แมวสีเทา

ฉันเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

เย็นวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ขณะที่ฉันเข้าไปปรึกษาอาจารย์เรื่องงานวิจัย อาจารย์ได้รับอีเมลว่าเจ้าของแอคเคาท์ทวิตเตอร์ “นิรนาม” โดนตำรวจจับกุม เนื่องจากพวกเราทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ต้องหาคดี 112  ฉันจึงขอติดตามอาจารย์ไปด้วย

เราไม่ได้พกสัมภาระติดตัวไปเลย ยกเว้นกระเป๋าใส่สมุดและปากกา ระหว่างทางเราโทรหานายตำรวจผู้หนึ่ง เพื่อสอบถามว่านิรนามถูกสอบสวนเสร็จหรือยัง นายตำรวจคนนั้นถามหาชื่อของนิรนาม ซึ่งเราไม่ทราบชื่อจริงของเขา จึงตอบกลับไปว่าไม่ทราบค่ะ รู้แต่ว่าเป็นคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คำตอบที่ได้คือการโดนด่าว่าไม่รู้จักชื่อแล้วจะรู้ได้ไงว่ามีตัวตนจริงหรือเปล่า แล้วให้เบอร์โทรติดต่อตำรวจอีกคน ตลอดทางฉันโทรเช็คเป็นระยะกับตำรวจคนใหม่ด้วยคำถามเดิม และได้คำตอบเดิมคือยังสอบสวนไม่เสร็จ พวกเราจึงคิดว่าน่าจะไปทัน นิรนามคงโดนสอบสวนถึงดึกๆ

กว่าจะไปถึง สภ.เมืองพัทยา ก็ดึกมากแล้ว อาจารย์ถามนายตำรวจคนหนึ่งเกี่ยวกับคดี เขามีสีหน้าไม่เต็มใจให้ข้อมูล บอกแค่ว่าตำรวจผู้ทำหน้าที่สอบสวนกลับไปแล้ว เราจึงขอเข้าเยี่ยมนิรนามที่ห้องขังบนชั้นสอง ในนั้นมีผู้ต้องหาถูกคุมตัวอยู่หลายคน เจ้าหน้าที่เรียกนิรนามออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เจอ “นิรนาม” แววตาเขาดูวิตกกังวลมาก

เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเวลาเยี่ยมที่โรงพักกำหนด ทั้งๆ ที่อาจารย์กำลังพูดคุยกับนิรนามยังไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ แต่ตำรวจเข้ามาบอกว่าหมดเวลาแล้ว  ฉันขอร้องว่าเพิ่มเวลาอีกนิดนะคะแล้วสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อถ่วงเวลาให้อาจารย์ได้คุยกับนิรนาม ตำรวจท่าทางหัวเสียมาก แต่ยอมผละมา

ก่อนกลับจากสถานีตำรวจ ฉันถามถึงเอกสารเกี่ยวกับคดีจากตำรวจคนเดิม เขาแจ้งว่าตำรวจที่เป็นคนสอบสวนนำกลับไปบ้านด้วย ฉันจึงขอชื่อและเบอร์ติดต่อและรีบโทรทันที แต่ไม่มีใครรับสาย ฉันโทรซ้ำๆ จนอาจารย์บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยโทรไปใหม่ เราทั้งหมดจึงออกไปติดต่อหาห้องพักสำหรับพักผ่อนในคืนนี้ และหาซื้อของใช้ส่วนตัว เนื่องจากเรามาอย่างกะทันหัน แม้แต่เสื้อผ้าหรือแปรงสีฟันก็ไม่มี

เช้าวันต่อมา ฉันและเพื่อนๆ รีบออกจากที่พัก เพื่อไปซื้ออาหารเช้าให้นิรนาม เราซื้อข้าวเปล่า แกงจืด ไส้กรอกค็อกเทล ขนมเค้ก และน้ำขวดใหญ่ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นอาหารที่เขาทานสะดวก จากนั้นรีบเดินไปยังสถานีตำรวจ เราไปถึงตอน 7 โมง ซึ่งไม่ใช่เวลาเยี่ยมผู้ต้องขัง เราขอตำรวจเข้าไปก่อนเวลา เพราะกลัวนิรนามจะหิว เนื่องจากเมื่อคืนทานข้าวไปน้อย

เมื่อนิรนามออกมารับข้าว พวกเราบอกเขาว่าเดี๋ยวจะมาหาใหม่ เพราะยังไม่ได้เวลาเยี่ยม เขาพยักหน้าแล้วรับอาหารไป เราเดินออกมาพร้อมขอบคุณตำรวจที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปส่งข้าวให้น้อง เมื่อกลับมาถึงที่พัก เราจึงรีบเก็บสัมภาระและลงไปทานอาหารเช้า

ขณะที่กำลังทานอาหารก็มีข้อความเด้งขึ้นมาในโทรศัพท์ว่าหมายเลข XXXX สามารถติดต่อได้แล้วในขณะนี้ หมายเลขที่ว่าคือหมายเลขโทรศัพท์ของตำรวจที่ชื่อ “สายใจ” ที่เป็นผู้สอบสวนคดีของนิรนาม ฉันจึงรีบโทรกลับไปทันที แต่กว่าจะมีคนรับก็ต้องโทรถึงสามสาย ฉันถามถึงเอกสารและความเคลื่อนไหวของคดี นายตำรวจตอบด้วยเสียงงัวเงียกลับมาว่า “ผมนอนอยู่ตอนนี้ผมง่วงมากขอนอนก่อนนะครับ” ตอนนั้นเกือบ 8 โมงครึ่งแล้ว ฉันถามต่อว่าแล้ววันนี้คุณพี่จะเข้ามาสถานีตำรวจตอนย้ายผู้ต้องหาไหมคะ คำตอบของตำรวจคือไม่เข้าไปครับ ผมให้ลูกน้องเข้าไปแทน แค่นี้นะครับขอนอนก่อน แล้วตัดสายไป

เวลาเกือบเก้าโมง เรากลับไปที่ห้องขังอีกครั้ง ฉันและเพื่อนๆ พยายามชวนนิรนามคุย เพื่อให้เขาผ่อนคลาย เช่น เราถามนิรนามว่าเมื่อวานมีใครรังแกไหม อยู่ในนั้นได้ใช่ไหม ไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือเปล่า เดี๋ยวเราก็ได้ออกมาคุยกันข้างนอกแล้วเนอะ ข้าวเช้ากินได้ใช่ไหม อิ่มหรือเปล่า เราชวนคุยสัพเพเหระไปเรื่อยๆ นานพอสมควร

สักพักฉันจึงแยกตัวออกไปหน้าห้องขัง แล้วได้พบพ่อแม่ของนิรนามพอดี พ่อเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนิรนามโดนจับกุมให้อาจารย์ฟังว่า เมื่อวานนี้น้องอยู่คอนโดฯ กับแม่สองคนตอนตำรวจเกือบสิบนายเข้ามา ก่อนนำตัวน้องไปสถานีตำรวจ เมื่อมาถึงก็สอบสวนและให้สารภาพ โดยการสอบสวนเสร็จตั้งแต่เวลาประมาณ 5 โมงเย็น  เรานึกถึงเมื่อวานที่ทางตำรวจบอกเราว่านิรนามเพิ่งถูกสอบสวนเสร็จก่อนหน้าเราจะมา คือประมาณสามทุ่ม

จากนั้นฉันกับเพื่อนกลับเข้าไปหานิรนามที่ห้องขัง เราคุยกันได้สักพัก ฉันจึงชวนเพื่อนออกมาเพราะคิดว่านิรนามอาจอยากพักผ่อน  แต่นิรนามกลับพูดว่า “อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนได้ไหม ผมไม่อยากอยู่คนเดียว” เราจึงอยู่เป็นเพื่อนนิรนาม เพราะคิดว่าเขาคงอยากมีเพื่อน  แต่ไม่นานตำรวจก็มาบอกให้เราออกไปก่อน เนื่องจากจะทำการบันทึกประวัติผู้ต้องขัง

เวลาประมาณเก้าโมงกว่า ตำรวจเริ่มเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังขึ้นรถเพื่อพาเดินทางไปศาล ที่ข้อเท้าของผู้ถูกคุมขังทุกคนจะใส่ตรวนและตำรวจพูดกับพวกเขาโดยใช้น้ำเสียงที่แข็งกร้าวคล้ายเพื่อแสดงอำนาจ ป้าที่คอยดูแลเรื่องอาหารใช้คำพูดไม่ค่อยดีนักเช่นกัน ฉันคิดว่าแม้พวกเขาจะเป็นนักโทษหรือผู้ถูกคุมขัง เราก็ไม่ควรปฏิบัติเหมือนเขาไม่ใช่มนุษย์แบบนี้

พวกเราตามไปที่ศาลแล้วรีบเดินไปเยี่ยมนิรนามที่ห้องขังใต้ถุนศาล อันเป็นกรงสี่เหลี่ยมแคบๆ บรรยากาศในนั้นค่อนข้างอึดอัด แต่ก็โปร่งกว่าห้องขังที่สถานีตำรวจ ฉันเห็นนิรนามแยกนั่งอยู่คนเดียวที่มุมห้อง ฉันและเพื่อนจึงขอเยี่ยม การเยี่ยมที่ศาลต่างจากที่สถานีตำรวจ เพราะเราต้องยืนเยี่ยมอยู่ข้างนอก แล้วใช้โทรศัพท์โทรเข้าไปคุยกับผู้ถูกคุมขัง ฉันและเพื่อนๆ คอยโทรคุยกับน้องอยู่เกือบทั้งวัน เพราะเขาจะได้รับรู้ว่ายังมีคนที่รอคอยเขาอยู่ข้างนอก

นอกจากนี้ ฉันและเพื่อนๆ จะคอยผลัดกันไปพูดคุยกับพ่อแม่ของนิรนาม อย่างน้อยท่านอาจคลายเครียดได้บ้าง ท่านทั้งสองน่ารักมาก คุณพ่อเป็นคนพูดน้อยเหมือนนิรนาม แต่คุณแม่พูดเก่งคอยชวนเราคุยเสมอ ฉันยังได้คอยช่วยพ่อเรื่องการเดินเอกสารในคดี เนื่องจากท่านเครียดและกังวลว่าจะประกันตัวนิรนามไม่ได้

ภาพจากเพจ ในนามของความสงบเรียบร้อย

เราอยู่ที่ศาลทั้งวันเพื่อรอประกันตัวนิรนาม ด้วยความหวังที่คิดว่าจะได้ประกันตัว แต่ผลที่ได้ก็คือไม่สามารถประกันตัวได้ ผลที่ออกมาทำให้พ่อและแม่ของนิรนามน้ำตาไหลและหมดแรงลงทันที เพื่อนของฉันจึงพาพ่อแม่ไปพบกับน้องที่ใต้ถุนศาล

ระหว่างนั้นเอง อาจารย์ได้ให้ฉันไปขอคัดคำร้องจากห้องประกัน แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าใช้เวลานานมาก อาจได้พรุ่งนี้เลยก็ได้ เมื่อขอใหม่อีกหลายรอบ เจ้าหน้าที่จึงบอกให้ไปขอที่ผู้ต้องหา ฉันจึงรีบวิ่งไปหานิรนาม นิรนามบอกว่า “ผมไม่มีครับ เมื่อกี้ผมกำลังก้มลงเซ็นเอกสารอยู่ แล้วมีเจ้าหน้าที่มาหยิบไป” ฉันจึงกลับไปแจ้งเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีท่าทีที่สนใจอะไร ฉันจึงแจ้งซ้ำอีกครั้งด้วยความโกรธว่ามีเจ้าหน้าที่หยิบเอกสารไปโดยไม่ได้บอก เจ้าหน้าที่คนเดิมจึงรีบแจ้งว่าเดี๋ยวจะรีบคัดให้รอสักครู่

ขณะที่นั่งรอเจ้าหน้าที่คัดคำร้อง ฉันได้นั่งเล่นทวิตเตอร์ และได้เห็นว่าเกิด #Saveนิรนาม สักพักมีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของฉัน เมื่อเปิดดูพบว่าเป็นนายตำรวจที่ชื่อสายใจซึ่งฉันโทรหาทั้งวันแต่ไม่ได้รับการตอบรับโทรเข้ามา ฉันรู้สึกว่าการโทรกลับของเขาและการเกิดกระแสในทวิตเตอร์เหมาะเจาะกันมาก เมื่อรับสาย คุณตำรวจได้ถามถึงคดีของน้องว่าเป็นอย่างไร พร้อมถามว่าฉันเป็นอะไรกับน้อง ชื่ออะไร เรียนที่ไหน ถามแม้แต่รหัสนักศึกษาของฉัน ฉันจึงถามกลับไปว่าจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปทำอะไร เขาเบี่ยงประเด็นคำถาม ฉันจึงถามเขาถึงเรื่องเอกสารเกี่ยวกับคดีที่หายไปกับเจ้าหน้าที่ เขาตอบแบบวกไปวนมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก และบอกว่า แค่นี้นะครับ ผมมีสายเข้า แล้วตัดสายทิ้งไปเลย

เวลาผ่านไปนานมาก จนศาลปิดทำการ ฉันยังไม่ได้เอกสารจากเจ้าหน้าที่ จนต้องเดินเข้าไปตามอีกรอบ เจ้าหน้าที่จึงไปคัดให้ เมื่อได้รับเอกสาร เราจึงรีบตามไปยังเรือนจำ เพราะนิรนามถูกย้ายไปฝากขังที่เรือนจำในช่วงเย็นของวันนั้น แต่ด้วยความไม่รู้จักเส้นทาง ทำให้เราใช้เวลาเดินทางนานมาก ทำให้ไปถึงไม่ทันที่จะให้พ่อแม่ได้พบนิรนาม

ระหว่างนั้นเอง ฉันทราบว่าได้มีการระดมทุนเพื่อช่วยประกันตัวนิรนามจากแฟนเพจบนเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง ฉันจึงรีบโทรไปแจ้งพ่อแม่ว่ามีคนคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจนิรนามเยอะมาก ท่านดีใจมากจนขอบคุณไม่หยุด แล้วทั้งสองคนแจ้งว่าถ้านิรนามได้ทราบ เขาคงดีใจมากแน่ๆ

หลังจากวันนั้น นิรนามต้องถูกฝากขังในเรือนจำ ฉันและเพื่อนๆ ได้คอยผลัดกันโทรหาพ่อแม่ของนิรนามอยู่เรื่อยๆ เพื่อคอยให้กำลังท่านทั้งสอง ให้อดทนรอการประกันตัวที่จะมีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

 

24 กุมภาพันธ์ 2563 ฉันและเพื่อนๆ เดินทางไปศาลพร้อมพ่อแม่ของนิรนามด้วยความหวังว่าครั้งนี้เราคงจะได้ประกันตัวเขาออกมา เพราะตลอดเวลา 6 วัน 5 คืน พ่อกับแม่ของนิรนามไม่สามารถทานข้าวและนอนพักผ่อนได้ เพราะห่วงลูกชาย

เรามาถึงศาลประมาณ 9 โมง เมื่อทนายมาถึง พ่อจึงได้เข้าไปดำเนินการวางเงินประกันจำนวน 500,000 บาท พี่ทนายเดินทางไปพบนิรนามที่เรือนจำ ฉันจึงขอไปด้วย ก่อนเข้าไปพี่ทนายถามว่าจะฝากอะไรถึงน้องไหม นิรนามเคยฝากพ่อออกมาบอกว่าอยากให้เพื่อนมาเยี่ยม ฉันเลยฝากไปว่าเพื่อนมาเยี่ยมแล้วนะ แต่เข้าไม่ได้

ศาลไม่ให้ประกันตัวอีกครั้ง แต่ทนายได้ดำเนินขั้นตอนต่อไปคือยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ ตอนนั้นพ่อกับแม่มีอาการตาแดง ซึ่งน่าจะมาจากการร้องไห้ เพราะท่านทั้งสองมาด้วยความหวังที่จะได้ประกันตัวลูกชาย ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งปลอบใจคุณพ่อและคุณแม่

ช่วงบ่ายเรากลับไปรอฟังคำสั่งของศาลอุทธรณ์ เกือบ 5 โมงเย็น เจ้าหน้าที่ศาลมาเชิญคุณพ่อเพื่อไปฟังคำสั่งศาล โดยให้คุณพ่อเข้าไปฟังได้แค่คนเดียว ทนายไม่สามารถเข้าได้ เราจึงยืนรอกันที่หน้าห้องประกันหลักทรัพย์ ตอนนั้นฉันยืนจับมือกับคุณแม่ ฉันสัมผัสได้ถึงความเย็นของมือ ท่านตื่นเต้นมากที่จะรอฟังคำตอบจากศาล ว่าจะได้ลูกชายออกมาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้งหรือไม่

ไม่นานคุณพ่อก็เดินออกมา พร้อมกับซับน้ำตาไปด้วย พี่ทนายเดินออกมาบอกว่าเราสามารถประกันตัวน้องได้แล้ว เราทุกคนน้ำตาไหลออกมา เป็นน้ำตาของความดีใจที่ประกันตัวนิรนามออกมาได้

เวลาประมาณทุ่มตรง ฉัน เพื่อนๆ และพ่อแม่ของนิรนามเดินทางไปรับนิรนามที่เรือนจำ พอไปถึงก็พบว่านิรนามได้ออกมารอพวกเราอยู่ก่อนแล้ว แล้วเราเดินทางกลับที่พัก พร้อมภาพครอบครัวที่กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง

คืนนั้นฉันและเพื่อนๆ ต้องพักอยู่กับนิรนาม เนื่องจากดึกมากแล้ว ฉันเล่าเหตุการณ์ข้างนอกให้นิรนามฟังว่ามีคนคอยช่วยเราเยอะมากเลยนะ นิรนามดีใจมาก เพราะเขาไม่คิดว่าจะมีคนรักเขาเยอะมากขนาดนี้และไม่คิดว่าจะมีคนให้ความสำคัญกับเขา ตอนแรกคิดว่าเขาคงจะซึม แต่เปล่าเลย  ใครจะรู้ว่าคนที่ภายนอกดูอ่อนแอกลับเข้มแข็งมาก มากกว่าตัวฉันเองที่บุคลิกภายนอกแม้ดูเข้มแข็ง แต่ความจริงฉันยังมีความกล้าไม่ได้ครึ่งหนึ่งของนิรนามเลย

ฉันอายุยี่สิบเศษ อยู่ในวัยเดียวกันกับนิรนาม หากตัวฉันต้องเจอปัญหาแบบนิรนาม ฉันคงวิตกกังวลมาก และคงไม่สามารถร่าเริงหรือมีรอยยิ้มได้อีก ฉันยอมรับความเข้มแข็งของนิรนามมาก หากเทียบกันแล้วนิรนามต่างจากฉันและใครหลายๆ คนมาก เพราะเขาไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตในโลกกว้าง ส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้อง อ่านหนังสือและใช้เวลาทั้งวันอยู่ในโลกส่วนตัวโดยลำพัง ชีวิตมีเพื่อนเพียงแค่โทรศัพท์และหนังสือเป็นหลัก แต่มันกลับถูกมองว่าเป็นอาวุธที่เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ”

ฉันถามถึงความเป็นมาของแอ็คเคาท์ทวิตเตอร์ที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของนิรนาม นิรนามบอกว่าตอนแรกที่เริ่มใช้ทวิตเตอร์ เขาทวิตเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 หลังจากนั้นทวิตประวัติศาสตร์ที่เขาค้นคว้ามาเรื่อยๆ เมื่อได้รับความสนใจมาก เขาจึงเลือกทำประเด็นนี้  ต่อมาจากเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ กลายเป็นเนื้อหาที่ผู้คนบางกลุ่มมองว่าสิ่งเหล่านั้นคือภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพียงข้อความ 140 ตัวอักษร กลับกลายเป็นบุคคลที่คนบางกลุ่มมองว่า “เลวร้าย”

ฉันถามเขาต่ออีกว่ารู้ไหมว่าถ้าโพสต์แบบนี้แล้วจะโดนจับ นิรนามตอบว่า ผมทราบว่าการนำเสนอเรื่องราวแบบนี้  อาจทำให้ถูกดำเนินคดีเข้าสักวัน แต่ผมคิดว่าเราควรได้เสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นหรือโพสต์อะไรก็ได้ในพื้นที่ส่วนตัวเรา และบางเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ผมโพสต์เพราะหวังว่าผู้ที่เข้ามาอ่าน จะได้รับความรู้ด้านการเมืองและประวัติศาสตร์มากขึ้น และส่วนใหญ่ที่ผมโพสต์ไป ผมค้นคว้ามาจากหนังสือ จากอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกคนหาอ่านได้อยู่แล้ว แค่ผมนำมาเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายขึ้น นิรนามตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามปกติของเขา

หลังจากวันนั้น ฉันและเพื่อนในทีมวิจัย ได้เพื่อนใหม่เข้ามาเพิ่ม เรื่องราวในวันนั้นมันกลับกลายเป็นมิตรภาพระหว่างพวกฉันและนิรนาม แม้ฉันติดต่อกับนิรนามอยู่เรื่อยๆ แต่เขายังคงไม่ค่อยคุยอะไรมาก เนื่องจากนิรนามเป็นคนพูดน้อย ส่วนใหญ่พวกเราจะเป็นคนชวนคุยมากกว่า

ฉันและเพื่อนๆ ไปเยี่ยมนิรนามช่วงใกล้วันที่เขาต้องรายงานตัว และอาจต้องฟังคำสั่งเรื่องการฟ้องคดีต่อศาล ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเราไม่อาจทราบได้ แต่พวกเราอยากไปหานิรนามเพราะคิดว่าในตอนนี้เขาน่าจะต้องการเพื่อนและกำลังใจอย่างมาก

ฉันถามนิรนามว่าเขาจะสู้คดีหรือสารภาพต่อศาล นิรนามมีท่าทางลังเลและแสดงแววตาสีหน้าที่เราไม่สามารถเดาได้ ฉันรู้สึกว่าเขาพยายามแสดงออกให้ดูว่ามันว่างเปล่า แต่เท่าที่ฉันสังเกต คือเขาโกรธ แต่เขาเลือกที่จะไม่แสดงออกมากกว่า ตลอดเวลาที่รู้จักกัน ถึงแม้จะเป็นเวลาที่สั้นมาก แต่ทุกครั้งเขาจัดการความรู้สึกด้วยการเก็บซ่อนมันไว้ บางครั้งฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกกลัวของเขา และสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดไม่ใช่การที่เขาต้องโดนจำกัดอิสรภาพ แต่เขากลัวว่าสังคมจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ผู้คนยังคงไม่มีเสรีภาพทางความคิดเหมือนเช่นเคย

ฉันเดาว่าความรู้สึกของเขาวนเวียนด้วยความกลัว โกรธ ปลง และแสดงมันออกมาด้วยท่าทีที่นิ่งเฉย ก่อนหน้านี้เขาเคยตัดสินใจเลือกจะรับสารภาพ เพราะคิดว่าอย่างไรคำตัดสินออกมาก็อาจแพ้คดีอยู่ดี และต้องการให้เรื่องราวเหล่านี้จบเร็วที่สุด เพื่อที่เขาจะได้กลับมามีอิสรภาพอีกครั้ง แต่พอเขารู้ว่ามีกองเชียร์ที่ให้การสนับสนุนและยังอยู่เคียงข้างจำนวนมาก นิรนามกลับมีกำลังใจ และเริ่มคิดไตร่ตรองเรื่องคดีอีกครั้ง

สักพักในโทรศัพท์ของฉันมีข้อความเด้งขึ้นมา เมื่อเปิดดูพบว่าเป็นคำตอบของนิรนาม ซึ่งคำตอบนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะนิรนามเลือกจะสู้คดี เขาให้เหตุผลว่าการสู้ มันดูมีอะไรมากกว่า อย่างน้อยเราก็ได้สู้ ถึงแม้สุดท้ายแล้ว มันอาจจะแพ้ก็ตาม

เขาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าเขาจะต้องติดคุก จะได้อิสระ หรือว่าจะตาย แต่ทุกอย่างยังคงต้องดำเนินต่อไป ผู้คนยังต้องเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ยากลำบาก สุดท้ายหากเราจะถูกหลงลืม และเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่อยากฝากไว้ คงเป็นเพียงความฝัน ที่ว่าสักวันหนึ่งการพูดหรือพิมพ์ การคิดหรือเขียน จะไม่ใช่อาชญากรรม และไม่ต้องถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากรอีกต่อไป

 

———————————-

อ่านเพิ่มเติมรายงานข่าวกรณีการจับกุมตัว “นิรนาม” https://tlhr2014.com/?p=16073 และข่าวการให้ประกันตัวของศาลอุทธรณ์ https://tlhr2014.com/?p=16120

และอ่านอีกบทบันทึกในคดีนี้เรื่อง “ยิ้มแรกของพ่อกับแม่ในรอบหกวัน: บันทึกเรื่อง “นิรนาม” ก่อนจะได้ประกันตัว” https://tlhr2014.com/?p=16191