ทนายความกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เชื่อการกระทำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไม่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เนื่องจากสภา อบต.เขาหลวง เชิญให้เข้าร่วมรับฟังการประชุม ในฐานะประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

8 มี.ค. 2560 ธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งเป็นทนายความของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กล่าวว่า ชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดทั้ง 7 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากวันที่ 16 พ.ย. 2559 อบต.เขาหลวง จัดการประชุมสภาในวาระพิจารณาการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด และเชิญชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดให้เข้าร่วมรับฟังการประชุมในครั้งนั้น ในฐานะที่เป็นประชาชนในพื้นที่ที่มีส่วนได้เสีย

ทนายความกล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ชาวบ้านได้เรียกร้องให้ยกเลิกการประชุม โดยแสดงท่าทีว่าไม่เห็นด้วยกับการประชุม แต่ไม่ถึงขั้นคุกคามข่มขู่ให้หวาดกลัวจนถึงต้องอันตราย จึงไม่น่าจะถึงขึ้นข่มขืนจิตใจอย่างที่มีการกล่าวหา

ส่วนข้อหาเกี่ยวกับการชุมนุม ทนายความให้ความเห็นว่า ไม่ใช่ลักษณะของการชุมนุมเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นการเชิญจาก อบต. ให้มาร่วมรับฟังในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งกรณีอย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะของการชุมนุม จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแจ้ง พรบ.ชุมนุมสาธารณะ

ธีรพันธุ์ แจ้งอีกว่า วันนี้พนักงานสอบสวสรุปสำนวนเสร็จแล้ว จึงส่งตัวผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการ ต่อจากนี้ อัยการก็จะพิจารณาสำนวนว่ามีหลักฐานจะสั่งฟ้องหรือไม่อีกครั้งวันที่ 30 มี.ค. 2560  วันนี้เราจึงมารับทราบนัดเพื่อมารายงานตัวต่อพนักงานอัยการอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดทั้ง 7 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากเหตุการณ์ดังกล่าว 2 ข้อหา ดังนี้ พรทิพย์ หงษ์ชัย หรือแม่ป๊อบ ถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้ได้รับแจ้งไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และอีกข้อหา คือ ร่วมกันข่มขืนใจ สมาชิก อบต.เขาหลวง เขตโซนบน ทั้ง 16 คน ให้กระทำหรือยอมจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้หวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน ร่วมกับ ระนอง กองแสน ,วิรอน รุจิไชยวัฒน์ ,สุพัฒน์ คุณนา ,บุญแรง ศรีทอง ,มล คุณนา ,ลำเพลิน เรืองฤทธิ์

ก่อนเข้าพบพนักงานอัยการในช่วงเช้า ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เดินทางมาที่สำนักงานอัยการ จ.เลย ตามที่พนักงานสอบสวนได้นัดหมาย เพื่อส่งสำนวนและผู้ต้องหาให้อัยการ แต่ขณะที่ชาวบ้านเดินทางมาถึงสำนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.วังสะพุง ได้ติดต่อให้ชาวบ้านกลับไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้ไปลงบันทึกประจำวันก่อน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้นัดให้มารายงานตัวที่สำนักงานอัยการ จึงทำให้การรายงานตัวต่ออัยการล่าช้าออกไป