จดหมาย 3 ฉบับจาก “เก็ท โสภณ”: จากการสังหารหมู่ที่กวางจู การยังต่อสู้ของพันธมิตรชานม และการรำลึกถึงคนเสื้อแดง 

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาเป็นเวลา 1 ปี กับเกือบ 9 เดือนแล้ว 

ในโอกาสเดือนพฤษภาคม ที่มีวันสำคัญเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมืองหลายวัน เก็ทได้ฝากข้อความเป็นจดหมาย 3 ฉบับเพื่อสื่อสารถึงโลกภายนอกเรือนจำ ได้แก่ จดหมายรำลึกเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กวางจูและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้, จดหมายถึงเพื่อนพันธมิตรชานม ที่ยังต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ, จดหมายถึงคนเสื้อแดง ที่ต่อสู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ในเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553

.

จดหมายฉบับที่ 1 จากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ถึงไทย

ผมได้ทราบข่าวถึงการต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกในเกาหลีใต้ช่วงไม่กี่เดือนก่อน ข่าวดังมากแม้เรือนจำ พยายามปิดกั้นการรับข่าวสาร คราวนี้ก็ยังเป็นที่รู้กันที่เรือนจำ ไม่ได้รับรู้เฉพาะผู้ต้องขังทางการเมืองเท่านั้น ผู้ต้องขังคดีอื่นก็รู้และพูดถึงกัน 

ทั้งประชาชนและชาวเกาหลีต่างลงถนนเพื่อต่อต้านรัฐบาลอย่างเต็มที่ เยาวชนและวัยรุ่นถือแท่งไฟที่ใช้โบกในคอนเสิร์ตนักร้องมาโบกไล่เผด็จการ ผู้แทนราษฎรเดินประจัญหน้ากับปืนของทหารแล้วปีนเข้ารัฐสภาเพื่อลงมติไม่รับรองการประกาศกฎอัยการศึก ตอนนี้ประธานาธิบดีคนก่อนก็ถูกดำเนินคดีไปแล้ว 

ผมรู้สึกประทับใจและสนใจในพลวัตที่เกิดขึ้นมาก สำนึกของประชาชนและโครงสร้างสังคมที่มีต่อระบบประชาธิปไตยต้องหนักแน่นมาก ฉันทามติของสังคมจึงเป็นมติเอกฉันท์ที่ว่าไม่เอารัฐบาล ในอนาคตที่ผมมีทรัพยากรในการศึกษามากกว่านี้ก็อยากศึกษาให้เข้าใจในหลายมิติว่า เกาหลีใต้ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งเช่นนี้ได้อย่างไร

ในสายธารการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของชาวเกาหลีใต้มีหลายเหตุการณ์ที่ผมรู้สึกประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้ผมต่อสู้เพื่ออุดมการณ์อย่างไม่ลดละ ทั้งกรณีการเผาตัวเองประท้วงของคุณชอนแทอิล เพื่อเรียกร้องให้เกิดการรักษาสิทธิแรงงานในปี 1970 คำพูดสุดท้ายเค้าพูดว่า “รักษากฎหมายแรงงานด้วย” แรงงานมีชีวิตไม่ใช่เครื่องจักร, การประท้วงด้วยการถอดเสื้อผ้าของแรงงานหญิงเพื่อเรียกร้องสิทธิผู้นำการเลือกตั้งของผู้นำสหภาพแรงงานในปี 1976, เหตุการณ์การต่อสู้ของชาวกวางจูในปี 1980 ที่ต้านรัฐบาลของชุนดูวาน และเหตุการณ์อื่น ๆ

เป็นจังหวะที่แสนจะบังเอิญที่เดือนพฤษภาคมมีเหตุการณ์ปะทะและนองเลือดของประชาชนกับอภิสิทธิ์ชนอยู่หลายเหตุการณ์ อยู่หลายที่ทั่วโลก เช่น วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นการต่อสู้ของชาวเมืองชิคาโกอันเป็นเหตุให้เกิดวันแรงงานสากล ในไทยเองก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เช่นกัน คือเหตุการณ์การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 การสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่หน้าวัดปทุมวนารามและแยกราชประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และเหตุการณ์พฤษภาเลือดปี 2535 

อาจจะต่างกับเกาหลี คือการเสียเลือดเสียเนื้อของชาวกวางจูวันนั้น ทำให้ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้เบ่งบาน เหล่าวีรชนมีสถานที่รำลึกเป็นกิจลักษณะ มีกิจกรรมการรำลึกอย่างจริงจังในทุกปี ไม่เพียงแต่ประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เข้ามาร่วมงานรำลึกเช่นกัน

ถ้าพูดกันตามตรงการต่อสู้ของวีรชนไทยก็ส่งผลให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่ด้านโครงสร้างนั้นเรายังต้องทำงานกันอีกมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอภิสิทธิ์ชนไทย เขาขยันขันแข็งที่จะวางระบบระบบให้ครองอำนาจได้เสมอ  เขาวางรากฐานทางอำนาจผ่านทางกฎหมาย รัฐสภา สถาบันตุลาการ ระบบราชการ ให้เอื้อประโยชน์ต่อเขา มีงบประมาณมหาศาลในการสร้างโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อใส่ข้อมูลที่เขาต้องการให้ผู้คนเข้าใจผ่านระบบการศึกษา แต่ที่กล่าวไปนั้นก็เป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้นยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องศึกษา เพื่อหาทางปรับปรุงโครงสร้างให้ได้ประชาธิปไตยที่เต็มใบ

บทเรียนจากเหตุการณ์กวางจูมีคุณูปการ ไม่เพียงแต่คนเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนทั่วโลกที่แสวงหาประชาธิปไตย บทสัมภาษณ์ของประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ยังทำให้ผมรู้สึกฮึกเหิมอยู่เสมอ พวกเขาพูดแทบจะเป็นทางเดียวกันว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พวกเขาก็เลือกที่จะสู้เช่นเดิม” แม้รู้ว่าเหตุการณ์ปราบในช่วงวันที่ 18-27 พฤษภาคม 1980 ฝั่งชาวกวางจูจะเสียเปรียบกองทัพทหารที่มีอาวุธครบครันอยู่มาก แต่พวกเขาก็เลือกที่จะต่อสู้ 

ชาวกวางจูคือผู้กำหนดนิยามโดยไม่ต้องกล่าวคำปราศรัยโดยถ้อยคำยาวเหยียดของ “การอยู่อย่างมีความหมายและการตายอย่างมีเกียรติ” ถ้ามองย้อนจากปัจจุบัน เหตุการณ์ที่กวางจูคือเชื้อเพลิงที่โหมเปลวแห่งประชาธิปไตย เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ แต่ชาวกวางจูในขณะนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ นั่นแหละคือความศักดิ์สิทธิ์ของเหตุการณ์นี้ ชาวกวางจูเลือกกำหนดชะตากรรมชีวิตของตนเอง เค้าใช้ชีวิตต่อสู้เพื่อความดีงามและอุดมการณ์ที่เขาเชื่อมั่น

เมื่อเรียบเรียงเหตุการณ์ในอดีตถึงปัจจุบัน หนึ่งในบทเรียนขบวนการประชาธิปไตยในเกาหลีใต้สอนผม คือ การรำลึกไม่ใช่เพียงการรวมญาติ ไปทำบุญ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่เราต้องถอดบทเรียนชีวิต และสืบสานอุดมการณ์อันดีของผู้วายชนม์ด้วย ถ้ามีโอกาสผมก็อยากจะศึกษาประวัติศาสตร์และการเมืองเกาหลีใต้ให้ลึกซึ้งกว่านี้

ขอแสดงความรำลึกและนับถือวีรชนในเหตุการณ์กวางจู May 18th

“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

.

จดหมายฉบับที่ 2 ถึงมิตรสหายพันธมิตรชานมในหลายประเทศ ที่ยังมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

จากหน้าร้อนก็เริ่มเข้าหน้าฝนแล้ว ในคืนที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้อากาศหนาวถึงขั้นตัวสั่นเลยทีเดียว ซ้ำร้ายเนื่องจากฝนที่ตกมาไม่หยุดเสื้อผ้าที่ซักไว้ก็เลยตากไม่แห้ง ผมเลยเหลือกางเกงแค่ตัวเดียวที่ใส่อยู่ในห้องขังกับผ้าของเรือนจำสามผืนผ้าผืนนึงปูรองนอน ผืนนึงทำเป็นหมอน และอีกผืนนึงใช้ห่ม อากาศค่อนข้างแปรปรวน ขอให้พวกคุณทุกคนรักษาสุขภาพด้วย

เป็นยังไงกันบ้าง เป็นเวลาเกือบสองปีแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตรชานม ทำได้เพียงแค่ส่งข่าวสาร ได้รับข่าวสารจากเพื่อน ๆ และส่งข้อความส่งเสียงออกไปให้มากเท่าที่จะทำได้ ในไทยขบวนการเคลื่อนไหวยังคงทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ผมได้เห็นการต่อสู้ในต่างประเทศหลายที่ รู้สึกภูมิใจมากที่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไป

ก่อนอื่นผมขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปให้เพื่อนชาวพม่า ผมได้ทราบข่าวที่ทางกองทัพทิ้งระเบิดที่โรงเรียนทำให้ครูนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่เข้าใจว่าผู้สั่งการและผู้ก่อเหตุทำไมถึงได้ไร้มนุษยธรรมถึงขนาดนี้ เวลาได้ข่าวการคุกคามของเขา ผมรู้สึกเจ็บช้ำและโกรธอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ผมได้ทราบข่าวชาวพม่าที่ถูกประหารชีวิตก็รู้สึกสะเทือนใจมาก ทำไมมนุษย์ด้วยกันถึงกล้าทำร้ายกันได้ขนาดนี้

เมื่อมองที่สถานการณ์ไทย บรรยากาศสิทธิมนุษยชนก็อยู่ในระดับย่ำแย่ ผมขอเริ่มเล่าจากมุมมองที่ตนเองกำลังเผชิญ ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการประกันตัว ศาลก็ไม่อนุญาต พวกเราถูกจับแยกย้ายกันไปต่างเรือนจำ บางคนต้องไปอยู่เรือนจำความมั่นคงสูงซึ่งเป็นเรือนจำที่ใช้นักโทษที่ถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงโทษประหารชีวิต

ไม่เพียงนักเคลื่อนไหวเท่านั้น ประชาชนทั่วไปที่โพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียก็ถูกตัดสินลงโทษจากคดีมาตรา 112 นานหลายปี การใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราถูกรายงานตลอดทุกวัน เป็นเอกสารที่ไม่รู้ส่งให้ใครอ่านบ้าง ที่ทราบก็เพราะความลักลั่นของเรือนจำที่เอาเอกสารลับเหล่านั้นวางไว้บนกองกระดาษรีไซเคิล 

พวกคุณอาจคิดว่าคุกไทยมีแต่นักโทษทางการเมืองไทยใช่ไหม จริง ๆ แล้วเปล่าเลย ผมอยู่กับชาวอุยกูร์สองคน พวกเขาถูกขังที่เรือนจำทหารมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ก่อนถูกย้ายมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ ในเดือนเดียวกันผมได้เจอกับ อี ควิน เบดั๊บ เอ็นจีโอชาวเวียดนาม เค้าเขียนรายงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในเวียดนามให้กับยูเอ็น รัฐบาลเวียดนามก็เลยไม่พอใจ ทำการคุกคามเขา เขาก็เลยลี้ภัยมาที่ไทย แต่ถูกจับขังไว้ ตอนนี้นักโทษทางการเมืองเมืองไทย อุยกูร์ เวียดนาม ก็เลยโคจรมาเจอกัน

สถานการณ์ด้านนอกเรือนจำผมว่าคุณเองก็พอจะทราบข่าวกัน รัฐบาลไทยต้อนรับ มิน ออง หล่าย มาร่วมกันประชุมระหว่างประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับเผด็จการเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำโดยไม่สนใจสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด เค้าไม่สนใจประชาคมโลก เฉกเช่นกรณีไม่สนใจแถลงการณ์ของยูเอ็นและอียูที่เรียกร้องให้ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 นิรโทษกรรม และยุติการดำเนินคดีทางการเมือง

อย่างไรเสียการที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความใส่ใจสิ่งใดเลยนอกจากการรักษาฐานอำนาจของตน ก็เป็นสภาพการณ์ที่ชัดเจนว่า เราต้องต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยตัวเราเอง และยิ่งทำให้เห็นว่าเราสู้กับอะไรกับใคร ผมก็ยังสู้ต่อไปร่วมกับพวกคุณอย่างเต็มที่

หากมีข่าวสารหรืออะไรที่ต้องการความช่วยเหลือพวกคุณสามารถส่งมาได้เสมอ หากผมช่วยได้ก็จะช่วยอย่างเต็มที่ ไม่รู้ว่าจดหมายที่ผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษฉบับก่อนพวกคุณได้รับไหม เรือนจำใช้เวลาตรวจสอบจดหมายภาษาอังกฤษนานกว่าจดหมายไทย เพราะเค้ากลัวว่าจะมีการส่งรหัสลับอะไรออกไป เอาเข้าจริงพวกเขาก็ไม่อยากให้ผมเคลื่อนไหวหรือส่งข้อความทางการเมืองออกไปมากนักหรอก แต่ผมก็ไม่ใส่ใจเขาสักเท่าไหร่ แม้เสรีภาพทางกายจะถูกจำกัด แต่เสรีภาพทางจิตวิญญาณของผมยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์

คิดถึงและเป็นกำลังใจในการต่อสู้เสมอ

“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

.

จดหมายฉบับที่ 3 รำลึกถึงคนเสื้อแดง และการสืบสานอุดมการณ์ผู้เสียสละ

“ เกียรติภูมิอยู่กลางสนาม นักสู้นิรนามไม่สิ้น ผองธุลีดินจะพลิกชะตา”

เวลาที่คนธรรมดาอย่างเราลองลุกขึ้นโต้แย้งกับผู้มีอำนาจหลายครั้ง เราต้องเผชิญกับคำถามว่า “คุ้มเหรอ” “เป็นไม้ซีก จะไปงัดไม้ซุงได้ยังไง” “รู้ว่าสู้ไปก็แพ้แน่ตายแน่ จะสู้ไปทำไม” หลายคนคงมีคำตอบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นเช่นไร ผมก็อยากบอกกับผู้คนที่ลุกขึ้นต่อสู้ว่า คุณไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย พวกเรายังคงยืนและเดินเคียงข้างกันเสมอ

การต่อสู้ของประชาชนที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เกิดขึ้นในวันไล่เลี่ยกันอย่างน่าประหลาดใจ ต่างกันก็เพียงปี ทั้งเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปี 2557 ช่วงนั้นมีคนถูกคุกคามถูกจับกุมจำนวนมาก ปัจจุบันหัวหน้าคณะรัฐประหารได้ดิบดีเป็นองคมนตรีไปเสียแล้ว เหตุการณ์การสังหารคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ปัจจุบันผู้รับผิดชอบสั่งการเกษียณไปเลี้ยงแมวแล้ว เหตุการณ์พฤษภา 2535 ก็เป็นอีกหนึ่งบาดแผลของสังคมไทย ส่วนผู้สั่งการปัจจุบันก็ใช้ชีวิตตามสบายใจ

แม้ประชาชนจะเสียหายไปมาก แต่คุณูปการจากการเสียสละก็เกิดแก่สังคมเช่นกัน เราได้รู้จักเสรีภาพในการชุมนุมรู้ว่าการชุมนุมโดยสันติเป็นสิ่งที่ทำได้ เราเข้าใจตรงกันว่าไม่ควรมีใครถูกฆ่าเพียงเพราะความเห็นต่าง เราตระหนักอย่างชัดเจนถึงปัญหาการสืบทอดอำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน เรารู้เช่นเห็นชาติถึงพิษภัยของรัฐประหาร ถึงวันนี้ใครล่ะจะเรียกให้เกิดรัฐประหาร หรือถ้ามีนายพลสักคนแพลมว่าจะทำการรัฐประหาร มีหรือคนจะไม่ออกมาต้าน

อีกด้านหนึ่งการที่ผู้ก่อการเข่นฆ่า ปล้นอำนาจประชาชนยังลอยนวลและเสวยสุขอย่างไร้ความรับผิดชอบนั้นก็เป็นสภาพการที่ขัดแย้งกับคำคมที่ผู้เจริญท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “Thailand, is the land of compromise” หรือการที่นักการเมืองผู้ทรงเกียรติมักเรียกร้องให้ประชาชน “ปรองดองกัน compromise” แต่จะมองหน้ากันอย่างไรหากผู้ก่อเหตุยังขาดความจริงใจที่จะออกมาพูดขอโทษ หรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำ จะให้ forgive and forget ได้อย่างไร (ให้อภัยแล้วลืมไปงั้นหรือ) มันง่ายสำหรับผู้เสียหายหรือครอบครัวของเขานั้นหรือ

ชีวทัศน์ต่อการรำลึกที่สังคมไทยมีต่อเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองควรถูกพัฒนาไปให้ไกลกว่ากันทำบุญรวมญาติ ต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านั้นและสืบสานอุดมการณ์ที่ดีของผู้เสียสละให้เจริญงอกงามต่อไปในสังคม 

วันนี้เวลาเราไปรำลึกถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่คนเสื้อแดงปี 2553 เราก็ต้องไปรำลึกบนท้องถนน บนฟุตบาท เหล่าวีรชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยไม่มีอนุสรณ์สถานให้รำลึกถึงเขาเป็นกิจลักษณะและไม่มีการสังคายนาความจริงจากสื่อกระแสหลักและรัฐบาลแต่อย่างใด อนุสรณ์สถานพฤษภา 2535 ที่อยู่หลัง สน.ชนะสงคราม ก็ต้องเดินเข้าผ่านทางด้านหน้า สน. เท่านั้น ไม่สามารถเดินเข้าด้านที่ติดถนนได้ เพราะมีรั้วเหล็กกั้นทำให้ยากลำบากต่อการไปรำลึก

ผมไม่อาจตอบได้ว่าการต่อสู้และของประชาชนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ เพราะคำตอบนั้นเป็นคำตอบส่วนบุคคล ผู้ต่อสู้เท่านั้นที่จะรู้ว่าคุ้มหรือไม่ แต่สิ่งที่ตอบได้อย่างมั่นใจคือ การต่อสู้ของพวกคุณทั้งหลายได้สร้างคุณูปการอย่างมหาศาลต่อสังคมไทยในด้านการสร้างประชาธิปไตยให้เต็มใบ และเข้าใกล้ความทัดเทียมมากขึ้น

ขอบคุณและขอสดุดีการต่อสู้ของประชาชนทุกคน

“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

.

📩 สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 33 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”

📩 หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

X