สิ้นสุดการคุมขังกว่าสามปี! ศาลอาญาสั่งปล่อยตัว “ประวิตร – คเชนทร์ – ขจรศักดิ์” คดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 เหตุได้รับนิรโทษกรรม คงเหลือผู้ต้องขังการเมือง 49 คน

30 ก.ย. 2569 เวลา 13.30 น. ศาลอาญานัดไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีของ “บาส” ประวิตร (สงวนนามสกุล) และนัดพร้อมเพื่อสอบถามในคดีของคเชนทร์และขจรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) สามผู้ต้องขังคดีทางการเมืองจากการชุมนุมของมวลชนอิสระหรือทะลุแก๊ซบริเวณแยกดินแดงเมื่อปี 2564 กรณีหลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอให้ยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เนื่องจากคดีเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา

.

ศาลมีคำสั่งให้การลงโทษในคดีสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งสามคน ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นผลให้ในช่วงเย็นของวันนี้ประวิตร และขจรศักดิ์ จะถูกปล่อยตัวที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ส่วนคเชนทร์จะถูกปล่อยตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรม 

สำหรับประวิตร เขาถูกคุมขังทั้งสิ้น 3 ปี 2 เดือน 20 วัน จากโทษจำคุก 6 ปี คิดเป็นระยะเวลาที่ถูกคุมขังมาแล้วเกินกึ่งหนึ่งของโทษ ส่วนคเชนทร์และขจรศักดิ์ถูกขังทั้งสิ้น 3 ปี 1 เดือน 16 วัน ซึ่งคเชนทร์รับโทษมาแล้วเกือบ 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด 10 ปี 6 เดือน และขจรศักดิ์รับโทษมาแล้วมากกว่า 1 ใน 4 ของโทษทั้งหมด 11 ปี 6 เดือน 

.

“บาส” ประวิตร ผู้ต้องขังสิ้นสุดในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงป้อมตำรวจจราจรใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 6 ปี ในข้อหาตามมาตรา 215, 217, 218 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา 

สำหรับประวิตร เขาถูกคุมขังยาวมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2566 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและไม่ได้รับสิทธิประกันตัว เดิมถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะถูกย้ายตัวไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม และถูกย้ายไปเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยาหลังคดีสิ้นสุดลง 

.

ขจรศักดิ์ และ คเชนทร์ ผู้ต้องขังสิ้นสุดในคดีที่ที่ถูกกล่าวหาขว้างปาระเบิดปิงปองใส่อาคาร สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกคเชนทร์ 10 ปี 6 เดือน และจำคุกขจรศักดิ์ 11 ปี 6 เดือน ในข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา 

ทั้งสองคนถูกคุมขังยาวมาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2566 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและไม่ได้รับสิทธิประกันตัว เดิมถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อมาทั้งคเชนทร์และขจรศักดิ์ถูกย้ายตัวไปเรือนจำกลางบางขวาง ก่อนที่ขจรศักดิ์เพียงคนเดียวจะถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันคดีทั้งสองคนสิ้นสุดลงแล้ว หลังตัดสินใจไม่ต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อ 

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศให้มีผลบังคับใช้ในการนิรโทษกรรม สำหรับการชุมนุมหรือแสดงออกอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 คดีของทั้งสามคนเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ดังกล่าว

หลังจากทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวจำเลยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 เฉพาะคดีของประวิตรศาลได้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่เคยยกคำร้อง โดยมีคำสั่งให้นัดพร้อมโจทก์และเบิกตัวจำเลยมาไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในวันที่ 28 ก.ย. 2569 เช่นเดียวกับคดีของคเชนทร์และขจรศักดิ์ ก่อนที่จะเลื่อนนัดมาเป็นวันที่ 30 ก.ย. 2569 เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

.

วันนี้ (30 ก.ย. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 909 ทนายความติดตามนัดในช่วงเช้าที่ศาล ได้รับแจ้งจากห้องควบคุมตัวผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ว่า วันนี้ไม่มีการเบิกตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลอาญา ทนายความจึงแจ้งว่าคดีเป็นเรื่องเร่งด่วน ศาลจึงทำเรื่องเบิกตัวมาทั้งจากเรือนจำกลางบางขวางและเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา 

ตั้งแต่ช่วงบ่าย ครอบครัวของทั้งสามคนเดินทางมายังห้องพิจารณาคดีรวมแล้วเกือบสิบคน พร้อมทั้งประชาชนและองค์กรสิทธิมนุษยชน ได้แก่ Amnesty International Thailand, Thumb Rights และ Freedom Bridge  ต่อมาในเวลา 13.17 น. ประวิตรและขจรศักดิ์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยามายังศาล ส่วนคเชนทร์ได้รับแจ้งจากเรือนจำกลางบางขวางว่ามีเหตุขัดข้องไม่สามารถเบิกตัวมาได้ จึงเบิกตัวผ่านจอภาพแทน

ศาลออกนั่งบัลลังก์ในเวลา 13.59 น. และเรียกคู่ความในคดีนี้ และกล่าวว่าทั้งสองคดี เนื่องจากฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อย ฝ่ายโจทก์ตรวจสอบคำร้องแล้วไม่คัดค้าน เนื่องจากฐานความผิดปรากฏตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. จากนั้นศาลแจ้งต่อว่า เดิมคดีนี้มีนัดเป็นวันที่ 28 ก.ย. 2569 แต่ต่อมาเป็นวันหยุดราชการ จึงนัดใหม่เป็นวันนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 

หลังจากนั้น ในเวลา 14.50 น. ศาลอ่านรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองคดี ระบุคำสั่งว่า พิเคราะห์คำร้องแล้ว เห็นว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีเจตนารมณ์นิรโทษกรรมให้แก่การกระทำต่าง ๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองที่แม้จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง เพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองหรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาล ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือมีวัตถุประสงค์กระทำผิดอาญา ทั้งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ จึงนิรโทษกรรมให้บุคคลที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิดและต้องรับโทษพ้นจากความรับผิดตามกฎหมาย เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสามัคคี ทั้งยังส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย 

โดย พ.ร.บ. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 23 ส.ค. 2569) ส่งผลให้บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งกระทำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุไว้ในท้าย พ.ร.บ. รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญา ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. นี้ ส่วนคดีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษผู้นั้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. นี้ 

คดีของประวิตร ศาลระบุคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก, 217, 218 (4) ซึ่งเป็นความผิดตามที่ระบุไว้ในท้าย พ.ร.บ. โดยจำเลยอยู่ระหว่างการรับโทษ และจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวในการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ 

การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดและพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด โดยไม่ถือว่าจำเลยเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญา ตามมาตรา 7 และอาศัยอำนาจตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จึงมีคำสั่งให้การลงโทษในคดีสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวจำเลยไป

คดีของคเชนทร์และขจรศักดิ์ ศาลระบุคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง, 217, 220 วรรคแรก, 221, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นความผิดตามที่ระบุไว้ในท้าย พ.ร.บ. โดยจำเลยทั้งสองอยู่ระหว่างการรับโทษ และจำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าวในการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ 

การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดและพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด โดยไม่ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญา ตามมาตรา 7 และอาศัยอำนาจตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จึงมีคำสั่งให้การลงโทษในคดีสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งสองไป

ทั้งสองคดีมีผู้พิพากษาลงนามคำสั่งโดย ประธาน ทัศนปริชญานนท์ และ วันชัย เพียรวิทยาพันธุ์

.

หลังศาลอ่านคำสั่ง ศาลกล่าวกับจำเลยทั้งสามคนว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีมูลเหตุจูงใจใด ๆ ให้เรามองไปข้างหน้าและมีชีวิตเป็นของเราเอง ใช้ชีวิตเพื่อคนรอบข้างและครอบครัว ในอนาคตไม่ว่าจะมีสถานการณ์เหตุจูงใจอย่างไรก็ให้คิดถึงคนรอบข้างและตัวเอง

ขณะเดียวกัน ครอบครัวของทั้งสามคนที่มาร่วมรับฟังการพิจารณาคดีในวันนี้ ก็แสดงความยินดีกับทั้งสามคน ขณะที่เจ้าหน้าที่จาก Amnesty International Thailand ก็ได้นำโปสการ์ดจดหมายที่ส่งถึงผู้ต้องขังทางการเมือง มามอบให้แก่ครอบครัวทั้งสามคนและแสดงความยินดี

ขจรศักดิ์และประวิตรซึ่งเพิ่งถูกคุมขังอยู่ด้วยกันที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยาเมื่อต้นปี 2569 เล่าว่าอาหารการกินที่นั่นไม่ค่อยดีเท่าไรนัก อย่างเช่น แกงก็จะไม่ค่อยมีเนื้อ การถูกคุมขังที่นั่นพวกเขาจะใช้การซื้ออาหารในเรือนจำเป็นหลัก ส่วนปัจจุบันที่มีสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ในเรือนจำของพวกเขายังไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว

เกี่ยวกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ประวิตรเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้เขาพอจะทราบข่าวอยู่บ้างจากที่ทนายความเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำ แต่เขาก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาจะได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่ และกฎหมายจะบังคับใช้เมื่อไหร่ 

พวกเขาเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ทั้งคู่ถูกเบิกตัวไปยังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลได้แจ้งว่าวันที่ 28 ก.ย. 2569 (ต่อมาเลื่อนนัดเป็นวันนี้) จะมีออกศาลอาญา เกี่ยวกับการยื่นคำร้องให้ปล่อยตัวตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งคู่รู้สึกดีใจและตื่นเต้นเมื่อได้ทราบข่าวดังกล่าว 

ส่วนด้านคเชนทร์ที่ไม่ได้เบิกตัวมาศาลในวันนี้ ก็มีครอบครัวไปเข้าเยี่ยมในช่วงเช้าของวันนี้ก่อนที่จะมีนัดศาล คเชนทร์ก็รู้สึกดีใจและมีความหวังที่จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน 

ผลจากคำสั่งดังกล่าว เป็นผลให้ทั้งสามคนจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำวันนี้ ประวิตร และขจรศักดิ์ จะถูกปล่อยตัวที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ส่วนคเชนทร์จะถูกปล่อยตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรม 

สำหรับประวิตร เขาถูกคุมขังทั้งสิ้น 3 ปี 2 เดือน 20 วัน จากโทษจำคุก 6 ปี คิดเป็นระยะเวลาที่ถูกคุมขังมาแล้วเกินกึ่งหนึ่งของโทษ 

ส่วนคเชนทร์และขจรศักดิ์ถูกขังทั้งสิ้น 3 ปี 1 เดือน 16 วัน ซึ่งคเชนทร์รับโทษมาแล้วเกือบ 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด 10 ปี 6 เดือน และขจรศักดิ์รับโทษมาแล้วมากกว่า 1 ใน 4 ของโทษทั้งหมด 11 ปี 6 เดือน

กรณีดังกล่าว ทำให้ยอดผู้ต้องขังทางการเมืองลดลงจากเดิม 3 คน คงเหลือผู้ต้องขังการเมือง 49 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คนที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ระบุเป็นข้อยกเว้นไม่ให้มีการนิรโทษกรรม รวมทั้งยังมีคดีตามมาตรา 110 ที่ไม่มีระบุไว้ในข้อกล่าวหาแนบท้าย

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สรุปความคืบหน้า ผู้ต้องขังทางการเมืองที่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม หลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ บังคับใช้ 19 วัน ใครได้ปล่อยตัวแล้ว-ใครยังไม่ได้ปล่อยตัว

อ่านเรื่องราวของคเชนทร์และขจรศักดิ์

“จะเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อออกไปเร็วขึ้น” : ‘ขจรศักดิ์’ ยืนหยัดในปีใหม่รอวันที่จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว

“หวังจะได้เจอครอบครัวไว ๆ”: ‘คเชนทร์’ ปีที่สองในเรือนจำ กับแรงยืนหยัดด้วยความคิดถึง 

X