สรุปเสวนา “การประท้วง สิทธิในความเป็นส่วนตัว และอำนาจควบคุม: การคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของนักปกป้อง สิทธิมนุษยชนในยุค AI”

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้ง Front Line Defenders สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “การประท้วง สิทธิในความเป็นส่วนตัว และอำนาจควบคุม: การคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของนักปกป้อง สิทธิมนุษยชนในยุค AI” ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยในการเสวนาครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญในการเปิดพื้นที่ในการสนทนาในประเด็นมาตรฐานสากลและภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศของเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี และ AI ที่อาจกระทบกับเสรีภาพดังกล่าว เช่น ผ่านการสอดแนม โดยใช้กรณีศึกษาของประเทศไทย 

ในการเสวนาได้มี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภศิษฏ์ ทวีแจ่มทรัพย์ คณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Alan Glasgow ผู้อำนวยการบริหาร Front Line Defenders เป็นผู้กล่าวปาฐกถาเปิดงาน ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมนำเสนอประกอบไปด้วย Gina Romero ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ด้านสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม, Dr. Pete Fussey ศาสตราจารย์ด้านอาชญาวิทยาและสังคมวิทยาจาก University of Southampton,  Dr. Daragh Murray อาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนจาก Queen Mary University London และ ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชร์ นิยมศิลป เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในช่วงของปาฐกถาเปิดงาน รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภศิษฏ์ ทวีแจ่มทรัพย์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของเสรีภาพในการชุมนุมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีการใช้ AI ที่ปรากฏทั้งประโยชน์และโทษต่อผู้ที่ออกมาปกป้องสิทธิ ซึ่งรวมไปถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ดังที่พบได้ว่า AI นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คนแล้ว AI ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามและบ่งชี้ตัวบุคคล เช่น ในกลุ่มของนักกิจกรรม

ต่อมา Alan Glasgow ได้บรรยายว่าเสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมโดยสงบเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย มิใช่อภิสิทธิ์ที่ได้รับมาจากผู้มีอำนาจ อีกทั้ง เสรีภาพดังกล่าวยังรวมไปถึงการรวมตัว ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งและการรวมตัวในรูปแบบออนไลน์ โดยในปัจจุบันนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทนายความ สื่อมวลชน ศิลปิน และนักกิจกรรมเยาวชนจากทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์การถูกดำเนินคดีที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมประชาธิปไตยนั้นถดถอยลง

นอกจากนี้ ยังพบว่า AI ยังถูกนำไปใช้เป็นนวัตกรรมในการควบคุมบุคคลผู้เห็นต่างในรูปแบบใหม่ ผ่านการสอดส่องในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจดจำใบหน้า (facial recognition), การติดตามทางออนไลน์ (online monitoring) และการคาดการณ์การกระทำผิดล่วงหน้า (predictive policing)

ในช่วงท้ายของการบรรยาย Alan Glasgow ได้กล่าวถึงกรณีของประเทศไทยที่มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกประมาณ 2,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอีกกว่า 280 คน ภายใต้ข้อหาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ยุยงปลุกปั่น รวมไปถึงการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ/หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้  Alan Glasgow ยังได้กล่าวถึง อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ผู้ได้รับรางวัล Front Line Defenders ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังจากการถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 โดยอานนท์ นำภายังได้ฝากข้อความสำคัญไว้ว่า 

“ในประเทศของผม เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งที่ถูกห้ามอย่างเข้มงวด การปราบปรามนั้นเกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งพบได้ทั้งการเข่นฆ่า การบังคับสูญหาย ไปจนถึงการดำเนินคดีโดยพลการ การคุมขัง การตัดสิทธิทางการเมือง และการทำให้ผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อระเบียบเก่าเงียบเสียงอย่างเป็นระบบ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ยอมจำนน”

“ในการต่อสู้ครั้งนี้ เราได้เข้มแข็งขึ้น ทุกบาดแผลได้หล่อหลอมความมุ่งมั่นของเรา ศัตรูของเราได้ทำให้เรายืนหยัดมั่นคงยิ่งขึ้น”

ความหมายและข้อท้าทายในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

Gina Romero ได้ตั้งข้อสังเกตว่า บรรดารัฐบาลต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะให้การกำหนดหรือให้คำอธิบายนิยามของคำว่า “การชุมนุมโดยสงบ” มากขึ้น อย่างไรก็ดี เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบนั้นมีมาตรฐานอย่างชัดเจน กล่าวคือ การชุมนุมที่ไม่สงบนั้น หมายถึง การชุมนุมที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางกายภาพอย่างถาวรในพื้นที่ ซึ่งอาจรวมไปถึงการใช้ความรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงหรือการเสียชีวิตของผู้เข้าร่วมการชุมนุม

ในการชุมนุมใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก ไม่ใช่ว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมเหล่านั้นจะใช้ความรุนแรงเสมอไป อย่างไรก็ดีก็เป็นไปได้ว่าความรุนแรงอาจสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ตำรวจ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องใช้หลักการแยกความแตกต่าง (principle of differentiation) กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำต้องจัดการกับผู้ที่ก่อความรุนแรง แต่ยังคงปล่อยให้กระบวนการเคลื่อนตัวของการชุมนุมที่เหลือดำเนินไปได้

Gina Romero ยังได้เล่าถึงข้อท้าทายของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ พบว่า ณ ปัจจุบันได้ปรากฏการดำเนินคดีและการกดปราบผู้เห็นต่างจากทั่วทุกมุมโลก  ซึ่งยังรวมไปถึงการใช้กระบวนการยุติธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือโดยมิชอบ (judicial harassment) และการลงโทษอย่างรุนแรงต่อนักกิจกรรม รวมไปถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มของสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์

กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ในประเทศไทย นอกจากจะเป็นกฎหมายที่ทำให้การแสดงออกในความเห็นทางการเมืองเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแล้ว ยังได้ส่งผลให้เกิดความกลัวจากผลกระทบในทางกฎหมาย (chilling Effect) เนื่องจากกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เป็นกฎหมายที่ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันเป็นความผิดทางอาญา อีกทั้งยังปรากฏการลงโทษอย่างรุนแรง เช่น โทษจำคุก ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายเสรีภาพในการรวมกลุ่มและสิทธิทางการเมือง

ทั้งนี้ ผู้รายงานพิเศษทางด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการชุมนุมโดยสงบ รวมทั้งผู้รายงานพิเศษในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิเสรีภาพทางความคิดและในการแสดงออก ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้รายงานพิเศษด้านความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความ เป็นต้น ต่างได้เรียกร้องให้มีการยกเลิก (repeal) กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ในหลายต่อหลายครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น Gina Romero ยังได้อธิบายว่าอีกข้อท้าทายหนึ่งของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ คือ การกดปราบข้ามชาติ (transnational repression) โดยพบว่า ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักในประเด็นสถานการณ์การกดปราบข้ามชาติ ซึ่งมักพบในลักษณะของการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในการกระทำการประหัดประหารต่อนักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากประเทศข้างเคียงที่อาศัยอยู่ภายในประเทศไทย และผู้ซึ่งลี้ภัยจากประเทศไทยไปยังประเทศข้างเคียงดังกล่าว

นอกจากนี้แล้ว Gina Romero ยังได้เสริมในประเด็นเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบกับการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจะเป็นไปไม่ได้ หากสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งรวมไปถึงเสรีภาพในการสมาคมและเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบไม่ได้รับการเคารพ ยิ่งไปกว่านั้นแล้วในช่วงวงรอบการเลือกตั้งใหญ่ (หรือที่เรียกว่า “super electoral cycle” ในช่วงตั้งแต่ปี 2561 – 2568) แสดงให้เห็นถึง การจำกัดเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการใช้เพื่อปราบปรามสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังนั้นแล้วสำหรับกรณีของประเทศไทย Gina Romero จึงได้ให้คำแนะนำว่าให้มีการยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายในการจำกัดการชุมนุมและการรวมตัวทางการเมือง เพื่อรับประกันสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ ก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง

ผลกระทบของ AI และการสอดส่องทางดิจิตัลต่อเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

Dr. Pete Fussey ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับว่าการสอดส่องถูกนำไปใช้อย่างไรในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำกับควบคุมการชุมนุม รวมไปถึงบริบทอื่น ๆ แม้ว่าการสอดส่องจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์จากระยะไกล เนื่องจากเราไม่สามารถเห็นได้ว่ามันถูกใช้งานจริงอย่างไร ทั้งนี้ ความอันตรายที่เกิดขึ้นมักเริ่มต้นมาจากแนวทางการใช้เทคโนโลยีในทางปฏิบัติ

จากการศึกษา พบว่า AI ได้มอบขีดความสามารถให้เจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินการสอดส่องในระดับ และด้วยความรวดเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังพบการใช้กลไกและเครื่องมือที่ใช้สำหรับการคาดการณ์ ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความสมดุลระหว่างปัจเจกบุคคล พลเมือง และรัฐ ในกรณีของสปายแวร์เพกาซัส (Pegasus Spyware) จะเห็นได้ว่าเป็นการใช้สปายแวร์ที่มีลักษณะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในการสอดส่องติดตามนักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

การใช้ AI ได้เปลี่ยนความหมายของ “ผู้ต้องสงสัย” ผ่านกลไกสำคัญสองประการ ประการแรก ผ่านการใช้เทคโนโลยีอย่างการจดจำใบหน้า (facial recognition) ทำให้การไม่เปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะหรือไม่ถูกระบุตัวตนในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่ยาก ประการที่สอง หน่วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่รัฐมักใช้เทคนิคที่เรียกว่า HOP analysis ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบุคคล โดยวิธีการดังกล่าวนี้สามารถสร้างรายชื่อบุคคลนับพันซึ่งถูกจัดว่าเป็น “ผู้ต้องสงสัยที่เป็นไปได้” สำหรับในแต่ละการสืบสวนสอบสวน แม้พวกเขาจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำผิดก็ตาม

เมื่อกล่าวถึงขอบเขตของการสอดส่องที่ชอบด้วยกฎหมายและการสอดส่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย Dr. Pete Fussey ได้อธิบายว่า ขอบเขตที่แบ่งความชอบด้วยกฎหมายที่นำมาใช้ในการสอดส่องนั้นอาจไม่มีอยู่จริง กล่าวคือ เจ้าหน้าที่รัฐมักอ้างถึงความชอบธรรมในการกระทำการสอดส่องอยู่เสมอ และเป็นที่สังเกตได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่รัฐจะอ้างถึงความชอบธรรม แทนที่จะพิสูจน์ว่ามีความจำเป็นอย่างไรต่อการกระทำดังกล่าว เนื่องด้วย AI เป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการเข้าถึงและสอดส่องได้มากกว่า ดังนั้นมาตรฐานในความรับผิดชอบจากการใช้เทคโนโลยีในลักษณะดังกล่าวจึงจำต้องสูงกว่า

ผลกระทบจากการสอดส่องทำให้เกิดความหวาดกลัว (chilling effect) และถูกพบอย่างสม่ำเสมอในระบบการเมืองต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ในระบอบเผด็จการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาธิปไตยด้วย ผลกระทบเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวของบุคคล จำกัดความสามารถในการจัดทำกิจกรรม และบ่อนทำลายการทำงานของระบอบประชาธิปไตยในวงกว้าง

นอกจากนั้นแล้ว การก่อให้เกิดความหวาดกลัวผ่านการใช้ AI ในการสอดส่องยังได้ส่งผลกระทบในเรื่องของการไม่สามารถปกปิดตัวตนในที่สาธารณะ แม้ว่าในบริบทของการชุมนุมสาธารณะ การเข้าร่วมชุมนุมแบบไม่เปิดเผยตัวตนนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและเป็นสิ่งที่สำคัญต่อเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ดังนั้น การที่สูญเสียความสามารถในการปกปิดตัวตนจึงถือว่าเป็นการแทรกแซงสิทธิมนุษยชนอย่างมีนัยสำคัญ

การสอดส่องผ่านการใช้ AI ควรถูกกำกับควบคุมอย่างไร

Dr. Daragh Murray อธิบายประเด็นดังกล่าวโดยเริ่มจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนได้สร้างกฎเกณฑ์และหลักการที่ชัดเจนที่ปรับใช้ได้อย่างเป็นสากล ซึ่งนั่นถือเป็นจุดแข็งที่แท้จริงของกฎหมายสิทธิมนุษยชน แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัตินั้นมีเงื่อนไขและบริบทที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจและการปรับใช้กฎหมายดังกล่าวในบริบทและผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างจึงมีความยากลำบาก

ในการออกข้อแนะนำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ AI สิ่งที่ต้องพิจารณาในการทำข้อแนะนำเหล่านั้น คือ ต้องชัดเจน มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง และกฎระเบียบเหล่านั้นต้องเข้าถึงได้ อีกทั้งเราต้องเข้าใจว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นถูกนำไปใช้อย่างไรในทางปฏิบัติ เพื่อที่เราสามารถโต้แย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปรากฏการกระทำที่มิชอบ

Dr. Daragh Murray ยังได้เน้นถึงหลักการ 2 ประการที่ควรคำนึงถึงในประเด็นการสอดส่องอันเกี่ยวข้องการชุมนุมโดยสงบ ประการแรก การชุมนุมไม่ควรถูกมองว่าเป็นโอกาสในการสอดส่อง เพราะเมื่อมีการเก็บข้อมูลการสอดส่องไว้ มักถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งสร้างความเสี่ยงอย่างมาก ประการที่สอง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ โดยให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงสาธารณะเป็นเรื่องรอง โดยหลักการทั้งสองนี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐได้ และเป็นแนวทางในการใช้เทคโนโลยีสอดส่องอย่างมีความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ Dr. Daragh Murray ยังได้กล่าวถึงการปรับใช้พิธีสารต้นแบบสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในบริบทของการชุมนุมโดยสันติ (Model Protocol for Law Enforcement Officials to Promote and Protect Human Rights in the Context of Peaceful Protests) กล่าวคือ พิธีสารดังกล่าวได้กำหนดมาตรฐานให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐนำไปปรับใช้ อีกทั้งยังได้กำหนดกลไกแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมในการตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งไปกว่านั้น พิธีสารฉบับนี้ยังได้ชี้ชัดถึงการปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพึงกระทำ และสิ่งใดบ้างที่นอกเหนือขอบเขตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงสิ่งที่ภาคประชาสังคมสามารถเรียกร้องได้ ซึ่งประเด็นเรื่องความรับผิดชอบถือเป็นส่วนสำคัญของพิธีสาร

การตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) และสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ได้รับมอบหมายจากสหภาพยุโรปและกระทรวงยุติธรรมในการร่วมจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ถูกส่งไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา แม้ว่ากระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการยังไม่ได้เริ่มขึ้น

ในการนี้ ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ได้อธิบายว่า การตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านนั้น หมายถึง กระบวนการเชิงรุกและต่อเนื่อง ซึ่งบรรดาบริษัทและภาคธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินการในการประเมินความเสี่ยงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินกิจการ รวมไปถึงป้องกันหรือลดผลกระทบ เพื่อให้ป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในประเด็นสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ได้ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีความกระตือรือร้นในเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ดังจะเห็นได้ว่าในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่มีการปรับใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติ (National Action Plan) ว่าด้วยเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในมิติของเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ประเทศไทยนั้นยังถือได้ว่าอาจจะยังไม่มีพัฒนาการอย่างดีเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากการที่มีกฎหมายที่ทำให้การแสดงออกบางประการเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ก็เป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีลักษณะดังกล่าวนั้น แม้ว่าตามข้อแนะนำหรือมาตรฐานสากลได้มีการส่งเสริมให้รัฐ “ลดทอนการเป็นความผิดทางอาญา (decriminalize)” ด่อบรรดากฎหมายเหล่านั้นก็ตาม

ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ยังได้เสริมว่า โดยพื้นฐานแล้ว มีกฎหมายที่มีอยู่ซึ่งยังมีช่องว่างและด้านที่สามารถปรับปรุงได้ แม้ในบางด้านปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้รัฐสภากำลังพิจารณากฎหมายต่อต้านการดำเนินคดีปิดปาก (anti-SLAPP law) แต่ในปัจจุบัน เรายังไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักปกป้องสิ่งแวดล้อม และภาคประชาสังคมอย่างเพียงพอ และการคุ้มครองทางกฎหมายเหล่านี้ยังขาดแคลนในระดับใหญ่ ในส่วนของกฎหมายที่มีการบังคับใช้แล้ว อย่างเช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พบว่า ในเรื่องของการตีความและการบังคับใช้ประเทศไทยอาจจะยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ในบรรดาสิทธิต่าง ๆ ภายใต้สิทธิมนุษยชน บางสิทธินั้นมักมาพร้อมกับข้อยกเว้นและข้อจำกัด อย่างไรก็ดี ในหลายครั้งข้อยกเว้นมักถูกนำไปปรับใช้ราวกับว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติโดยปกติ หากแต่พิจารณาตามข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและกลไกตามสนธิสัญญาต่าง ๆ จะพบว่า ข้อยกเว้นต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้นอย่างแท้จริง ดังนั้น ในการจะจำกัดสิทธิใดก็ตามจะต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน รวมถึงต้องเป็นไปตามความจำเป็นและได้สัดส่วน

ศาลไทยและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ

ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ได้เล่าว่า ประเทศไทยใช้ระบบทวินิยม (dualist system) ซึ่งนั่นหมายความว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถนำมาบังคับใช้โดยตรงภายใต้เขตอำนาจของศาลไทยได้ ยกตัวอย่างเช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) นั้นก็ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้โดยตรงในศาลไทย 

ปัจจุบันประเทศไทยจะมีพันธกรณีภายใต้ 8 สนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนจากทั้งหมด 9 ฉบับ แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงข้อบัญญัติ หรือโต้แย้งโดยการอ้างถึงความเห็นทั่วไป (General Comment) แม้การโต้แย้งหรือการอ้างอิงถึงนั้นอาจไม่ได้ถูกปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไม่สามารถพิจารณาได้ แต่ก็แทบจะไม่ได้สะท้อนในกระบวนการพิจารณา และยิ่งไปกว่านั้นแทบจะไม่ปรากฏในคำพิพากษา

ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ยังได้เสริมอีกว่า อาจจะมีเป็นบางครั้งบางคราวที่อาจจะได้เห็นการอ้างอิงถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แม้ว่าจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในศาลฎีกา และพบมากกว่าในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ แต่แม้ว่าศาลจะอ้างอิงเช่นนั้น ก็เป็นเพียงการอ้างอิงแบบผ่าน ๆ หรือเป็นเรื่องรองเท่านั้น เช่น ศาลอาจจะบรรยายเหตุผลของตนเองก่อนเป็นหลัก จากนั้นอาจจะมีการกล่าวแบบคร่าว ๆ ในลักษณะที่ว่าเหตุผลดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังจะพบว่าเป็นลักษณะการปฏิบัติที่มีการสืบทอดมาอย่างชัดเจน

แม้ว่าประเทศไทยจะใช้ระบบทวินิยม และกฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจสามารถบังคับใช้ได้โดยตรง อย่างไรก็ตามก็มีกฎหมายที่เป็นผลจากการปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งเป็นผลมาจากการนำหลักการตามกฎหมายระหว่างประเทศมาออกเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ภายในประเทศ  

ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร ยังได้ให้ความเห็นในประเด็นนี้อีกว่า สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการตีความได้ และเพื่อความเข้าใจการบังคับใช้กฎหมายหรือพระราชบัญญัติอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องกลับไปดูหลักการ ซึ่งมีต้นฉบับมาจากสนธิสัญญาเพื่อเข้าใจเจตนารมย์หรือจุดประสงค์ของข้อกำหนดนั้น ๆ นอกจากนี้ ความเห็นทั่วไปและรายงานกลไกภายใต้สนธิสัญญาก็สามารถใช้ช่วยในการตีความว่า กฎหมายระหว่างประเทศได้กำหนด มีจุดประสงค์ หรือเงื่อนไขอย่างไร แม้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศจะไม่สามารถใช้บังคับโดยตรง แต่สามารถใช้เป็นแนวทางหรือเครื่องมือสำคัญในการตีความพระราชบัญญัติที่นำสนธิสัญญามาใช้ในประเทศไทยได้

X