ท้องยังรู้สึกแน่น ๆ ยังไม่ขับถ่าย อาการวิงเวียนศีรษะมีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังอดอาหารทำให้อาการดูจะหนักขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย มีอาการอื้อ ๆ วืด ๆ บ่อยกว่าเดิม ส่วนอาการชาตามปลายนิ้วดีขึ้นบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้ 100% 

ช่วงเช้ามีพยาบาลมาตรวจความดัน รับทราบว่าปกติ เขาได้กินไข่ลวกและพยายามทานอาหารอ่อน ๆ โดยฟ้ายังมีปัญหาในการนอน นอนไม่ค่อยจะหลับ 

ฟ้าเล่าว่าในทุก ๆ วัน หลังจากที่ทุกคนหลับ เขาจะมีช่วงเวลาที่ยืนทบทวนเรื่องราว ในสภาพการติดคุก บางคนติดไปวัน ๆ กับบางคนติดเพื่อรอไปใช้ชีวิตในวันข้างหน้า ฟ้าเห็นว่าเขาเป็นอย่างหลัง เขาต้องอดทนกับช่วงเวลานี้ เพื่อให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตในวันข้างหน้า เขาไม่ได้เปลี่ยนตัวตนไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

“ฟ้าในวันนั้น ก็ยังเป็นฟ้าในวันนี้” ฟ้าพูดด้วยท่าทางกายที่นั่งหลังตรง เชิดหน้า และมองหน้าผู้ฟังอย่างแน่วแน่ 

จากนั้น ฟ้าสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองภายนอก ทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรี การตั้งรัฐบาล สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ปัญหาพลังงาน หรือราคาสินค้าที่จะเพิ่มสูงขึ้น

ฟ้าย้อนกลับมาเล่าว่าในช่วงก่อนทานอาหารเช้าในเรือนจำ ผู้ต้องขังจะมีการกล่าวคำปฏิญาณว่า “เราจะกินอาหารมื้อนี้เพื่อประทังชีวิต เรามีกรรมเป็นของตนและเราต้องชดใช้กรรม” ประโยคนี้มันทำให้เขาคิดว่า นี่ที่เราต้องเข้ามาอยู่ในนี้เพราะเรามีกรรมเหรอ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกแย่ในใจ อยู่ในนี้ฟ้ายังพยายามทำให้ตัวเองสดใสเข้มแข็ง เพราะฟ้าเป็นแบบนี้ ฟ้าชอบเอนเตอร์เทนทุกคน ชอบซัพพอร์ตทุกคน

วันนี้ฟ้าได้แต่งกลอนอีกบท และอยากฝากออกไปถึงทุก ๆ คน ดังนี้ 

“ช่วงชีวิต มืดมน ไร้จุดหมาย 

ชีวาวาย ไม่สิ้น สุดเสมอ

มักมีแสง แห่งธาร ค้นจนเจอ

จะพบเธอ หนทาง แสนกว้างไกล”

ฟ้าอธิบายแรงบันดาลใจที่มาจากเพลง Live and Learn ว่า ในช่วงชีวิตแต่ละคนที่ความดำมืดเข้ามาปกคลุม หลายครั้งไม่ได้ตระเตรียมหัวใจใด ๆ ไว้ด้วย แต่ชีวิตก็คือชีวิตเสมอ ๆ เรื่องราวหลากหลายที่เข้ามาแล้วก็จากไป 

เขากล่าวต่อว่า “มีคำกล่าวอย่างโบราณว่า ‘ช้างเผือกเหยียบนา พญาเหยียบเมือง’ คำนี้ดูจะไม่เกินจริงมากมายนัก ด้วยเพราะนักกิจกรรมผู้ถือครองใจแห่งสิทธิไปอยู่ที่ใด เขาหรือเธอผู้นั้นย่อมพินิจเห็นถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขเสมอ ๆ 

“การก้าวเข้ามาสู่เรือนจำในครั้งนี้ แน่นอนฟ้าเป็นนักโทษ แต่เป็น ‘นักโทษทางความคิด’ เรือนจำอาจกุมกายฟ้าไว้ได้ แต่สมองและความคิดเพื่อพัฒนานั้นย่อมไม่จบสิ้นลงไป ความคิดของฟ้ายังคงอิสระ เช่น สกุณา โบยบิน ล้อไปกับกระแสแห่งลมนั้น”  

ฟ้ายังกลับมาพูดคุยถึงสิ่งที่เขาพบเห็นในเรือนจำ และเห็นว่าถ้าได้ออกไปภายนอก อยากจะผลักดันแก้ไข เพื่อให้ระบบราชทัณฑ์ดีขึ้นต่อไป โดยฝากเป็นข้อความสื่อสารว่า

“การที่ฟ้าได้เข้ามาในครั้งนี้ ตัวฟ้าเองนั้นได้มองเห็นหลายอย่าง ที่มองแล้วดูธรรมดา แต่หากแม้นดีขึ้นพวกเขาหรือเธอก็จะยกระดับดีขึ้นตามไปด้วย ทุกครั้งฟ้ามองเพียงสวัสดิการ สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังเพียงเท่านั้น เพราะเห็นจากมุมของตนเอง จนมองข้ามผู้ปฏิบัติงานที่ย่อมต้องมีสิทธิ เวลาพัก และการทำงานคุ้มค่าเหมาะสมด้วยเช่นกัน 

“ฟ้ามองเห็นปัญหาหลายอย่างสิ่งที่เด่นชัดคือสุขภาพ โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะเสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก ส่วนมากกว่านี้ฟ้าไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก แต่เมื่อออกไปอย่ากจะดำเนินการขอเข้าพบเพื่อปรึกษาอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยทันที

“การทำงานด้านสิทธิไม่ใช่เพียงแค่ทำเพื่อใคร กลุ่มใดหรือกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อเราเห็นว่าไม่ชอบ ไม่ควร ขัดต่อหลักการ เราเองนั้นก็ควรจะลุกขึ้นเป็นปากเป็นเสียงให้เขาเหล่านั้น  

“เสียงของฟ้าอาจจะเล็กและเบาดุจขนนก แต่หากขนนกนั้นติดอยู่กับปีกที่กล้าแข็งเจตจำนงของฟ้าก็ย่อมบินไปสู่ความจริงได้อย่างแน่นอน…ด้วยจิตคารวะ”

.

อ่านเรื่องราวของพรหมศร

ภาระ หน้าที่ และความหวังของ “ฟ้า” พรหมศร จำเลยคดีมาตรา 112 ในวันที่เสี่ยงเดินกลับเข้าเรือนจำ

.

X