15ก.ค.2559 ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่าเมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้มีชายแต่งชุดตำรวจครึ่งท่อนขับรถยนต์มาที่หมู่บ้านและแจ้งกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านว่ามาบ้านของเธอ แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็จอดรถยนต์เอาไว้ แล้วเดินมาที่บ้านของเธอจากนั้นก็ยืนมองเข้ามาในบ้าน โดยที่ไม่มีการกดกริ่ง ไม่มีการเรียกหาเจ้าของบ้าน ทั้งที่มีคนอยู่ และเธอยังทราบจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านอีกว่า ทะเบียนรถด้านหน้าและด้านหลังของรถที่ชายสองคนดังกล่าวนั้นไม่ตรงกัน

ชลธิชาให้สัมภาษณ์ต่อว่าก่อนเหตุการณ์ในวันนี้ วันที่13ก.ค. ที่ผ่านมายังเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้อีก แม่ของชลธิชาทราบจากผู้ใหญ่บ้านภายหลังว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซึ่งแสดงตัวว่าเป็นตำรวจสายสืบมาเข้าพบและแจ้งว่าจะเข้าไปที่บ้านแม่ของชลธิชา แต่เนื่องจากไม่มีใครอยู่ที่บ้านในวันนั้น ทั้งนี้ผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งกับแม่ของชลธิชาว่า ในช่วงรณรงค์ประชามติ จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชลธิชาอย่างต่อเนื่อง และวันที่ 14ก.ค.แม่ของเธอยังเห็นว่ามีรถยนต์มาจอดที่หน้าบ้านโดยไม่มีคนลงจากรถ ไม่ลดกระจก จอดอยู่สักพักจึงขับออกไป จึงกังวลว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และมีจุดประสงค์ใด

ชลธิชายังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการคุกคามต่อเนื่องในระยะนี้แล้วต้นเดือนเมษายน ชลธิชายังได้รับแจ้งจากญาติว่ามีทหารในเครื่องแบบพร้อมรถฮัมวี่ ได้เข้าไปพบผู้ใหญ่บ้านแล้วให้พาเข้าไปที่บ้านหลังเก่าย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งขณะนี้ไม่มีคนพักอาศัยแล้วจากนั้นก็ถ่ายรูปบ้านขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน และพยายามจะเปิด/งัดประตูที่ล็อคกุญแจไว้ สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านจึงต้องขอร้องให้ทหารกลับไปก่อน

ช่วงวันที่ 17-19 มิถุนายน 2559ชลธิชาได้เดินทางไปร่วมงาน walk for rights ที่ต่างจังหวัด เธอได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านว่า มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปพบผู้ใหญ่บ้านของที่บ้านพักแห่งใหม่ซึ่งเป็นบ้านที่ครอบครัวอาศัยอยู่ ย่านลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อสอบถามว่าบ้านของชลธิชาอยู่หลังไหน จากนั้นก็มีรถขับเข้ามาในหมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ โดยแจ้งกับยามหน้าหมู่บ้านว่ามาบ้านเธอ แล้วมาจอดหน้าบ้าน พร้อมกับถ่ายรูปบ้านและแม่ของเธอที่อยู่เพียงลำพังไป โดยไม่มีการแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งนี้ ยามได้บอกกับแม่ของเธอว่า รถคันดังกล่าวได้เข้ามาที่หมู่บ้านและแจ้งว่าจะมาพบเธอหลายครั้งแล้ว แต่ก็จะไม่ลงมาจากรถ แต่จะคอยถ่ายรูปบ้านและคนในครอบครัว และยังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ในวันที่ 27 มิ.ย. และ 2ก.ค.

นอกจากการไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่บ้านแล้ว เจ้าหน้าที่ยังมีการติดต่อหาเธอทางโทรศัพท์อีกหลายครั้งโดยสอบถามตลอดว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร กำลังไปไหน และขอให้ถ่ายรูปส่งให้เขาเพื่อรายงานว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน หรือมีการเรียกพบยามวิกาล เช่น วันที่ 4 กรกฎาคม ชลธิชาได้รับแจ้งจากตำรวจว่าถูกทางเจ้าหน้าที่ทหารสั่งให้มาเจรจาพูดคุยถึงกิจกรรมที่จะจัดในครั้งต่อไป และต้องถ่ายรูปไปรายงานทหารภายในคืนนั้น ทำให้ชลธิชาต้องออกไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวในยามวิกาล แต่เธอได้นำเพื่อนนักกิจกรรมไปเป็นเพื่อนด้วย

ชลธิชาเล่าอีกว่านอกจากการติดตามครอบครัวของเธอแล้ว ตอนต้นเดือนพฤษภาคม ชลธิชาได้รับแจ้งจากครอบครัวของแฟนเธอซึ่งเป็นนักกิจกรรมเหมือนกันว่า มีทหารเข้าไปบริเวณบ้านของแฟนและสอบถามพ่อของเขาว่า คิดยังไงกับรัฐธรรมนูญ จะไปโหวตรับหรือไม่

ทั้งนี้ ชลธิชารู้สึกกังวลถึงความไม่ปลอดภัยและความไม่เป็นส่วนตัว ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคอยติดตามสอดส่องความเคลื่อนไหวตลอด โดยเฉพาะยิ่งใกล้วันประชามติที่จะถึงนี้ และการคุกคามทำให้พ่อและแม่ของเธอตอนนี้เครียดมากเพราะไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องการอะไรไม่มีการแสดงตัว นอกจากนั้นพ่อของเธอที่เป็นทหารยังกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อหน้าที่การงาน อีกทั้งแม่ของเธอมีปัญหาสุขภาพอยู่และอยู่บ้านเพียงลำพังในช่วงเวลากลางวัน