เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 “เอกชัย หงส์กังวาน” ผู้ต้องขังการเมือง ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 110 ถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม มาศาลอาสญา ในคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง “UN62” ตั้งแต่ปี 2561 ในส่วนของแกนนำ 18 ราย ที่ถูกฟ้องข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
ทั้งเอกชัยและอานนท์ นำภา ได้ถูกเบิกตัวมาศาลเพื่อทำการตรวจสำนวนคดี หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น และเตรียมการสืบพยานจำเลยต่อไป หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ เอกชัยในฐานะนักโทษการเมืองได้แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำลังจะมาถึงอย่างตื่นเต้น
.
สิทธิการเลือกตั้งที่หายไปของผู้ต้องขัง “มันไม่แฟร์นะ”
เอกชัยเริ่มต้นให้ความเห็นว่าประชาชนทุกคน ไม่ว่าสถานะแบบไหน ก็ควรจะได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ต้องขังในเรือนจำที่ปัจจุบันมี 3 แสนกว่าคน กลับถูกจำกัดสิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงผู้ต้องขังทางการเมืองเท่านั้น
หากรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิทธิตรงนี้ แม้ถูกคุมขัง กกต. ก็สามารถจัดการเลือกตั้งให้ผู้ต้องขังได้ แบบที่จัดการเลือกตั้งนอกเขต หรือจัดเลือกตั้งล่วงหน้า แต่รัฐธรรมนูญไทยกลับตัดสิทธิตรงนี้ออก
“ฉันมองว่ามันไม่แฟร์ คือแค่เพราะว่าเป็นผู้ต้องขัง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่คดียังไม่สิ้นสุดแล้วไม่ได้ประกันตัวเนี่ย เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตามกฎหมาย ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่คุณมาตัดสิทธิกันแล้ว” เอกชัยตั้งคำถามถึงการบัญญัติตัดสิทธิ์เลือกตั้งของผู้ต้องขังในไทย แม้จะทราบในอีกหลายประเทศ ผู้ต้องขังไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์นี้ไปด้วย
“คือไม่ใช่ว่าผู้ต้องขังเขาไม่อยากไปเลือกตั้ง ทุกคนก็อยากไป แต่มันถูกบังคับไม่ให้เลือกได้ มันเป็นการจำกัดสิทธิ์เกินไป”
เอกชัยยังเล่าต่อว่าก่อนหน้านี้ที่เขาถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นคดีก็ยังไม่ถึงที่สุด แต่เขาไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้เขาไม่ได้ไปเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในครั้งนั้นด้วย
เมื่อยังแก้ไขกฎหมายเรื่องการถูกจำกัดสิทธิเลือกตั้งของผู้ต้องขังไม่ได้ เขาก็อยากเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวให้กับผู้ต้องขังที่ยังต่อสู้คดีอยู่ ให้สามารถได้ออกไปเลือกตั้งและลงประชามติในครั้งนี้ก่อน
“ผู้ต้องขังการเมืองหลายคน อยากใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงประชามติ ถึงจะมองว่าคนมันไม่เยอะก็จริง แต่การที่เขาไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เป็นเพราะความบิดเบี้ยวของกฎหมาย ก็ควรให้ประกันตัวออกมา” เอกชัยสรุป
.
หากอยู่ข้างนอก จะออกไปร่วมยื่นเรื่องตรวจสอบ กกต. – เสนอนำ รธน. 40 มาใช้ รอร่างใหม่
เอกชัยเล่าว่า ในครั้งนี้ที่ถูกย้ายตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งผู้ต้องขังในแต่ละห้องยังสามารถเลือกดูข่าวจากช่องโทรทัศน์ได้ ทำให้เขาพอรับรู้ข่าวสารสถานการณ์เรื่องการเลือกตั้งและการลงประชามติอยู่ ต่างจากที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เขาเคยมีประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ที่จะไม่เปิดเรื่องข่าวสาร โดยเฉพาะเรื่องการเมืองให้ผู้ต้องขังดู
เอกชัยสอบถามเรื่องการไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ที่เขาเห็นข่าวในทีวีว่าทาง iLaw และประชาชน ไปยื่นคัดค้านการลบคลิปรณรงค์เห็บชอบประชามติของประชาชน ว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ว่าเป็นคลิปอะไรและที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
“ถ้าฉันอยู่ข้างนอก ฉันคงตามเป๋า (iLaw) ไป กกต. นั่นแหละ มีม็อบไหนฉันก็ไปแม่งตลอดแหละ” เอกชัยให้ความเห็น พลางนึกถึงสิ่งที่ตัวเองจะทำได้หากอยู่ภายนอก คือการไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ที่สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เขาเห็นชอบด้วย
แต่เอกชัยมองว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอาจทำได้ยากและใช้เวลานาน จึงเสนอว่าให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อน เพื่อจำกัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก่อน เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเท่าปัจจุบัน และยังเปิดช่องให้ประชาชนสามารถล่ารายชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ ซึ่งอำนาจดังกล่าวถูกตัดออกไปจากรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว
“คืออยากให้กลับไปใช้ 40 ก่อน พอเลือกตั้งยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 40 แล้วตอนนั้นเราค่อยมาคิดเรื่องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้”
.
เปิดจดหมายจากเรือนจำของเอกชัย: “ผมกลับถูกกีดกันการใช้สิทธิทางการเมือง เพียงเพราะศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวผม”
นอกจากบทสนทนาข้างต้นแล้ว ในช่วงเดือนมกราคมนี้ เอกชัยยังได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาในคดีมาตรา 110 ที่เขาถูกศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา และลงโทษจำคุกถึง 21 ปี 4 เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง และศาลฎีกากลับไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกามาเกือบ 5 เดือนแล้ว และเขายังได้เขียนจดหมายเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของทั้งตนเอง และผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองคนอื่น ๆ มาด้วย จำนวน 2 ฉบับ มีเนื้อหาดังนี้

จดหมายฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2569
ปลายปี 2563 ผมร่วมการชุมนุมที่เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จและถูกแจ้งข้อหา ม.110
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีใครที่อยู่ในจุดที่ผมยืนอยู่ทราบการมาถึงของขบวนเสด็จ แต่ศาลอุทธรณ์บิดเบือนด้วยการอ้างพยานอื่นที่ยืนในจุดที่ผมไม่ได้ยืน แล้วทึกทัก (ว่า) ผมต้องเห็นขบวนเสด็จ จึงพิพากษาให้จำคุกผม 21 ปี 4 เดือน
ตามหลักแห่งความเป็นธรรม ศาลชั้นต้น/ศาลอุทธรณ์เห็นไม่ตรงกัน ศาลฎีกาจะต้องให้ประกันตัวจำเลย แต่คดีนี้ศาลฎีกายังคงไม่ให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 5 คน
8 ก.พ. นี้ เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส / ลงประชามติถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคาดหวังมาตลอดหลายปี แต่ผมกลับถูกกีดกันการใช้สิทธิทางการเมือง เพียงเพราะศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวผม
เหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน ที่ผมต้องการออกจากที่นี่เพื่อเลือกตั้งพรรคการเมืองที่ผมคาดหวังให้ปฏิรูปประเทศ และลงประชามติเพื่อปูทางสู่การรื้อทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับมรดกบาป ผมจึงขอเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องขังการเมืองทุกคนเพื่อประโยชน์แห่งการเมือง
.

จดหมายฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2569
ในปี พ.ศ. 2554 ผมถูกกล่าวหาคดีอาญา ม.112 อันเป็นคดีอาญาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นคดีแรก ก่อนที่ผมจะทยอยถูกกล่าวหาคดีอาญาอื่นเพิ่มเติมจนเป็น 30 คดี
ปัจจุบันคดีของผมถึงที่สุดแล้ว 23 คดี โดยอัยการสั่งไม่ฟ้อง 15 คดี ตำรวจไม่แจ้งข้อกล่าวหา 1 คดี และอีก 5 คดี ยังอยู่ในชั้นตำรวจ
ส่วน 9 คดีที่ขึ้นสู่ศาล ทุกคดีศาลอนุญาตให้ประกันตัว ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง 3 คดี ปรับ 2 คดี และจำคุก 2 คดี ขณะนี้จึงมีเพียง 2 คดีที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี
สำหรับคดี ม.110 ที่ผมยังไม่ได้รับการประกันตัว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กลับรับฟังพยานที่ไม่อยู่ในจุดที่ผมยืนอยู่ และแก้เป็นให้จำคุก 21 ปี 4 เดือน
ตลอดเวลาเกือบ 15 ปี แห่งการต่อสู้คดีอาญาทางการเมืองของผม พิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี หรือถูกร้องให้เพิกถอนการประกันตัว การที่ศาลฎีกาไม่รับฟังความบริสุทธิ์จากศาลชั้นต้น รับฟังแต่ความผิดจากศาลอุทธรณ์ เพื่อปฏิเสธการให้ประกันตัวผม ด้วยข้ออ้าง “โทษสูง เกรงหลบหนี” จึงเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
.
