อ่านรายงานฉบับเต็ม กสม. ตรวจสอบกรณีหน่วยงานความมั่นคงจัดทำ “บัญชีกลุ่มเป้าหมาย – ปฏิบัติการ IO” เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2568 เว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เผยแพร่ รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ 232/2568 เรื่องสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กรณีร้องเรียนว่า หน่วยงานของรัฐฝ่ายความมั่นคงได้จัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายบุคคลและองค์การเฝ้าระวัง และใช้ข้อมูลโจมตีบุคคลและองค์กรดังกล่าว กรณีสืบเนื่องจากที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เปิดเผยถึงปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation: IO) ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วมทหารและตำรวจ ร่วมกันจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายบุคคลและองค์กรเฝ้าระวัง และใช้ข้อมูลโจมตีกลุ่มบุคคลและองค์กรดังกล่าว

รายงานการตรวจสอบฉบับนี้ ในภาพรวม กสม. ให้ความเห็นว่าการจัดทำบัญชีเป้ากลุ่มบุคคลหรือองค์กรเฝ้าระวัง จะกระทำได้ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่ในกรณีนี้ไม่ปรากฏบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจดำเนินการ รวมทั้งไม่ปรากฏหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการกำกับปฏิบัติงานที่รัดกุมเพียงพอ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องแทรกแซงสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินสมควรแก่เหตุ จึงรับฟังได้ว่าการจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายบุคคลหรือองค์กรเฝ้าระวังเป็นการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และใช้ข้อมูลเพื่อโจมตี เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

พร้อมทั้งเสนอ 3 แนะแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกระทรวงกลาโหมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา, ในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือการรักษาความปลอดภัย จะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนควบคู่ไปด้วย และให้ยกเลิกการจัดทำบัญชีบุคคลและองค์กรเฝ้าระวัง ภายใน 90 วัน

.

ในรายงานฉบับนี้ กสม. ได้ตรวจสอบกรณีการร้องเรียนโดยพิจารณาจากการพยานหลักฐานและการชี้แจงข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้อง และฝ่ายผู้ถูกร้องคือหน่วยงานรัฐฝ่ายความมั่นคง ได้แก่ กองทัพบก, กระทรวงกลาโหม, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

สำหรับข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้ถูกร้อง (หน่วยงานรัฐฝ่ายความมั่นคง) มีใจความสำคัญดังนี้

กองทัพบก ชี้แจงปฏิเสธว่าเอกสารที่ถูกเผยแพร่ไม่ใช่เอกสารคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ. ไม่ใช่เอกสารที่กองทัพบกจัดทำขึ้น การตั้งคณะทำงานความมั่นคงพิเศษมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงที่ซับซ้อน รวมทั้งมีความเกี่ยวพันกับภารกิจของหน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วยให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจส่งผลต่อภารกิจของกองทัพบกและสถาบันหลักของชาติ และไม่มีการจัดทำบัญชี IO เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม แต่มุ่งเน้นสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

กระทรวงกลาโหม, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ ชี้แจงข้อเท็จจริงสอดคล้องกันว่าไม่มีนโยบายหรือดำเนินการที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพประชาชน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารที่ใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ส่วนการประชาสัมพันธ์ไม่ใช่ IO แต่เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดี และสร้างภูมิคุ้มกันข่าวปลอม ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นการเฉพาะ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่าไม่มีคณะทำงานความมั่นคงพิเศษหรือศูนย์ปฏิบัติการร่วมทหารและตำรวจ ไม่มีการจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมาย แต่มีการเฝ้าระวังการกระทำความผิดต่อความมั่นคงตามกฎหมาย

กอ.รมน. ชี้แจงว่าหน่วนงานไม่มีหน้าที่รับผิดชอบใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ. และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับเอกสารหรือข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการพิจารณาข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ และอีกสองหน่วยงาน ข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล 5 คน ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการบริหารในหน่วยงานหนึ่ง 

อีกทั้งพิจารณาความเห็นของผู้ทรงวุฒิด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิมนุษยชนศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย จากนั้นจึงสรุปออกมาเป็นความเห็น

.

สไลด์ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ของ สส.ชยพล สท้อนดี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.​ 2568

.

กสม. ได้รวบรวมและสรุปการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามเอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ. ปรากฏข้อมูลโครงสร้างคณะทำงาน การกำหนดยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร มีนโยบายและข้อสั่งการกำหนดบัญชีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ 

นอกจากนี้เอกสารของ กอ.รมน. ลับมาก ระบุประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กำหนดรายชื่อบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบัน เป็นการกำหนดแผนการดำเนินงานต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ยากที่หน่วยงานอื่นจะเข้าถึงข้อมูลและกระทำในลักษณะนี้ ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงรูปแบบวิธีปฏิบัติการของหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะ จึงเชื่อได้ว่าเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นภายในหน่วยงานของผู้ถูกร้อง

การจัดทำบัญชีเป้ากลุ่มบุคคลหรือองค์กรเฝ้าระวัง จะกระทำได้ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ มีเงื่อนไข และขอบเขตที่ชัดเจน แต่กรณีนี้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมีความเห็นต่างทางการเมืองมาจัดทำบัญชี มีลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นการจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ปรากฏบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจดำเนินการได้

นอกจากนี้ การที่กำหนดให้นำข้อมูลที่รวบรวมไว้ไปวิเคราะห์เพื่อตอบโต้ข้อเท็จจริง โดยเปิดบัญชีผู้ใช้งานในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อตอบโต้และเผยแพร่ข้อเท็จจริง สร้างกระแสด้วยการด้อยค่าและสร้างภาพจำ ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยการเฉพาะให้ทำได้ ส่งผลให้การกระทำต่าง ๆ ไม่ปรากฏฐานของกฎหมายที่ให้อำนาจผู้ถูกร้องไว้อย่างชัดเจน

รวมทั้งไม่ปรากฏหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการกำกับปฏิบัติงานที่รัดกุมเพียงพอ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องแทรกแซงสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินสมควรแก่เหตุ ทั้งที่หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ให้หลักประกันสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชน

จึงรับฟังได้ว่า การที่ผู้ถูกร้องจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายบุคคลหรือองค์กรเฝ้าระวังเป็นการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และใช้ข้อมูลเพื่อโจมตีบุคคลและองค์กรดังกล่าว เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

.

มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังเสนอแนะแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกระทรวงกลาโหม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะประธานสภากลาโหม เพื่อดำเนินการภายใน 90 วัน ใน 3 ประเด็นดังนี้

1. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประมวลผล กรณีผู้ร้องจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายบุคคลหรือองค์กรเฝ้าระวัง และใช้ข้อมูลเพื่อโจมตีบุคคลและองค์กรดังกล่าว เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยใช้ข้อมูลของรายงานฉบับนี้ประกอบการดำเนินการ

2. ให้สั่งการและกำชับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดว่าในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือการรักษาความปลอดภัย จะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนควบคู่ไปด้วย อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ที่เป็นการจำกัดหรือแทรกแซงสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล จะต้องมีฐานของกฎหมายให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

3. ให้ยกเลิกการจัดทำบัญชีบุคคลและองค์กรเฝ้าระวัง หรือปฏิบัติการในลักษณะเฝ้าระวังและเคลื่อนไหวของบุคคล เพียงเพราะบุคคลดังกล่าวแสดงความเห็นหรือแสดงออกทางการเมือง

.

อ่านรายงานผลการตรวจสอบบนเว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่นี่

.

อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีสืบเนื่องกันที่ต้องจับตาดูในวันพรุ่งนี้ (30 ต.ค. 2568) เวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง ห้องพิจารณาคดีที่ 2 มีนัดฟังคำพิพากษาในกรณีที่นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ร่วมกันฟ้องร้องให้กองทัพบกหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ต่อผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง 

คดีดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2564 มีผู้ถูกฟ้องคดีคือ กองทัพบก เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่หนึ่ง และผู้บัญชาการกองทัพบก ในฐานะผู้ออกคำสั่งบังคับบัญชาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่สอง ระบุคำขอท้ายคำฟ้องมีหนึ่งประเด็น คือขอให้ศาลปกครองสั่งยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายในทันที

X