เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ทนายความเข้าเยี่ยม “มานี” เงินตรา คำแสน ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 วัย 46 ปี ที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์มาแล้วกว่า 1 ปี 6 เดือน
การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งทั่วไปและลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่เสียงของประชาชนจะมีน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ สว. จะไม่มีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่การลงประชามติจะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
แต่ก่อนบทสนทนาจะเข้าเรื่องการเมือง สีหน้าของมานีที่เห็นในครั้งนี้ทำให้ต้องหยุดถามถึงสุขภาพก่อน เธอมีอาการสั่น พูดช้า และดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด เธอเล่าว่าต้องเผชิญปัญหาการขาดยา ปกติต้องทานยา 4 ตัว แต่ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับยาเพียง 2 ตัว แม้ว่าสามี จะฝากยาเข้ามาตัวละ 180 เม็ด การขาดยาเกือบสัปดาห์ทำให้มีอาการอาเจียน หน้ามืด เวียนหัว ใจสั่น และหัวใจเต้นเร็ว
วันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2569 เป็นวันที่มีอาการหนักที่สุด เธอไปถามเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะยา ได้รับคำตอบว่ายาหมด แต่เมื่อสอบถามจนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ ก็พบว่ามียาเหลืออยู่อีกกว่า 100 เม็ด แต่ตกค้างอยู่ที่ศูนย์แคร์ ไม่ได้ส่งเข้ามา
มานีเล่าว่า “พี่หอบสังขารไปถามเรื่องยา พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธ ได้ยามากินตั้งแต่วันเสาร์-อาทิตย์แต่อาการยังไม่หาย วันนี้วัดหัวใจเต้น 125-135 ต่อนาทีและยังใจสั่นตลอด พี่ไม่เข้าใจว่าต้องมาเสี่ยงดวงกับเรื่องยานี่อีกกี่ครั้ง” เธอคิดว่าอาการยังไม่หายเพราะขาดยามาหลายวัน ประกอบกับช่วงนั้นมีคนป่วยฉุกเฉินบนเรือนนอน ทำให้มีอาการแพนิคกำเริบ แต่ไม่มียาช่วยประคอง
ท่ามกลางสภาพร่างกายที่ยังไม่แข็งแรง มานีก็ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งและลงประชามติที่กำลังจะมาถึง ภายใต้ความรู้สึกที่ไม่สามารถไปร่วมใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งและประชามติ
“เสียดายที่เราไม่มีสิทธิที่จะเลือกคนเลือกพรรคที่เราอยากให้เขาเข้าไปบริหารประเทศ แม้เราจะเป็นผู้ต้องขัง จะเป็นนักโทษ จะโดนคดี 112 หรือไม่ก็ตาม แต่เรายังเป็นพลเมืองหนึ่งในประเทศนี้ การที่เราติดคุกมันไม่ควรพรากสิทธิเลือกตั้งของเราไปด้วย”
หากมีโอกาสเลือกตั้ง มานีบอกว่าจะเลือกทั้งตัวบุคคลและนโยบายของพรรคประกอบกัน โดยพิจารณาว่าผู้สมัครมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ส่วนเรื่องประชามติ เธอคิดว่ายังไงก็ควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อยู่แล้ว
เมื่อถูกถามว่าหากมีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่อยากเปลี่ยนอะไร มานีตอบว่า “อยากให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมีสิทธิได้จริง ๆ ไม่ใช่ถูกฟ้องถูกปิดปากแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”
ขณะที่เธอยังหวังว่าร่างกฎหมายนิรโทษกรรม จะรวมผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งหมด และเชื่อว่าถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้รัฐบาลที่อยู่ในครรลองประชาธิปไตยจริง ๆ อย่างน้อยเรื่องสิทธิประกันตัวและการนิรโทษกรรมก็น่าจะเป็นไปได้
มานีอ้างถึงสิ่งที่อ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ที่เทียนอันเหมินในประเทศจีนว่า “ทุกคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อผู้นำในขณะนั้นไม่มีความผิดเลย แต่สุดท้ายมันก็นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ก็เหมือนกับผู้ต้องขังทางการเมืองตอนนี้นั่นแหละ การนิรโทษกรรม การคืนสิทธิประกันตัว มันคือส่วนหนึ่งของการทำให้ประเทศมันกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง”
นอกจากไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ มานียังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้ร่วมรณรงค์ให้คนไปเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นในช่วงที่สังคมกำลังตื่นตัวทางการเมือง
ท้ายที่สุดหากมีโอกาสได้พูดถึงคนไทยทั้งประเทศที่กำลังจะไปใช้สิทธิ มานีฝากว่า “อยากให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและกาเห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยากให้ใช้สิทธิตรงนี้แทนพวกเรา ที่อยู่ข้างในนี้ด้วย”
___________________________
| Unheard Votes คือ บันทึกการสนทนากับผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป ช่วงที่ผู้คนนับล้าน ๆ กำลังจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมกับลงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ . แต่สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจผ่านไปเหมือนวันธรรมดา ไม่มีบัตรเลือกตั้ง ไม่มีโอกาสร่วมส่งเสียง มีเพียงการติดตามข่าวจากโทรทัศน์ที่คัดกรองมาแล้ว หรือข่าวสารจากผู้คนที่มาเยี่ยม แต่พวกเขายังคงมีความคิดฝันปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกพรากสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไป |
.
