ที่นี่ พนมเปญ วัตถุตารอบตัว 

มนทนา ดวงประภา

 

หนึ่งเดือนกว่ากับการเดินทางพร้อมสิตานัน  สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเพื่อเข้าพบผู้พิพากษาผู้ทำการไต่สวน ของศาลแขวงประจำกรุงพนมเปญ กรณีการหายตัวไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมและผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2563 

กำหนดเข้าพบ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2563 สิตานันยื่นคำให้การและเอกสารแปลไทย-เขมร 177 หน้า พร้อมให้การทางวาจาต่อผู้พิพากษาแล้ว เธอยืนยันวันเฉลิมถูกบังคับขึ้นรถหายไปจากบริเวณที่พักกลางกรุงพนมเปญจริง หลักฐานมีทั้งบันทึกการพูดระหว่างตัวเธอเองและวันเฉลิม ภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิด และพยานแวดล้อมที่บ่งบอกว่าวันเฉลิมอยู่ในพนมเปญในวันที่หายตัวไป

มนทนาในฐานะทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้ร่วมเดินทางไปกับคณะ “ตามหาวันเฉลิม” ในครั้งนี้ร่วมสังเกตความเป็นไปรอบกายและสิ่งที่พบเจอ ท่ามกลางการจับตามองของรัฐและโรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้จำต้องกักตัวทั้งไปและกลับ มีผลให้การเดินทางเข้าพบเพียงหนึ่งวัน กินเวลายาวนานนับเดือน บันทึกนี้จึงเป็นบันทึกการเดินทางเรื่องหนึ่งในความรับรู้ของมนทนาในเมืองพนมเปญระหว่าง 10 พ.ย. ถึง 15 ธ.ค. 2563   

.

เราเดินทางเข้าพนมเปญเป็นครั้งที่ 2 ด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง จากนักท่องเที่ยวเป็นผู้พำนักชั่วคราว อย่างน้อยก็ในความรู้สึกเรา 

เรายังชอบมองเพื่อนผู้คนท้องถิ่นเดินสวนกันไปมา มองอาคารบ้านช่องสมัยอดีตที่แปลกตาเบียดแทรกกับอาคารทรงสมัยใหม่ มองอาคารใหญ่โตขนาดมีที่ดินผืนใหญ่คั่นกลางยังรู้สึกถึงความโอ่อ่า มองเข้าไปในตาของคนขายของแล้วยิ้มทักกัน มองอาหารในตู้ บนรถเข็นและในกล่องโฟม  

คราวนี้เราแหงนมองท้องฟ้ามากขึ้นกว่าเดิม การอยู่ห้องหับที่เดิมเป็นเวลานานๆ และมีจุดที่นั่งสะสางงานเป็นกระจกใสสะท้อนเงาตัวเองนั่งนิ้วคิ้วขมวด มันก็สะดุ้งน้อยๆ ได้ทุกครั้ง การได้เงยหน้ามองมุมบนบ้างจึงเป็นจุดพักสายตาที่ดี 

สิตานัน-พี่สาววันเฉลิม และตัวแทนจากมูลนิธผสานวัฒนธรรม

 

วันเสาร์-อาทิตย์ช่วงสายถึงบ่ายแก่ๆ พื้นที่ส่วนกลางของที่พักเราจะสงบเงียบ เหมาะแก่การนั่งอ่าน นั่งขีดเขียนเป็นอย่างยิ่ง เราหยิบ ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ ของวีรพร นิติประภา ที่วางแน่นิ่งในกระเป๋าใบใหญ่ลงมาข้างล่างที่โต๊ะส่วนกลาง พลิกอ่านหน้าแรก หน้าที่สอง หน้าที่สาม ช่างเจ็บปวดทุกตัวอักษร ร่ำไห้ อ้างว้างในทุกความหมายระหว่างบรรทัด จี๊ด ๆ ในความรู้สึก อ่านจบครบหนึ่งบทต้องปิดหนังสือ เอามือกุมหัวใจและสูดลมหายใจเข้าออกแล้วสบถคำออกมาว่า “แม่เจ้า” บทต่อบทร่ำไป 

เราหลับตา ถอนหายใจ ลืมตา แล้วสายตาก็ไปปะทะเข้ากับ ‘วัตถุทรงกลมสีขาว’ มีตาใสๆ เป็นวงกลมมองมาที่เรา ‘สวัสดีจ๊ะ’ เหมือนมันจะทักทายเรา วัตถุทรงกลมสีขาวคงบันทึกทุกความเจ็บปวด ความอัศจรรย์ใจ ระคนไปกับจังหวะพ่นคำแม่เจ้าไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่หนำใจ เรายังคงหอบ ‘ไส้เดือนดินตาบอดในเขาวงกต’ มานั่งอ่านจนครบความว่า คุณชารียา ไม่ได้อยู่ที่นั่นและไม่ได้อยู่ที่ไหนอีกเลยอีกต่อไป พร้อมๆ กับวัตถุทรงกลมสีขาวนั่นอยู่ดี 

.

วันกินไอศรีม อุณหภูมิในกรุงพนมเปญช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม ร้อนระอุพอควร บ่ายวันหยุดที่เราและผองเพื่อนกระโดดขึ้นรถ ลงรถ เดินฝ่าไอร้อนกลางตลาดรัสเซีย ตลาดยอดนิยมสำหรับหาซื้อของฝาก นั่งรถเร่งความเย็นเต็มที่เคลื่อนผ่านเมืองใหม่ที่เรียกว่าเกาะเพชร อาณาจักรผู้ลงทุนหลักจากประเทศจีน ในวันที่การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เคลื่อนเข้าครอบคลุมโลกใบนี้ รวมถึงกัมพูชา เกาะเพชรจึงดูเหงาหงอยลงถนัดตา จากคำบอกเล่าของเพื่อนนำทาง 

เรามองหาต้นไม้และไอเย็นริมน้ำเป็นที่พักระหว่างวันเดย์ทริปนี้ 

ไอศรีมรสโยเกริ์ตนมสดสองก้อนม้วนตัวกลมวางไว้บนขนมปังโคน ช่างเหมาะมือดีนัก รสสัมผัสนุ่มลิ้นดับกระหายและเพิ่มมวลเย็นในร่างกายได้ดี จ่ายเงินประมาณสองสามดอลล่าร์เป็นอันเสร็จพิธี ที่กัมพูชาใช้สกุลเงินเรียล แต่ทุกคนยินดีที่จะรับและทอนเงินดอล มวยดอลล่าร์ ปีดอลล่าร์ หนึ่งดอลล่าร์ สองดอลล่าร์ท่องไว้ในใจได้เลย  แล้วเราก็กำไอศรีมไว้ในมือเดินขึ้นชั้นสองของร้าน

เราเกริ่นไว้แล้วว่า การได้มองท้องฟ้าเป็นจุดพักสายตาที่ดีของเรา วันนั้นเราจึงเลือกนั่งที่ระเบียงเก้าอี้และโต๊ะสูงหันหน้าออกสู่แม่น้ำใหญ่โตนเลสาบ แม่น้ำนี้ต้อนรับเราตั้งแต่วันที่แรกที่เราเข้ากักตัวที่โรงแรมริมน้ำ มุมระเบียงนี้ช่างเหมาะกับการนั่งมองจุดนัดพบของสายน้ำ ผู้คนท้องถิ่นที่ทำมาหากินริมน้ำกลางเมืองใหญ่ คั่นกลางด้วยถนนสายหลักที่เรียกว่า ถนน Riverside ที่ใครมาพนมเปญต้องมาเยี่ยมเยือนถนนนี้ และที่ขาดไม่ได้ก็ท้องฟ้าสีครามในวันแดดเปรี้ยงเยี่ยงนี้ 

มุมดีขนาดนี้ พี่สาวจึงเสนอมาถ่ายรูปงามให้เรา มุมนี้เลยน้อง ยิ้มหน่อยๆ หันหน้าออกแม่น้ำสิ มือเปิดหน้าหน่อยค่ะ ขาเหยียดออกมาข้างหน้าหน่อยจะได้ดูขายาว นี้ไงงามใช่ไหม มะ มาเปลี่ยนพี่บ้าง เราจึงได้สลับที่กับพี่สาว 

กระบวนการถ่ายรูปแบบเดียวกันถูกถ่ายซ้ำอีกรอบ เรายื่นหน้าจอมือถือให้พี่สาวดู “ใช้ได้ไหมคะพี่” พร้อมยิ้มเงยหน้าอย่างภาคภูมิ เรียวปากยกสูงทั้งสองข้างของเราก็ไปไปปะทะเข้ากับ ‘วัตถุสีดำมีตารอบตัว’  ‘สวัสดีจ๊ะ’ ช่างเหมาะกับตำแหน่งที่เรานั่งหันหน้าเข้าหาพี่สาวเหลือเกิน วัตถุสีดำจ๋า เธอคงได้บันทึกช่วงเวลาอันเปรมปรีย์ของเรากับพี่สาวไว้แล้วใช่หรือไม่ วันกินไอศรีมริมแม่น้ำ 

 
วันเดินทาง ผู้พำนักชั่วคราวก็ต้องย้ายตัวออกจากเคหะบ้างบางคราวไปทำธุระพบปะผู้คน การตระเวนรอบเมืองหลังกักตัว 14 วันจึงเป็นภารกิจของเรา 

พาหนะยอดนิยมของกัมพูชา คือ สามล้อเครื่องที่ดัดแปลงรถมอเตอร์ไซด์พ่วงด้วยที่นั่งด้านหลัง บรรทุกได้ทั้งผู้โดยสารหรือสิ่งของมากมาย นับได้ว่าเป็นพาหนะที่คลาสสิคที่สุดในความรับรู้ของเรา ก่อนที่ตุ๊กตุ๊กอินเดียพร้อมมิเตอร์จะบุ๊กมาตีตลาด ด้วยความเล็กคล่องตัวและมีมิเตอร์จึงหมดปัญหากับการต่อรองราคา แค่กดจุดหมายปลายทางแล้วเลือกรถตุ๊กตุ๊ก ที่ใกล้แถวนั้นก็นั่งรถไปถึงปลายทางแล้วจ่ายเงินสดตามที่ระบุไว้ได้เลย แถมมีบันทึกเส้นทางไว้ตลอดอีกด้วย 

หากต้องการขยับความสะดวกปลอดภัยขึ้นมาอีกนิดก็เหมารถยนต์พร้อมคนขับที่ไว้ใจได้ แบบหลังนี้ขอให้ขับรถพารอบเมืองได้มากกว่าเพียงเราเอื้อนเอ่ยต่อคนขับเท่านั้น 

การเดินทางตลอดสายทั้งชอปปิ้งที่ตลาดรัสเซีย แวะชิมอาหารฝรั่งเศสเลื่องชื่อ นัดพบปะญาติมิตร และปฏิบัติภารกิจทำบุญตักบาตรขอพร ‘จุบคะเนีย ฉับ ฉับ’ ให้ได้พบกันโดยเร็ว พรจากมัคทายกให้สิตานันและทีมได้เจอวันเฉลิมโดยเร็ว สุดท้ายแล้วรถก็พาเรากลับมาเจออนุสาวรีย์เอกราช ที่สร้างเพื่อฉลองเอกราชของกัมพูชาจากฝรั่งเศส อนุสาวรีย์สีอิฐ สร้างตามแบบศิลปะขอม ด้านบนสลักลวดลายดอกบัวตูมประดับด้วยหัวพญานาค  ตั้งตระหง่านตรงสี่แยกมุมถนนนโรดมสีหนุ คล้ายเป็นจุดนัดพบให้เราเตรียมตัวว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว 

เราทอดสายตามองออกไปไกลพยามยามมองท้องฟ้าอีกครั้งให้นาน นิ่ง จนรถวิ่งวนซ้ายมุ่งหน้าเข้าถนนเลียบพระราชวัง แหงนมองสัญญาณไฟตรงหน้า อีกคราที่ ‘วัตถุสีดำยาวตัวเขื่อง’ ติดตั้งไว้รวมกับสัญญาณไฟจราจรเอ่ยทัก ‘ซัวสะได’ มาที่เรา เราและเธอทักทายกันหนำใจแล้วพลางให้เราคิดว่า เธอคงมองตามหลังรถคันที่เรานั่งไปว่าจอดสนิทแน่นิ่งตรงตำแหน่งไหนบนถนนเส้นนั้น 

วัตถุสีดำยาวตัวเขื่องเธอต้องเป็นเพื่อนกับวัตถุตัวกลมสีขาว และวัตถุตัวเล็กสีดำมีตารอบตัวใช่ไหม 

พนมเปญในวันที่เราได้พบเจอช่างเป็นเมือง ‘วัตถุตารอบตัว’ ไม่น้อยทีเดียว

ท่ามกลางการจับตามองขนาดนี้ เราจึงหวังว่าร่องรอยของวันเฉลิมจะอยู่ในบันทึกของวัตถุตารอบตัวเหล่านี้บ้าง.

ขอบคุณรูปภาพจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

 

More from my site