ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์และเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางเข้าเยี่ยม “สิงโต” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 อดีตคนทำงานร้านอาหารวัย 28 ปี ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี
เขาถูกคุมขังจากเหตุแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายหนึ่งซึ่งโพสต์ภาพรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ หลังจากถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. 2569
ในช่วงแรกของการใช้ชีวิตในเรือนจำ สิงโตเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ประกันตัว ชีวิตก็คงจะต้องเดินหน้าต่อไป เขาพยายามปรับตัวกับการใช้ชีวิตในเรือนจำ และคงต้องอยู่กับความเป็นจริงต่อไปให้ได้ทั้งอย่างนี้
________________________________________
วันที่ 20 และ 27 ก.พ. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยมสิงโต เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ในเรือนจำหลังจากเพิ่งถูกคุมขัง โดยเป็นการพูดคุยผ่านจอภาพ เขาแต่งหน้าออกด้วยการเขียนคิ้ว ทาอายแชโดว์มาพบ ซึ่งทำให้สีหน้าเขาดูดีขึ้น “ตอนนี้ดีกว่าวันแรกเยอะเลยค่ะ วันนั้น (19 ก.พ.) นึกว่าตัวเองเป็นศพซีด ๆ ไม่มีชีวิตเลยค่ะ” สิงโตหัวเราะ
เมื่อถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่วันแรก สิงโตเล่าว่า “เรายังคงคิดเรื่องที่จะได้ออกไป และรอคอยอย่างคาดหวัง แต่ในวันที่ 20 กุมภา คิดว่าอาจจะมีใบปล่อยมาช่วงเย็น ๆ แต่สุดท้ายเรารอสักพักใหญ่และเริ่มเย็นมากแล้ว ใบปล่อยก็ยังไม่มา ความรู้สึกของเราในตอนนั้นก็เข้าใจสถานการณ์ได้ว่าคงไม่ได้กลับ และคงต้องอยู่ที่นี้ไปอีกสักพักใหญ่ จึงพยายามปรับตัว และอยู่กับความเป็นจริงให้ได้”
ความกังวลแรกที่เขารู้ตัวว่าต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ คือน่าจะตกงานแล้วแน่นอน ที่ทำงานหลาย ๆ คนน่าจะพยายามติดต่อเขา เพราะแจ้งลาไว้แค่ไม่กี่วันว่าจะไปทำธุระ เลยไม่มีใครรู้ว่าเขาอาจจะต้องติดคุก โดยสิงโตทำงานตำแหน่งผู้จัดการในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดขอนแก่น
“เราชอบงานบริการ และงานนี้สำหรับเราก็เป็นงานที่ทำให้เติบโตขึ้น ทำให้เรามีเงินเลี้ยงตัวเอง และสามารถส่งเงินให้กับย่าได้ด้วย โดยเราจะโอนเงินให้ย่าทุกเดือน เดือนละ 2,000 บาทค่ะ และสิ่งที่ทำให้เราชอบงานนี้อีกอย่างคือเพื่อนร่วมงานของเราค่อนข้างดี และไม่มีปัญหากัน สภาพแวดล้อมการทำงานดี ไม่ใช่สิ่งที่จะหาเจอได้ง่าย ๆ” สิงโตเล่าให้ฟัง
“โดนดำเนินคดี ม.112 ถ้าในอนาคตเราออกไปแล้ว และที่ทำงานยังตกลงรับเข้าทำงาน เราก็ยินดีกลับไปทำงาน”
.
สิงโตถูกกักตัวในแดนกักตัวอยู่ 4 – 5 วัน เขาเล่าว่าห้องขังของเขามีคนอยู่รวมกันจำนวน 11 คน มีคนที่เป็น LGBTQ + เหมือนกับเขา โดยภาพรวมเพื่อนร่วมห้องดี และคอยช่วยเหลือ ส่วนเรื่องการอาบน้ำ ที่แดนกักตัวมีการแยกโซนอาบน้ำสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ และมีม่านกั้นให้ความเป็นส่วนตัวอยู่ด้วย
“วันแรกของเรา มีความรู้สึกหลากหลายมากเลยค่ะ ทั้งหดหู่ แออัด และร้อนมาก ๆ จำได้ว่าวันนั้นมีการแจกผ้าห่ม 3 ผืน เราก็ใช้ปูพื้น พับเป็นหมอน และใช้ห่มนอนค่ะ คืนแรกที่ต้องนอนที่นี่ เรานอนร้องไห้ค่ะ”
สิงโตเล่าต่อว่าหลังจากกักตัวแล้ว เขาถูกจำแนกแดนในวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ไปที่แดน 1 ซึ่งมีผู้ต้องขังอยู่รวมกันประมาณ 1,100 คน
“การย้ายมาที่แดน 1 เราได้อยู่ที่ห้อง 8 มีคนร่วมห้องประมาณ 60 คน พวกเพื่อน ๆ ให้การดูแลเราอย่างดี เราก็อยู่บ้านกล้วย เป็นบ้านที่คนในบ้านจะคอยให้ความช่วยเหลือกัน เช่นซื้อกับข้าวมาทานด้วยกัน มีกองกลางที่จะรวมของใช้จำเป็นที่จะนำมาใช้ร่วมกัน เพื่อนบ้านกล้วย เป็นชายแท้ทั้งกลุ่มเลยค่ะ ไม่มีใครรังเกียจเรา ให้กำลังใจ และย้ำให้เราต้องกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน”
ทั้งนี้ สิงโตให้ข้อสังเกตเรื่องการอาบน้ำในแดน 1 กับแดนกักตัวว่า การอาบน้ำในแดน 1 จะไม่ได้มีส่วนห้องน้ำแยกแบบที่แดนกักตัว เขาได้มารู้จักผู้ต้องขังอื่น ๆ ที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกับเขา ซึ่งทุกคนก็จะชวนให้เขาไปอาบน้ำพร้อมกัน ตอนเช้าก็จะพากันไปตั้งแต่เวลา 05.30 น. และช่วงเย็นประมาณ 17.00 น. ซึ่งทุกครั้งจะได้เวลาอาบน้ำประมาณ 15 นาที
.
สิงโตยอมรับว่าวันแรก ๆ กังวลกับเรื่องการต้องอยู่ในนี้มาก เพราะมีหลายเรื่องภายนอกที่ยังไม่ได้จัดการ แต่พอทราบว่าแฟนช่วยจัดการให้หมดแล้ว ก็รู้สึกสบายใจขึ้น
“อย่างน้อยก็โล่งใจได้บ้าง และที่กองทุนราษฎรประสงค์ และ Freedom Bridge ให้ความช่วยเหลือกับเรา ทำให้คลายความกังวลใจ และรู้สึกว่าเราต้องไปต่อให้ได้”
“สำหรับตอนนี้ เราแทบไม่คิดเรื่องข้างนอกแล้วค่ะ ต้องเอาปัจจุบันก่อน การคิดอย่างนี้ ช่วยเราได้มาก ทำให้เราปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว และไม่ฟุ้งซ่านอีก”
เขายังเล่าอีกว่า มีผู้ต้องขังหลายคนที่เข้ามาถามว่าถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาอะไร แต่เขาไม่ได้รู้สึกเครียดที่จะต้องตอบเลย “เราก็บอกเขาตรง ๆ ไปเลยว่าถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 พอพูดไปแล้วนั้นบางคนก็ไม่รู้จักเลยค่ะ เขาก็จะถามอีกว่ามันคืออะไร เราไม่ได้กังวล หรือกลัวที่จะตอบเลย ก็ตอบไปตรง ๆ ว่าคือคดีหมิ่นประมาทสถาบันฯ หลายคนพอได้ยินก็ร้องตกใจ พร้อมกับบอกว่า แค่นี้เองนะ ต้องโดนขนาดนี้เลยเหรอ มันน่าตลกตรงที่เราก็คิดแบบเขาเลยค่ะ”
.
วันที่ 11 มี.ค. 2569 ทนายพบว่าสิงโตปรับตัวได้มากแล้ว ความกังวลบนใบหน้าเริ่มหายไป ท่าทางต่าง ๆ ที่เคยแสดงช่วงแรก ๆ อย่างการใช้มือจับหลังคอ และพูดซ้ำ ๆ ถึงความกังวลเดิม ก็ไม่ค่อยมีแล้ว
“เราได้เขียนจดหมายกระดาษและส่งให้ย่า ไม่รู้ว่าจดหมายจะไปถึงเมื่อไหร่ วันไหน ในจดหมายเราก็บรรยายความเป็นอยู่ของเราให้เขารู้ค่ะ เขาจะได้ไม่กังวล พร้อมทั้งบอกว่าสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ รอวันกลับมาเริ่มต้นใหม่” เขาหวังแค่ว่าจดหมายฉบับนั้นจะทำให้ย่าซึ่งอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร สบายใจขึ้น และไม่ต้องกังวลมาก
สิงโตเล่าว่าโดยภาพรวมเขาสามารถอยู่ได้ แต่การต้องอยู่กับคนจำนวนมาก ๆ ก็จะมีความรู้สึกแออัด หดหู่ และก็ร้อนอยู่มากทีเดียว เขายังกังวลว่าในช่วงนี้ มีการย้ายผู้ต้องขังไปคุมขังในเรือนจำต่างจังหวัด เช่น สระบุรี และอยุธยา ถ้าหากตัวเองถูกย้ายไป คงต้องปรับตัวใหม่อีก แต่หากถูกย้ายไปจริง ๆ ก็อยากจะไปอยู่ใกล้บ้านอย่างที่โคราชหรือขอนแก่น เพื่อให้คนที่บ้านเดินทางมาเยี่ยมได้สะดวกขึ้น
“ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเดินทางค่อนข้างสูง เราก็ไม่อยากให้ญาติของเราต้องเดินทางไกลเพื่อรอเยี่ยมไม่กี่นาที เราว่าไม่คุ้มเลย”
.
สำหรับสิงโต เขาเป็นชาวจังหวัดมุกดาหาร ไปทำงานที่จังหวัดขอนแก่น แต่ถูกดำเนินคดีที่จังหวัดนนทบุรี การถูกฟ้องคดีทางไกล ทำให้เขาได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพ โดยเขาไม่สามารถทำงานประจำได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้องลาเพื่อเดินทางมาขึ้นศาล ทำให้เขาต้องลาออกจากทั้งงานขายเครื่องสำอาง งานพนักงานโรงแรม จนมาทำงานที่ร้านอาหารในจังหวัดขอนแก่น รวมทั้งยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีอีกด้วย
สำหรับคดีนี้มี ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ เป็นผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นบุคคลที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในการชุมนุม และรัชกาลที่ 10 ทรงกล่าวข้อความชมว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” ระหว่างการรับเสด็จเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 และจากการติดตามข้อมูล พบว่าฐิติวัฒน์ ได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหามาตรา 112 กับประชาชนไว้อย่างน้อย 4 คดี (เฉพาะคดีที่ทราบว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว)
.
ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์
