คดีคนอยากเลือกตั้ง UN62 เลื่อนกำหนดวันนัดสืบพยานรอบ 4 หลังสั่งฟ้องตั้งแต่ มิ.ย. 61

13 ก.ค. 63 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ในคดีที่พนักงานอัยการศาลแขวงดุสิต เป็นโจทก์ยื่นฟ้องประชาชนจำนวน 39 คน จากการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 61 ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ

แต่ในวันนี้ อัยการโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดคดี เนื่องจากอัยการไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาคนที่ 40 นางอาอีซะห์ เสาะหมาน ซึ่งเพิ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มาฟ้องได้ตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากต้องเสนอสำนวนไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานศาลแขวง จากนั้นจึงเสนอสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อขออนุญาตฟ้อง ศาลจึงกำหนดวันนัดพร้อมเพื่อสืบพยานใหม่อีกครั้งเป็นวันที่ 9 พ.ย. 63 เวลา 09.00 น.

สำหรับผู้ต้องหาคนล่าสุดอีก 1 รายในคดีนี้ คือ นางอาอีซะห์ เสาะหมาน หรือ กนกวรรน ได้ถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 63 ตามหมายจับของศาลแขวงดุสิต เหตุที่ถูกออกหมายจับเนื่องจาก กนกวรรนไม่ได้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกครั้งที่ 1 ลงวันที่ 28 พ.ค. 61 อย่างไรก็ตาม กนกวรรนชี้แจงว่า เนื่องจากบ้านเดิมใน จ.ขอนแก่น ที่ตำรวจส่งหมายไปนั้นได้ถูกรื้อแล้ว ทำให้ไม่ทราบว่ามีหมายเรียกและไม่ได้รับหมาย ประกอบกับตนได้แต่งงานใหม่และย้ายที่อยู่ รวมถึงเปลี่ยนชื่อใหม่

ทั้งนี้ คดี UN62 มีการเลื่อนตรวจพยานหลักฐานมาแล้ว 3 ครั้ง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยครั้งนี้เป็นการเลื่อนครั้งที่ 4 เหตุที่มีเลื่อนหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากโจทก์นำส่งพยานหลักฐานมาให้ฝ่ายจำเลยดูไม่ครบ รวมทั้งได้ยื่นฟ้องนายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล เป็นจำเลยเพิ่มเข้ามา หลังจากฟ้องผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ไปก่อนหน้าแล้ว 38 ราย

ก่อนหน้านี้ โจทก์จะขอให้อัยการสูงสุดถอนฟ้องข้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 38 คน ในข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว แต่ในนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 63 อัยการยืนยันขอฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาเดิมตามที่ระบุในคำฟ้องทุกประการ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของโจทก์

สำหรับคดีผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง UN62 พนักงานอัยการศาลแขวงดุสิตได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 38 ราย ต่อศาลแขวงดุสิต ใน 5 ข้อหาหลักได้แก่

  1.  ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
  2.  ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 216 ไม่เลิกมั่วสุม เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก
  3. ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
  4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ได้แก่ กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ราชการและสถานศึกษา ตามมาตรา 8 (1)(3), มีการชุมนุมระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุมฯ ตามมาตรา 11, ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ชุมนุม ตามมาตรา 16 (1)(4)(7)(9) และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามมาตรา 19
  5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 108 และ 114 เรื่องการเดินขบวนและวางสิ่งของกีดขวางการจราจร

ในส่วนของนายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาลนั้น อัยการได้ยื่นฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216 และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 8 และ 11 เนื่องจากข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปถูกยกเลิกไปแล้ว และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ได้หมดอายุความ

หมายเหตุ – คดีนี้ศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยตามที่ฝ่ายจำเลยได้ขออนุญาตไว้ได้ จำเลยจึงไม่ต้องเดินทางมาฟังการพิจารณาคดีด้วยตนเอง

คดี UN62 ทั้งในส่วนของแกนนำและผู้ชุมนุมมีเหตุมาจากการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 61 ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ซึ่งผู้ชุมนุมพยายามเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ โดยการชุมนุมทั้งสองวัน ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นโดยตลอด และจบลงที่การจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุม 10 ราย ที่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ และแกนนำที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 5 ราย เข้ามอบตัว นอกจากนี้ ภายหลังเหตุการณ์ ตำรวจยังออกหมายเรียกผู้ชุมนุมอีก 47 ราย โดย 6 ราย ถูกแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับกลุ่มแกนนำ (ย้อนดูเหตุการณ์ ที่นี่)