เผยแพร่เมื่อ 18 มีนาคม 2558

ใบแจ้งข่าว

19 – 31 มีนาคม ศาลทหารนัดสอบคำให้การเพิ่ม 3 คดี เป็นคดี 112 สองคดี

คดีหมิ่นกษัตริย์ (112)

  1. คดีนายโอภาส (สงวนนามสกุล) ข้อหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 จากการเขียนผนังห้องน้ำ (คดีหมายเลขดำที่11ก./2558)

20 มีนาคม 2558 เวลา 8.30 น. ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การ คดีที่นายโอภาส (สงวนนามสกุล) ถูกอัยการศาลทหารกรุงเทพฟ้องต่อศาลทหาร จากการเขียนผนังห้องน้ำที่มีเนื้อความผิดตามมาตรา 112

โดยคดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 นายโอภาส ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างแห่งหนึ่งพบเห็นว่า เขียนข้อความในผนังห้องน้ำจึงถูกควบคุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อกักขังตามกฎอัยการศึก จนพาตัวมาแถลงข่าวต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 17ตุลาคม 2557 ภายหลังการคุมขังครบ 84 วัน อัยการศาลทหารกรุงเทพ จึงยื่นฟ้องนายโอภาสต่อศาลทหาร เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558เป็นคดีหมายเลขดำที่ 11ก./2558 ซึ่งศาลทหาร

ทั้งนี้ นายโอภาส มีโรคประจำตัวคือ โรคเส้นเลือดในจอรับภาพบวม ปกติผู้ต้องหาต้องพบแพทย์ทุก 2-3 เดือน หากมีอาการเครียดมากและไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วด้วยการยิงเลเซอร์ หากไม่ทันอาจทำให้ตาบอดได้ ซึ่งทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว 4 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตด้วยเหตุผลว่า “ระบบการรักษาพยาบาลในเรือนจำ มีประสิทธิภาพสามารถรักษาได้ทันท่วงทีแล้ว”

โดยในวันที่ 20 มีนาคม 2558 เวลา 8.30 น. ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การ นายโอภาสว่าประสงค์จะต่อสู้คดีหรือจะรับสารภาพ หากรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาทันที

  1. คดีนายนายจือเซ็ง แซ่โค้ว หรือสมอล์ บัณฑิต อานียา ข้อหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 จากการแสดงความเห็นในการประชุม (คดีหมายเลขดำที่ 45ก./2558)

31 มีนาคม 2558 เวลา 8.30 น. ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การ คดีที่นายจือเซ็ง หรือบัณฑิต อารียา ถูกอัยการศาลทหารกรุงเทพฟ้องต่อศาลทหาร จากการแสดงความเห็นในการประชุมโดยมีเนื้อหาผิดตามมาตรา 112

โดยคดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 นายจือเซ็งได้นำหนังสือไปขายที่งานประชุมพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการระดมความเห็นเพื่อไปทำเป็นข้อเสนอเสนอต่อสภาปฏิรูปประเทศ โดยเมื่อมีหัวข้อเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นายจือเซ็งจึงได้แสดงความคิดเห็น แต่ระหว่างแสดงความคิดเห็นกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบควบคุมตัวมาที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร และถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาลทหารในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 แต่ศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์ 400,000 บาท และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 อัยการศาลทหารได้ยื่นฟ้องนายจือเซ็งต่อศาลทหารกรุงเทพฯ เป็นคดีหมายเลขดำที่45ก./2558

ทั้งนี้ นายจือเซ็ง เคยถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 มาแล้วเมื่อปี จากกรณีที่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ขณะนั้น) แจ้งความว่าพูดแลกเปลี่ยนในงานเสวนาและขายเอกสารที่จัดทำขึ้นเองซึ่งเข้าข่ายหมิ่นฯ ซึ่งเมื่อวันที่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาจำคุก 4 ปี รอลงอาญา 3 ปี และรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี โดยปัจจุบัน ยังอยู่ในระหว่างรอลงอาญา (รอการลงโทษ)

ซึ่งในคดีใหม่นี้ ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การ ในวันที่ 31 มีนาคม 2558 เวลา 8.30 น. ว่านายจือเซ็ง ประสงค์จะต่อสู้คดีหรือจะรับสารภาพ

คดีไม่รายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

  1. คดีนายพงษ์ศักดิ์ (สงวนนามสกุล) ข้อหาไม่ไปรายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามคำสั่ง ฉบับที่ 58/2557

19 มีนาคม 2558 เวลา 8.30 น. ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การ คดีที่นายพงษ์ศักดิ์ ถูกอัยการศาลทหารกรุงแทพ ฟ้องต่อศาลทหารกรุงเทพ ในคดีไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 58/2557 ซึ่งเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 41/2557

โดยคดีนี้ นายพงษ์ศักดิ์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 และถูกกักตัวตามกฎอัยการศึก จนกระทั่งนำตัวมาแถลงข่าวและฝากขังต่อศาลทหารในวันที่ 7 มกราคม 2558 ใน 2 ข้อหาคือ ข้อหา “ไม่ไปรายงานตัว” และช้อหา “มาตรา 112” จากกรณีการโพสรูปภาพในเฟซบุ๊ค ที่มีนัยยะผิดมาตรา 112  ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ เป็นคนที่ 5 ที่ถูกเรียกรายงานตัวและถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ต่อจาก นายเฉลียว จันเขียด นายธานัท หรือ ทอม ดันดี นายคฑาวุธ และนายสิรภพ กรณ์อรุษ

ซึ่งในคดีนี้ ศาลทหารกรุงเทพฯ นัดสอบคำให้การ ในวันที่ 19 มีนาคม 2558 เวลา 8.30 น. ว่านายพงษ์ศักดิ์ ประสงค์จะต่อสู้คดีหรือจะรับสารภาพ

1401251904