เมื่อเดือน มี.ค. 2569 คลินิกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้จัดส่ง หนังสือเพื่อนศาล (amicus curiae) ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสนับสนุนสิทธิในการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมสำนึกของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
สำหรับเนติวิทย์ เขามีเจตจำนงแน่วแน่ที่ไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารมาเป็นเวลากว่า 11 ปี เนื่องจากเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตน ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ภายใต้หลักการไม่คร่าชีวิตและไม่เบียดเบียนผู้อื่น เขาเห็นว่า การเข้ารับราชการทหาร แม้เพียงทำการจับอาวุธโดยยังไม่ถึงขั้นใช้ความรุนแรง ก็ยังถือว่าขัดต่อความเชื่ออย่างรุนแรง และเป็นหลักการที่ไม่อาจประนีประนอมได้ โดยเขายืนยันว่าพร้อมจะรับโทษจำคุก แทนการเข้ารับการเกณฑ์ทหาร และหากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดสามปี
หนังสือเพื่อนศาลฉบับดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลทางกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศแก่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อเสนอ ดังนี้
- การบังคับเกณฑ์ทหารโดยไม่เปิดให้มีการอ้างมโนธรรม ขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
- แม้พิจารณาภายใต้มาตรฐานที่ผ่อนปรนกว่า ตามแนววินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป การบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารของไทยก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์การจำกัดสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย
- รัฐอื่น ๆ ที่ยังคงมีการเกณฑ์ทหาร ได้จัดให้มีทางเลือกเป็นการปฏิบัติงานบริการสาธารณะในรูปแบบงานพลเรือน เพื่อรองรับผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรมอย่างไรบ้าง
.
การบังคับเกณฑ์ทหารโดยไม่เปิดให้มีการอ้างมโนธรรม ขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
ในหนังสือเพื่อนศาล คลินิกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของ SOAS เสนอว่า การดำเนินคดีต่อเนติวิทย์ในข้อหาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร มีประเด็นเกี่ยวข้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยโดยตรง โดยเฉพาะภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี
หนังสือเพื่อนศาลระบุว่า ข้อ 18 ของ ICCPR รับรองเสรีภาพด้านความคิด มโนธรรม และศาสนา ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสิทธิในการมีความเชื่อเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิในการปฏิบัติตามความเชื่อนั้นด้วย ในบริบทนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ตีความมาอย่างต่อเนื่องว่า การปฏิเสธการรับราชการทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้สิทธิดังกล่าว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลไม่ควรถูกบังคับให้กระทำการที่ขัดต่อความเชื่อพื้นฐานของตน โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อนั้นมีลักษณะลึกซึ้งและจริงใจ เช่น ความเชื่อทางศาสนาหรือศีลธรรม อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยในปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้มีการคัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
SOAS ให้เหตุผลว่าลักษณะของการคัดค้านของเนติวิทย์เข้าเกณฑ์ของการคัดค้านโดยอ้างมโนธรรม ตามมาตรฐานสากล กล่าวคือ เป็นความเชื่อที่มีลักษณะลึกซึ้ง จริงใจ และสม่ำเสมอมาเป็นระยะเวลานาน
เนติวิทย์ได้แสดงจุดยืนไม่เข้ารับราชการทหารมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 11 ปี และให้เหตุผลที่เชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาและศีลธรรม โดยเฉพาะหลักการไม่คร่าชีวิตและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในพุทธศาสนา นอกจากนี้ ความเชื่อของเขาไม่ใช่เพียงความเห็นทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นมโนธรรมสำนึกที่มีลักษณะเป็นหลักการพื้นฐานของชีวิต และด้วยเหตุนี้ การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารของเขาจึงควรได้รับการคุ้มครองในฐานะการใช้สิทธิภายใต้ข้อ 18 ของ ICCPR
SOAS จึงเห็นว่า ภายใต้บริบทของประเทศไทยที่ยังไม่รับรองสิทธิในการคัดค้านการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรม และยังไม่มีมาตรการรองรับ เช่น ทางเลือกในการรับราชการรูปแบบอื่น การลงโทษบุคคลที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารจากความเชื่อดังกล่าว ย่อมเข้าข่ายเป็นการละเมิดข้อ 18 ของ ICCPR
.
แม้พิจารณาภายใต้มาตรฐานที่ผ่อนปรนกว่า ตามแนววินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป การบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารของไทยก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์การจำกัดสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย
ในอีกประเด็นหนึ่ง หนังสือเพื่อนศาลชี้ให้เห็นถึงแนววินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับรองสิทธิในการคัดค้านการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรม แม้อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนจะมิได้บัญญัติสิทธินี้ไว้อย่างชัดแจ้ง แต่ศาลได้ตีความให้สิทธิดังกล่าวอยู่ภายใต้เสรีภาพด้านความคิด มโนธรรม และศาสนา ตามข้อ 9 ของอนุสัญญา
หลักการนี้ได้รับการยืนยันในคดีสำคัญ เช่น Bayatyan v. Armenia (2011), Savda v. Turkey (2012) และ Erçep v. Turkey (2011) โดยศาลเห็นว่าการลงโทษบุคคลที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรม โดยไม่มีมาตรการรองรับ เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน
แม้ศาลยุโรปจะยอมรับว่ารัฐอาจจำกัดสิทธินี้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เข้มงวด คือมีกฎหมายรองรับ มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นมาตรการที่จำเป็นในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึงการพิจารณาความได้สัดส่วน โดยในทางปฏิบัติ ศาลให้ความสำคัญกับการมีทางเลือก เช่น การรับราชการรูปแบบอื่น
เมื่อพิจารณาในบริบทของประเทศไทย ซึ่งไม่มีทั้งการรับรองสิทธิในการคัดค้านโดยอ้างมโนธรรมและมาตรการรองรับใด ๆ การลงโทษผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ได้สัดส่วนหรือจำเป็น แม้พิจารณาภายใต้มาตรฐานที่ผ่อนปรนกว่าของศาลยุโรปก็ตาม
.
รัฐอื่นๆ ที่ยังคงมีการเกณฑ์ทหาร ได้จัดให้มีทางเลือกเป็นการปฏิบัติงานบริการสาธารณะในรูปแบบงานพลเรือน เพื่อรองรับผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรม
หนังสือเพื่อนศาลยังระบุด้วยว่า หลายประเทศที่ยังคงมีระบบการเกณฑ์ทหาร ได้พัฒนากลไก เพื่อรองรับสิทธิในการคัดค้านโดยอ้างมโนธรรม ผ่านการจัดให้มี “ทางเลือกแทนการรับราชการทหาร” (alternative services) ในรูปแบบงานพลเรือน
ตัวอย่างเช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเคยมีการดำเนินคดีต่อผู้คัดค้านการเกณฑ์ทหารจำนวนมาก ต่อมาได้มีการปรับนโยบายและจัดให้มีระบบการรับราชการทดแทน หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ขณะที่ในไต้หวัน ได้มีการพัฒนาระบบบริการสาธารณะทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับราชการทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
มาตรฐานระหว่างประเทศกำหนดว่า ทางเลือกดังกล่าวต้องไม่เป็นการลงโทษแฝง และต้องมีลักษณะเป็นงานพลเรือนอย่างแท้จริง แนวทางนี้จึงสะท้อนความพยายามของรัฐต่าง ๆ ในการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล
.
อ่าน หนังสือเพื่อนศาลของ SOAS
.
อ่านบทความเพิ่มเติม
“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน
.
