รสแกงเก่าในชามใหม่: มรดกจากยุคชาตินิยมทหารในกฎหมายเครื่องขยายเสียง

ณัฐวรรธน์ แก้วจู

.

ผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่าในปี 2569 ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่กำหนดว่า การโฆษณาผ่านเครื่องขยายเสียงจะต้องใช้ “ภาษาไทย” เท่านั้น และผู้ที่ต้องการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าเพื่อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ยังต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

กฎหมายดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายที่เพิ่งตราขึ้น หากแต่อยู่ในพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่า 76 ปีก่อน ในห้วงเวลาที่สังคมไทยและสังคมโลกมีสภาพแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง คำถามที่ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านคิดตามคือ เหตุใดกฎหมายที่เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองและสังคมของโลกเมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษก่อน จึงยังคงมีผลในการกำหนดวิธีการและภาษาที่ประชาชนสามารถใช้สื่อสารในพื้นที่สาธารณะได้จนถึงปัจจุบัน และถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดรับกับสภาพการณ์ของสังคม

.

หากย้อนมองการเกิดขึ้นของกฎหมายดังกล่าวจะพบว่า กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากส่วนผสมของแนวคิดและบริบทในขณะนั้น เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกผลักดันในช่วงต้นทศวรรษ 2490 โดยนายเสรี อิศรางกูร ณ อยุธยา นักการเมืองผู้มีความเชื่อว่าไทยจะถูก “กลืนชาติ” โดยชาติมหาอำนาจ[1] และให้นิยามว่าตนเป็น ‘นักชาตินิยมแนชชั่นแนลลิสต์’ อย่างออกหน้า[2] ทั้งยังเป็นยุคสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้ดำเนินนโยบายชาตินิยมมาตั้งแต่สมัยแรกของการขึ้นเป็นผู้นำ[3] ได้ทำการรัฐประหารเข้าสู่อำนาจเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพียงสองปี และโลกกำลังเข้าสู่ช่วงสงครามเย็น

ขณะนั้นในสภาผู้แทนฯ มีการหยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการจัดการและเฝ้าระวังสิ่งที่คอมมิวนิสต์มาตั้งกระทู้ถามและอภิปรายในสภา อาทิ กระทู้ถามเรื่อง แผนการณ์กลืนชาติไทย[4], ภัยคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ[5] หรือเรื่องการป้องกันการจราจลเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์[6] อย่างต่อเนื่อง

ในช่วงต้นทศวรรษ 2490 ได้มีความพยายามผลักดันในการออกกฎหมายเกี่ยวกับควบคุมการใช้เครื่องขยายเสียงในสภา ถึงสามครั้ง โดยสองครั้งแรก เป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติควบคุมการกระจายเสียงโฆษณา พ.ศ. 2491 ในช่วงปี 2491-92 โดยหลวงอรรถพรพิศาล และนายเสรี อิศรางกูร ณ อยุธยา โดยมีการระบุเหตุผลไว้อย่างชัดเจนสองส่วน คือในส่วนของการควบคุมการโฆษณากระจายเสียงดังเกินสมควรจนทำให้เกิดความรำคาญกับประชาชน และในส่วนของการกระจายเสียงในภาษาต่างประเทศ อันอาจเป็นภัยร้ายแรงในขณะนั้น ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่แนวคิดของคอมมิวนิสต์ ดังที่นายเสรีอภิปรายในสภาในปี 2491 ว่า

“สำหรับพระราชบัญญัติฉะบับนี้…ก็ได้มีความมั่นหมายอันมั่นคงไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ภาษาอื่นมาตะโกนโหวก ๆ อย่างนี้ในประเทศไทย เพราะเป็นการที่เกรงว่าจะมีภัยอะไรมาหลายอย่าง เป็นต้นว่าในขณะนี้เราจะเห็นแล้วว่า ข้าง ๆ เราก็ดีและภายในบ้านเราก็ดีกำลังป้องกันลัทธคอมมูนิสต์อย่างเด็ดขาด เราจะรู้อย่างไรว่าในการโฆษณาจะแซกแซงลัทธินี้ไปบ้าง”[7]

แต่ในการเสนอร่างกฎหมายในสองครั้งแรกนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภา ซึ่งนายเสรีได้สรุปเหตุผลไว้สองประการ คือพระราชบัญญัติได้ถูกแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ โดยการตัดการห้ามใช้ภาษาต่างด้าวออก แต่ให้โฆษณาได้โดยส่งคำแปลเป็นภาษาไทยให้เจ้าพนักงานพิจารณาก่อน และครั้งที่สอง มีการแก้ไขโทษของผู้ใช้ภาษาต่างด้าวโฆษณา เป็นจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งสภาเห็นว่าหนักเกินไป ทำให้กฎหมายยังไม่ผ่าน

จากนั้นในช่วงกลางปี 2492 จึงได้มีความพยายามเสนอกฎหมายร่างพระราชบัญญัติโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงใหม่อีกครั้ง  โดยในการประชุมสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2492 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2492 ซึ่งเป็นนัดพิจารณารับหลักการร่างกฎหมาย นายเสรีแถลงต่อสภาว่า “ข้าพเจ้าได้พระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยได้เขียนขึ้นให้เป็นการสอดคล้องกับมติของสภา โดยให้มีการห้ามมิให้โฆษณาภาษาต่างด้าวด้วย” รวมทั้งแก้บทลงโทษในเรื่องนี้ให้เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 500 บาท

นายเสรีกล่าวต่อไปอีกว่า “โดยเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเอกราชอยู่…ในการที่ให้ชาวต่างประเทศมาส่งเสียงโหวก ๆ ตามถนนหนทางต่าง ๆ ใช้เครื่องขยายเสียงโดยก่อความไม่สงบ หรือเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์อะไรเป็นคำอัดแปลอย่างนี้” และ “อยากจะให้สมาชิกที่รู้สึกว่ากฎหมายฉบับนี้มันสมควรหรือยัง ถึงเวลาหรือยังและเราจะเห็นว่าเราเป็นไทยแท้ เป็นเอกราชที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องยี่หระ”[8]

ในช่วงเวลาดังกล่าว นายสาคร กลิ่นผกา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา ก็ได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และจำเป็นต้องควบคุมการใช้เครื่องกระจายเสียงที่ใช้ภาษาต่างประเทศ กลัวจะเป็นภัยเพราะคนไทยส่วนมากไม่ได้รู้ภาษาต่างประเทศ ถ้าเขา (ซึ่งในที่นี้หมายถึงชาวต่างชาติ) จะทำอันตรายกับประเทศ เขาก็ย่อมใช้ภาษาของเขา “ควรให้ไทยเป็นไทย อย่าให้ไทยเป็นทาส” คือถ้อยคำที่นายสาครใช้เพื่อสนับสนุนร่างฯ

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้คัดค้านเหตุผลในลักษณะดังกล่าว อาทิ นายคล้าย ละอองมณี สส.จากจังหวัดสงขลา โดยเห็นว่า “เจตนาอะไรคนที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยแล้วไปห้ามเขา สมมติว่าท่านหรือข้าพเจ้าไปอยู่ต่างประเทศอื่น ๆ เขาบอกว่าอย่าพูดดัง ๆ และให้พูดภาษาของเขาแล้วท่านจะรู้สึกอย่างไร ท่านอย่าไปกลัวเรื่องคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เขาไม่โง่พอที่จะเอาเครื่องขยายเสียงมาพูด ถ้าเขาใช้เครื่องขยายเสียงได้เมื่อไร ท่านอย่ากลัว ท่านทำอะไรเขาไม่ได้ อย่าว่าแต่ภาษาต่างประเทศเลย ภาษาอะไรก็ได้เมื่อเขามีอำนาจ”

ในการประชุมดังกล่าว จบลงด้วยการที่ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2492[9] ตามที่นายเสรีได้เสนอ และต่อมาแม้มีการอภิปรายถึงปัญหาของการกำหนดห้ามการโฆษณาในภาษาอื่น ๆ ในการพิจารณากฎหมายชั้นต่อมา แต่กฎหมายก็ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในช่วงต้นปี 2493 ในที่สุด

.

.

บริบทของทั้งสังคมไทยและสังคมโลกในห้วงเวลาดังกล่าว การสร้างชาติ (Nation) อันเป็นแนวคิดรัฐสมัยใหม่หลังสงครามโลก ได้กลายเป็นพื้นฐานการดำเนินนโยบายของรัฐที่ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคม และถูกใช้ป้องกัน “ภัยคอมมิวนิสต์” สำหรับ “ความเป็นชาติไทย” ก็ถูกสร้างขึ้นโดยมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายให้คนในชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งในแง่ของสังคม การเมือง และวัฒนธรรม อันเป็นส่วนหนึ่งของการรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) ทำให้สิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนและเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการติดต่อสื่อสารของมนุษย์อย่าง “ภาษา” จึงถูกใช้เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของรัฐสำหรับการสร้างชาติ และถูกทำให้เป็นไม้บรรทัดในการวัดความเป็นไทย

ภาษาไทยถูกยกระดับให้เป็นภาษากลางของชาติ ขณะที่ภาษาอื่น ๆ ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนานกลับถูกผลักให้กลายเป็นสิ่งที่อยู่ชายขอบของนโยบายรัฐ การพูดภาษาอื่นใดที่ไม่ใช่ภาษาไทยได้ถูกผลักออกจากความเป็นไทย ทำให้เป็นอื่น และกลายเป็นสิ่งที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ในมุมมองของรัฐ เพราะถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเอกภาพของชาติ

จากการมุ่งสร้างความเป็นชาติด้วยวัตถุดิบอย่างภาษา เมื่อผสมเข้ากับแนวคิดชาตินิยม และบริบทขณะนั้น สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนผสมที่รัฐใส่เข้ามาให้เกิดเป็นมาตรา 4 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติควบควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ขึ้น ซึ่งกำหนดว่า “การโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนจึงจะดำเนินการได้”[10] และ “การโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงจะต้องโฆษณาเป็นภาษาไทย”[11]

ความดังกล่าวได้สะท้อนรส (ความเป็น) ชาติที่เข้มข้นและทำให้เข้าใจได้ว่าถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการกำกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่สาธารณะ และควบคุมการส่งต่อข้อมูลที่รัฐไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น เพราะรัฐตระหนักดีว่าการโฆษณานั้นคือการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน[12] คนหมู่มาก ยิ่งถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องขยายเสียง (Amplifier) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ขยายเสียงต้นกำเนิดให้มีขนาดสูงและดังขึ้น ก็ยิ่งสร้างการรับรู้และส่งต่อถึงผู้คนได้ในปริมาณมาก

แม้หลักการและเหตุผลของกฎหมายจะปรากฏว่า “ต้องมีการควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง เพราะการกระทำดังกล่าวที่ดังเกินสมควรจะสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เกิดกับประชาชนทั่วไป จึงสมควรตรากฎหมายขึ้นเพื่อควบคุมให้การใช้เครื่องขยายเสียงเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและให้ใช้ภาษาไทยในการโฆษณา”[13] แต่รัฐกลับเลือกที่จะไม่บังคับใช้กับการกระทำบางอย่าง อาทิ การโฆษณาคำสอนในทางศาสนา การโฆษณาของหน่วยงานรัฐ การโฆษณากิจการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งโฆษณาด้วยตนเองเป็นภาษาไทย[14] เป็นต้น ซึ่งโดยมากเป็นกิจกรรมที่กระทำโดยรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ

หากปัญหาที่กฎหมายต้องการจัดการคือความดังของเสียง คำถามที่น่าสนใจคือเหตุใดกิจกรรมบางประเภทจึงได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้ ทั้งที่สามารถก่อให้เกิดเสียงดังได้ไม่แตกต่างกันนัก การเลือกยกเว้นกิจกรรมของรัฐ กิจกรรมทางศาสนา หรือกิจกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางลักษณะ จึงชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้อาจมิได้มุ่งจัดการเพียงปัญหามลภาวะทางเสียงเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการกำกับผู้ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและการสื่อสารต่อสาธารณชนได้อย่างชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย

และแม้ว่ากฎหมายจะมีข้อความในมาตรา 7 วรรคสองว่า “ภาษาไทย” ให้หมายความรวมถึง “ภาษาพื้นเมืองบางแห่งในประเทศไทย” ด้วย แต่สิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่รัฐและไม่มีกำหนดนิยามที่ชัดเจนแน่นอน ทำให้เห็นได้ว่ารัฐคือผู้ที่ตรากฎหมายขึ้นเพื่อให้อำนาจตนในการควบคุมภาษาที่ผู้คนจะเลือกใช้ในการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียงได้

การควบคุมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่มุ่งบังคับกับประชาชนเป็นสำคัญเพื่อป้องกันการเผยแพร่และส่งต่อแนวคิดทางการเมืองในหมู่ประชาชนทั่วไปในขณะนั้นด้วยภาษาที่รัฐไม่เข้าใจและมองเป็นอื่น ซึ่งรัฐหวาดระแวงว่าจะเป็นการชี้นำ ชักจูงให้ประชาชนคนอื่น ๆ เข้าร่วมกับแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างออกไป สิ่งสำคัญคือช่วยให้รัฐสามารถ “ควบคุมการส่งต่อข้อมูล” ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะได้ง่ายยิ่งขึ้น

การเกิดขึ้นของมาตรา 4 และ มาตรา 7 จึงไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดว่าภาษาใดบ้างที่รัฐจะอนุญาตให้ประชาชนใช้ในการโฆษณาได้โดยคนของรัฐเอง แต่คือสิ่งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือใน “การกำกับการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ” ทั้งยังเป็นการจัดลำดับอำนาจของผู้อยู่ใต้การปกครองว่าใครมีความแนบชิดอิงใกล้ความเป็นไทยซึ่งรัฐจะโอบรับเข้าสู่ความเป็นคนในชาติอีกด้วย

.

ผู้เขียนมองว่าพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ไม่ต่างจาก “แกงรสเก่าในชามใหม่” เท่าไหร่นัก เพราะผ่านไปกว่า 7 ทศวรรษ นับแต่พระราชบัญญัตินี้ถูกประกาศใช้ ไม่ปรากฏการแก้ไขในส่วนของเนื้อหาแต่อย่างใด มีเพียงการประกาศพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายท้องที่ที่จะบังคับใช้เท่านั้น ซึ่งเกิดในตลอดช่วงทศวรรษ 2490 และเป็นการประกาศที่สะท้อนให้เห็นความหวั่นระแวงคอมมิวนิสต์ที่เพิ่มขึ้น

จากเดิมกฎหมายที่ผ่านสภาฉบับแรกสุดได้บังคับใช้เฉพาะในท้องที่พระนครและธนบุรี อันเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับศูนย์กลางทางอำนาจและการปกครองเท่านั้น เมื่อความหวั่นระแวงว่ารส (ความเป็น) ชาติ จะจืดจางและไม่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ตามที่รัฐคาดหวัง กฎหมายนี้จึงถูกปรุงเพิ่มด้วยการขยายพื้นที่การบังคับใช้ กระทั่งครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร ในปี พ.ศ. 2499 โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน[15]

ในช่วงปี 2565 กรมการปกครองเคยมีความพยายามริเริ่มแก้ไขโดยได้จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 แต่ความพยายามดังกล่าวก็หยุดชะงักลงในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหลักการของร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งเกิดขึ้นช่วงวันที่ 18 ตุลาคม – 18 พฤศจิกายน 2565 และมีการเผยแพร่สรุปผลการรับฟังเมื่อปลายปี 2567 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวอีก[16]

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ บริบททางสังคมและการเมืองในวันที่กฎหมายฉบับนี้ถือกำเนิดขึ้นแตกต่างจากบริบทของสังคมในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง และไม่เพียงแต่สังคมไทยเท่านั้น แต่สังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างเด่นชัด ผู้คนติดต่อสื่อสาร ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองด้วยภาษาที่หลากหลาย และมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป ในเมื่อชีวิตประจำวันของผู้คนเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งทางภาษาและรูปแบบการสื่อสาร ผู้เขียนจึงตั้งคำถามว่าด้วยเหตุใดกฎหมายที่ตราขึ้นเมื่อกว่า 76 ปีก่อน จึงยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดภาษาในการสื่อสารผ่านเครื่องขยายเสียงในพื้นที่สาธารณะของประชาชน ทั้งที่สภาพสังคมและเทคโนโลยีการสื่อสารได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ในอีกด้านหนึ่ง แนวโน้มของกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเสียงในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยมักมุ่งเน้นการควบคุม “ผลกระทบของเสียง” มากกว่าการควบคุม “ภาษา” ที่จะใช้สื่อสาร โดยกำหนดมาตรการเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สามารถใช้เสียงได้ ระดับความดังสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ หรือเงื่อนไขการใช้พื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงดังเกินสมควรจนกลายเป็นการรบกวนบุคคลอื่นหรือก่อมลภาวะทางเสียงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่น ในญี่ปุ่น[17]  สวิตเซอร์แลนด์[18] หรือบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา[19] แม้อาจมีการกำหนดให้ต้องขออนุญาตในบางกรณี แต่โดยทั่วไปกฎหมายมิได้กำหนดให้ประชาชนต้องขออนุญาตทุกครั้งก่อนใช้เครื่องขยายเสียง และมิได้กำหนดว่าการสื่อสารผ่านเครื่องขยายเสียงจะต้องใช้ได้เพียงภาษาใดภาษาหนึ่งเท่านั้น

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของแนวคิดทางกฎหมายในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน โดยรัฐสามารถจำกัดการใช้เสรีภาพดังกล่าวได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้อื่นหรือประโยชน์สาธารณะ และต้องเป็นมาตรการที่ได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ที่กฎหมายต้องการบรรลุเท่านั้น เพราะเสรีภาพในการแสดงออก เป็นคุณค่าพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งในแนวคิดของประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่าเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งที่ทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้[20]

จริงอยู่ที่ในระบบกฎหมายไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้เสียงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535, พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535, พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ตลอดจนกฎหมายลำดับรองอีกจำนวนมาก[21] ซึ่งต่างกำหนดมาตรฐานระดับเสียงที่สามารถใช้ได้และมาตรการควบคุมมลพิษหรือเหตุรำคาญทางเสียงไว้อย่างเป็นระบบ และแม้ว่ารัฐอาจตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนได้ แต่ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจำกัดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ โดยเฉพาะหลักตามมาตรา 26[22] ที่กำหนดว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพจะต้องไม่กระทบสาระสำคัญแห่งสิทธิ และต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันและการสื่อสารของประชาชนโดยตรง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “การห้ามใช้ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาไทย” และ “การกำหนดให้ประชาชนต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนทุกครั้งที่จะใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อการโฆษณา” นั้น ยังคงเป็นมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วนหรือไม่ ในเมื่อปัจจุบันมีกฎหมายจำนวนมากที่สามารถควบคุมผลกระทบจากเสียงได้โดยตรง ผ่านการกำหนดระดับความดังของเสียง ช่วงเวลาการใช้งาน หรือมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม โดยมิได้กำหนดให้ประชาชนต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อนใช้เสียง และมิได้กำหนดว่าประชาชนจะต้องสื่อสารด้วยภาษาใดภาษาเดียวเท่านั้น และกฎหมายฉบับนี้ส่งผลต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออก และการสื่อสารมากน้อยเพียงใด ในเมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ และการสื่อสารโดยวิธีอื่นไว้อย่างชัดเจน[23]

ในโลกที่การสื่อสารสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร้พรมแดน ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม และเสรีภาพในการแสดงออกได้รับการยอมรับในฐานะคุณค่าพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย แต่กฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่รัฐก่อนทุกครั้งที่จะโฆษณาผ่านเครื่องขยายเสียง และกำหนดให้ใช้ได้เพียงภาษาไทยเท่านั้น ยังคงดำรงอยู่โดยไม่ถูกปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ในเมื่อรัฐมีมาตรการอื่นที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันได้ แต่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยกว่า เหตุใดรัฐจึงยังคงเลือกใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่าและจำกัดเสรีภาพมากกว่าอยู่ต่อไป

.

แบบฟอร์มการแจ้งการชุมนุมสาธารณะของตำรวจ กำหนดให้ระบุลักษณะการใช้เครื่องขยายเสียงไว้แล้ว แต่ผู้จัดชุมนุมมีภาระต้องไปแจ้งใช้เครื่องขยายเสียงต่อหน่วยงานอื่นอีก

.

เนื้อหาที่กำหนดภาษาและเงื่อนไขที่กำหนดขั้นตอนในการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงตามพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ไม่เพียงสร้างความยุ่งยาก ซับซ้อน และเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควรเท่านั้น แต่เมื่อมองในบริบททางการเมืองในปัจจุบันของไทย กฎหมายฉบับนี้ยังถูกนำมาใช้ในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะต่าง ๆ  

หลังจากมีการออกพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่กำหนดให้มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อเจ้าพนักงานก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ในแบบฟอร์มการแจ้งการชุมนุมเอง ก็ได้กำหนดให้ระบุถึงการใช้เครื่องขยายเสียงไว้ด้วยแล้ว (ทั้งระบุขนาดกำลังไฟฟ้า, จำนวนเครื่องขยายเสียงและลำโพง) แต่ผู้จัดการชุมนุมในหลายกรณีกลับพบว่ายังมีภาระซ้ำซ้อนต้องไปแจ้งขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงต่อหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สำนักงานเขต (ในกรุงเทพฯ) สำนักงานเทศบาลหรือ อบต. (ในต่างจังหวัด) อีกด้วย

พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง จากรายงานการดำเนินคดีชุมนุมทางการเมืองของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2563 ถึงต้นปี 2569 พบว่ามีประชาชนถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 จำนวนอย่างน้อย 456 คน ใน 257 คดี โดยข้อกล่าวหาการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด มักถูกใข้พ่วงกับข้อหาอื่น ๆ จากการชุมนุม

ในทางปฏิบัติ ลักษณะของการชุมนุมทางการเมืองจำนวนมากที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการชุมนุมแบบฉับพลันหรือการนัดหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (flash mob) มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีโครงสร้างผู้จัดการชุมนุมที่ชัดเจน ส่งผลให้การดำเนินการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงล่วงหน้าตามขั้นตอนของกฎหมายแทบเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้อย่างยากยิ่ง เมื่อมีการดำเนินคดี ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ซึ่งบางรายไม่ได้มีต้นทุนทางเวลามากมายนักจึงเลือกยุติคดีด้วยการเปรียบเทียบปรับตามมาตรา 9[24] เพื่อหลีกเลี่ยงภาระด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความยุ่งยากจากการต่อสู้คดี แม้อัตราเปรียบเทียบปรับจะเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการดังกล่าวได้กลายเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง

ที่น่าสังเกตคือ การบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักปรากฏควบคู่ไปกับการชุมนุมหรือกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มที่มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐอยู่บ่อยครั้ง จนก่อให้เกิดคำถามว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเท่าเทียมกับการชุมนุมหรือกิจกรรมสาธารณะประเภทอื่นหรือไม่ และกฎหมายที่ถูกตราขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2493 กำลังถูกใช้เพื่อควบคุมปัญหามลภาวะทางเสียงตามวัตถุประสงค์เดิม หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือกำกับการใช้พื้นที่สาธารณะและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนในทางอ้อมมากกว่ากันแน่

.

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77[25] กำหนดหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงมีกลไกทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของสังคม เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นภาระหรืออุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หลักการดังกล่าวไม่ใช่หลักการที่มีขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีขึ้นเพื่อให้กฎหมายสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับคุณค่าพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอด้วย

ในโลกที่การสื่อสารเกิดขึ้นได้อย่างไร้พรมแดน ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ การโฆษณาหรือการสื่อสารที่ส่งเสียงดังย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประกาศผ่านลำโพงตามภาพจำของสังคมเมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษก่อนอีกต่อไป ขณะเดียวกัน พื้นที่สาธารณะก็ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมักหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัยเครื่องขยายเสียงเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 จึงมิได้เป็นเพียงกฎหมายที่สะท้อนแนวคิดชาตินิยมในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกฎหมายที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม

บริบทของสังคมไทยในวันนี้ไม่ใช่บริบทเดียวกับเมื่อทศวรรษ 2490 อีกต่อไป การปล่อยให้กฎหมายที่เกิดขึ้นในบริบทแห่งความหวั่นระแวงทางการเมือง การรวมศูนย์อำนาจของรัฐ และแนวคิดชาตินิยมในอดีตดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากการแก้ไขและยังคงถูกนำมาใช้ในบริบทปัจจุบัน จึงไม่ต่างจากการอุ่นแกงแช่แข็งที่ปรุงขึ้นเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อนมาเสิร์ฟในชามใบใหม่ แม้สังคมที่เป็นภาชนะรองรับของกฎหมายจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่รสชาติเดิมยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง และบางทีสังคมไทยจะต้องกลับมาตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า รสชาตินี้ยังเหมาะสมกับผู้คนในปัจจุบันอยู่หรือไม่

.


.

[1] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ครั้งที่ 9/2491, สมัยสามัญ สมัยที่สอง, 2491: 79-80. นายเสรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ให้นิยามว่าตนเป็น “นักชาตินิยมแนชชั่นนัลลิสต์” อย่างออกหน้า ในการอภิปรายครั้งดังกล่าว

[2] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ครั้งที่ 9/2491, สมัยสามัญ สมัยที่สอง, 2491: 79-80

[3] กายแดง [นามแฝง], “14 กรกฎาคมวันเกิดจอมพลปอ : 14 นโยบายชาตินิยมนำไทยสู่อารยะ,” thaiarya.org, 14 กรกฎาคม 2567, https://thaiarya.org/marshal-p-nationalism/.

[4] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ครั้งที่ 9/2491, สมัยสามัญ สมัยที่สอง, 2491: 773.

[5] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ชุดที่ 1 ครั้งที่ 8/2491, สมัยวิสามัญ, 2491: 630-634.

[6] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ชุดที่ 1 ครั้งที่ 11/2492, สมัยวิสามัญ, 2492: 1218-1224.

[7] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ครั้งที่ 24/2491, สมัยสามัญ, วันที่ 2 กันยายน 2491, หน้า 2310

[8] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร, ชุดที่ 1 ครั้งที่ 17/2492, สมัยสามัญ, 2492: 1407-1409.

[9] เรื่องเดียวกัน, 1408-1409. ซึ่งต่อมาร่างพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2492 ถูกนำมาพิจารณาร่วมกับร่างซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา  ในการประชุมสภาผู้แทน ครั้งที่ 6/2493 (วิสามัญ) เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2493 โดยสภามีมติรับร่าง และร่างดังกล่าวถูกประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 67 ตอนที่ 8 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493

[10] พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 4 วรรคแรก ผู้ที่จะทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า จะต้องขอรับออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงทำการโฆษณาได้

วรรคสอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับอนุญาต และให้มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขลงในใบอนุญาตว่าด้วยเวลา สถานที่ และเครื่องอุปกรณ์ขยายเสียงและผู้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดนั้น

[11] พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 7 วรรคแรก การโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงจะต้องโฆษณาเป็นภาษาไทย

วรรคสอง คำว่า “ภาษาไทย” นั้น ให้หมายความรวมถึงภาษาพื้นเมืองบางแห่งในประเทศไทยด้วย

[12] พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2554, อ้างคำว่า “โฆษณา”, สืบค้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569, https://dictionary.orst.go.th/.

[13] รายงานการประชุมวุฒิสภา, ชุดที่ 1 ครั้งที่ 3/2492, สมัยวิสามัญ, 2492: 79-80.

[14] พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 มาตรา 8
พระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การโฆษณา

  1. คำสอนในทางศาสนา
  2. ของหน่วยงานราชการของรัฐ
  3. หาเสียงเพื่อประโยชน์แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งโฆษณาเป็นภาษาไทย
  4. กิจการของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทน สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งโฆษณาด้วยตนเองเป็นภาษาไทย
  5. กิจการเกี่ยวกับการมหรสพ เฉพาะในโรงมหรสพ และในระหว่างที่แสดงมหรสพ
  6. กิจการของนิติบุคคลอันมีวัตถุประสงค์เพื่อการอันเป็นสาธารณะกุศล ซึ่งนิติบุคคลนั้นโฆษณาเป็นภาษาไทย

[15] พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499  ทั้งนี้การขยายท้องที่การบังคับใช้เกิดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ผ่านการออกเป็น พ.ร.ฎ. ในแต่ละครั้ง ได้แก่ ปี 2494 เพิ่มจังหวัดที่มีผลบังคับใช้ 34 จังหวัด, ปี 2496 เพิ่มจังหวัดที่มีผลบังคับใช้อีก 35 จังหวัด และปี 2499 บัญญัติให้มีผลบังคับใช้ทุกท้องที่ในราชอาณาจักร

[16] ระบบกลางทางกฎหมาย, “โครงการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493”, สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน, 2569, https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTA4N0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=.

[17] Ministry of the Environment Government of Japan, “Environmental quality standards for noise,” Environment Agency Notification No.64, September 30, 1998, accessed April 27, 2026, https://www.env.go.jp/en/air/noise/noise.html.

[18] Homegate.ch, “Night-time noise restrictions in Switzerland,” July 24, 2025, accessed April 27, 2026, www.homegate.ch/c/en/advisor/renting/tenancy-law/night-time-noise-restrictions-in-switzerland-whats-allowed-and-whats-not.

[19] NYC Environmental Protection, “Noise Code,” accessed April 27, 2026, www.nyc.gov/site/dep/environment/noise-code.page.

[20] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เป็นหนึ่งในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคี ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกไว้ในข้อบท 19 วรรคสองว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภทโดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการตีพิมพ์ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก”

[21] กฎหมายเกี่ยวกับมลพิษทางเสียง, สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน, 2569, https://www.geonoise.co.th/th/noise-101/thai-noise-law.

[22] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, มาตรา 26, ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 134 ตอนที่ 40 ก (6 เมษายน 256): 8.

[23] เรื่องเดียวกัน, มาตรา 34: 9.

[24] พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 9 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 4 มาตรา 5 หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานที่สั่งตามความในมาตรา 6 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ด้วย

[25] เรื่องเดียวกัน, มาตรา 77: 20.

.

X