บันทึกสืบพยานคดี ม.112 “แอมป์” ณวรรษ กรณีปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ถึงการสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 2553

ในวันที่ 20 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566

คดีนี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566 โดยกล่าวหาว่า ณวรรษได้ขึ้นปราศรัยบนรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียง ซึ่งถ้อยคำบางช่วงที่กล่าวถึงการใช้กำลังสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2553 โดยผู้กล่าวหาอ้างว่ามีการพาดพิงและจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปในทางที่เสื่อมเสียพระเกียรติ 

.

เมื่อการชุมนุมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 53 นำไปสู่การถูกตั้งข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ”

สำหรับกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” เป็นการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเดินขบวน ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งขณะนั้นพรรคก้าวไกลที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำให้เกิดความพยายามจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว กลุ่มดังกล่าวจึงมีการนัดหมายแสดงพลัง เพื่อส่องความสว่างให้แก่ประชาธิปไตยในสังคมไทย โดยนัดรวมตัวกันที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

กิจกรรมดังกล่าวมี “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ร่วมขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงด้วย ต่อมาอานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิก ศปปส. ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน เพื่อให้ดำเนินคดีกับณวรรษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก่อนที่ณวรรษจะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2567

พนักงานสอบสวนได้แจ้งพฤติการณ์ที่กล่าวหาโดยสรุปว่า คำปราศรัยบางช่วงตอนของณวรรษมีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 และมีการปราศรัยพาดพิงก้าวล่วงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปในทางที่เสื่อมเสียพระเกียรติ ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ 

ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ใจความกล่าวหาว่า คำปราศรัยของจำเลยมีถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และเป็นการปราศรัยพาดพิง จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทำให้ประชาชนชาวไทยเสื่อมความเลื่อมใสศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ภายหลังอัยการฟ้องคดี แอมป์ยังคงยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป ซึ่งในขณะนั้นแอมป์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดี ม.112 จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน โดยเขาเริ่มถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2567 ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 7 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และเขาตัดสินใจไม่ฎีกาคดีต่อ

.

ภาพรวมการสืบพยาน: จำเลยต่อสู้ไม่ได้ปราศรัยพาดพิงกษัตริย์ แต่ต้องการรำลึกถึงเหตุการณ์กราดยิงเมื่อปี 53 ขณะฝ่ายโจทก์ชี้ ม.112 คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย

ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ที่ห้องพิจารณาคดี 502 ในระหว่างวันที่ 24 – 26 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา โดยฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบทั้งหมด 6 ปาก ได้แก่ อานนท์ กลิ่นแก้ว, พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ เหมาอำพมาตร์, รอง ศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, สมศักดิ์ บุญสา, พ.ต.ท.แดนชัย ทูลอ่อง และกุลศิรินทร์ นาคไพจิตร

พยานทั้ง 6 ปากดังกล่าวประกอบด้วย 1. ‘ผู้กล่าวหา’ เบิกความถึงช่วงเวลาเกิดเหตุ ก่อนตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับณวรรษ  2. ‘พนักงานสืบสวนสอบสวน’ เบิกความในฐานะผู้ที่ลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำณวรรษ 3. ‘นักวิชาการ’ เบิกความอธิบายและวิเคราะห์ถ้อยคำปราศรัยของณวรรษ  4. ‘เจ้าหน้าที่ราชบัณฑิตยสภา’ เบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เพื่อให้ความหมายของคำที่เป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้ และ 5. ‘ประชาชนชนทั่วไป’ เบิกความในฐานะประจักษ์พยาน ซึ่งอ้างว่าตนเองอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ 

ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบทั้งสิ้น 1 ปาก ได้แก่ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา โดยจำเลยยอมรับว่าได้เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมและขึ้นกล่าวปราศรัยจริงตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ยืนยันว่าถ้อยคำปราศรัยนั้นมิได้มีเจตนาพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังต่อสู้ว่า การปราศรัยในวันเกิดเหตุเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์กราดยิงคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยสาเหตุที่จำเลยกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นว่าขึ้นอีก

ตลอดระยะเวลาสามวันของการสืบพยาน ณวรรษถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยที่ข้อเท้าของเขาถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยกุญแจข้อเท้า และไม่ได้รับอนุญาตให้สวมใส่รองเท้า อย่างไรก็ดี ณวรรษยังคงได้รับกำลังใจอย่างล้นหลามจากประชาชนทั่วไปที่มาเข้าร่วมรับฟังการสืบพยาน รวมถึงสมาชิกครอบครัวของเขาที่คอยอยู่เคียงข้างและพูดคุยให้กำลังใจอยู่เสมอ 

สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองของคดีนี้คือ ความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์ โดยเฉพาะพยานโจทก์ปากประชาชนทั่วไปที่อ้างตนว่าเป็นประจักษ์พยาน เนื่องจากพยานปากดังกล่าวมีการเบิกความที่ขัดแย้งกันเองหลายครั้ง อีกทั้งยังยอมรับว่ารู้จักกับพนักงานสอบสวนในคดีนี้มาก่อนแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่แม้พยานโจทก์ปากนักวิชาการจะยอมรับว่าคำปราศรัยของจำเลยไม่ได้หมายถึงรัชกาลที่ 10 แต่พยานก็ได้หยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความเห็นของตนเองว่า มาตรา 112 มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย

.

สืบพยานโจทก์

อานนท์ กลิ่นแก้ว เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานอาศัยอยู่ที่บ้านและได้ติดตามกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้นัดกันชุมนุมที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 เวลา 17.00 น. โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “ไฟส่องให้ทางประชาธิปไตย” (ภายหลังอัยการให้ดูเอกสารพยานจึงแก้เป็นคำว่า “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย”) 

พยานได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมผ่านช่องทางไลฟ์สดอยู่ที่บ้านของตนเอง อย่างไรก็ดีพยานจำไม่ได้ว่า ภาพเหตุการณ์การชุมนุมที่ปรากฏอยู่ในไลฟ์สดกับภาพที่ปรากฏอยู่ในรายงานการสืบสวนนั้นจะเป็นภาพเหตุการณ์เดียวกันหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมานานพอสมควรแล้ว

ต่อมา เวลาประมาณ 18.33 น. ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนไปทางแยกราชประสงค์ กระทั่งถึงแยกเฉลิมเผ่า ใกล้กับวัดปทุมวนาราม ซึ่งขณะนั้นมีแกนนำชื่อ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถบรรทุกเครื่องขยายเสียง 

จำเลยปราศรัยเกี่ยวกับเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมฯ นอกจากนี้ในระหว่างที่มีการปราศรัยจำเลยยังได้กล่าวคำว่า “กระสุนพระราชทาน” ในทำนองว่า มีผู้เสียชีวิตจากกระสุนพระราชทาน และไม่อยากให้ใครเสียชีวิตอีก ให้ประชาชนออกมาชุมนุมกันเยอะ ๆ 

พยานได้ฟังถ้อยคำดังกล่าวแล้วก็เข้าใจว่า จำเลยพยายามพูดปลุกระดมมวลชนว่า เมื่อปี 2553 มีคนถูกเข่นฆ่าด้วยกระสุนพระราชทาน จึงอยากให้ประชาชนออกมาชุมนุมกันเยอะ ๆ ในปี 2566 เพราะไม่อยากให้มีใครถูกเข่นฆ่าอีก 

นอกจากนี้พยานยังเข้าใจว่า ถ้อยคำปราศรัยที่จำเลยกล่าวเป็นการพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ โดยในปีที่ปราศรัยมีพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่คือ รัชกาลที่ 10 และคำว่า “พระราชทาน” ก็เป็นคำราชาศัพท์ของพระมหากษัตริย์ที่เอาไว้ใช้กับประชาชน ซึ่งมีความหมายสามัญว่า “มอบให้” พอนำมารวมกับคำว่า “กระสุน” ก็ย่อมหมายถึง พระมหากษัตริย์ได้มอบกระสุนปืนให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนเสียชีวิต

ถ้อยคำเช่นว่านี้จึงเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หากประชาชนทั่วไปได้ฟังก็จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเกลียดชังพระมหากษัตริย์ได้ 

พยานชี้ตัวจำเลยซึ่งนั่งอยู่ในห้องพิจารณา ก่อนจะเบิกความว่า สาเหตุที่พยานจดจำจำเลยได้ก็เพราะจำเลยเป็นแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุม อีกทั้งพยานยังได้ติดตามจำเลยผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อยู่ตลอด

พยานเบิกความต่อไปอีกว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566 พยานได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน ให้ดำเนินคดีกับจำเลย และได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเอาไว้ในวันเดียวกันนั้น ซึ่งเนื้อหาที่พยานเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนกับที่พยานเบิกความต่อศาลมีสาระสำคัญเหมือนกัน

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานรู้จักกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ศปปส. มาก่อน โดยพยานมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวในฐานะประธานของกลุ่ม

พยานรับว่า กลุ่ม ศปปส. เคยแจ้งความดำเนินคดี ม.112 กับบุคคลมาแล้วหลายคดี ซึ่งพยานก็เคยเป็นผู้แจ้งความ และเคยไปเบิกความในฐานะพยานโจทก์ที่ศาลมาแล้วมากกว่า 70 คดีด้วยกัน

กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีกลุ่มดังกล่าวไม่ได้เรียกร้องเฉพาะประเด็นทางการเมืองเท่านั้น โดยข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มนี้จะมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน นั่นก็คือ 1.ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง 2. ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3. ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับข้อเรียกร้องทางการเมืองนั้น พยานไม่ได้ใส่ใจมากนัก พยานสนใจเพียงข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพยานไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องเช่นว่านี้ จึงคอยติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวนี้เรื่อยมา

อานนท์รับว่า สมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เคยถูกพยานและสมาชิกกลุ่ม ศปปส. รายอื่น ๆ เข้าแจ้งความดำเนินคดีมาแล้วหลายคน และรับว่า เมื่อปี 2553 เกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานหลายวัน และมีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก โดยผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ 

อย่างไรก็ดีรัฐบาลขณะนั้นได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 99 ราย โดยในบรรดาจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดมีจำนวน 6 ราย ที่เสียชีวิตที่วัดปทุมฯ ซึ่งตามข่าวระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย นั้นเสียชีวิตจากกระสุนปืนของทหาร

พยานไม่ทราบว่า การจัดกิจกรรมชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ในวันเกิดเหตุจะมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการเข้าร่วมชุมนุมเมื่อปี 2553 หรือไม่ แต่ขณะที่จำเลยกำลังปราศรัย จำเลยยืนอยู่ที่บริเวณแยกเฉลิมเผ่า ใกล้กับวัดปทุมฯ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่ผู้ชุมนุมเมื่อปี 2553 ถูกยิงเสียชีวิตจำนวน 6 ราย

พยานเห็นด้วยว่าไม่ควรมีผู้ชุมนุมคนไหนเสียชีวิต การชุมนุมควรดำเนินไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ

ตอบอัยการโจทก์ถามติง

การแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลของกลุ่ม ศปปส. เป็นการแจ้งความตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากการปราศรัยมีเฉพาะแค่เรื่องทางการเมือง พยานก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่หากมีการกล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานก็จะเข้าไปเกี่ยวข้อง

คำว่า “กระสุนพระราชทาน” จำเลยใช้กล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และที่ 10 โดยคำว่า “ไม่อยากให้ใครตายเพราะกระสุนพระราชทานอีก” มีความคาบเกี่ยวถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่หากประชาชนทั่วไปที่ได้ฟังคำปราศรัยของจำเลยแล้วเข้าใจว่าเป็นการพาดพิงถึงในหลวงรัชกาลอื่น พยานก็ยังมองว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอยู่ดี (ต่อมาพยานเปลี่ยนคำตอบเป็น ขอไม่ตอบ)

.

พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ เหมาอำพมาตร์ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผกก.สืบสวน อยู่ที่ สน.ปทุมวัน มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและสืบสวนคดีอาญาทั่วไป

ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 14.00 น. พยานตรวจสอบพบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางเข้ามายังพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ปทุมวัน ต่อมาทราบว่า กลุ่มเฟซบุ๊ก “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ได้โพสต์เชิญชวนประชาชนผู้มีใจรักประชาธิปไตยให้มาร่วมเดินขบวนในกิจกรรมที่มีชื่อว่า “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ในเวลา 17.00 น. ที่บริเวณลานหอศิลป์ฯ แยกปทุมวันต่อเนื่องถึงแยกราชประสงค์ 

ภายหลังทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมชุมนุม พยานก็ได้สั่งการให้พนักงานสืบสวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ โดยพยานกับพวกเดินทางไปถึงบริเวณสกายวอล์คสี่แยกปทุมวัน เวลาประมาณ 14.00 น. ขณะนั้นยังไม่พบกลุ่มของผู้ชุมนุม พยานจึงอยู่ในบริเวณดังกล่าวจนกระทั่งเวลา 17.40 น. ก็พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน โดยมีจำเลยในคดีนี้อยู่บนรถเครื่องขยายเสียง พร้อมกล่าวปราศรัยว่าจะเคลื่อนขบวนในเวลา 18.00 น. 

ทั้งนี้ พยานได้บันทึกภาพถ่ายและวิดีโอของสถานที่เกิดเหตุไว้ด้วยตามที่ปรากฏอยู่ในรายงานสืบสวน ต่อมากลุ่มของผู้ชุมนุมก็เริ่มเคลื่อนขบวนในเวลา 18.09 น. โดยมุ่งหน้าไปยังบริเวณวัดปทุมวนาราม พร้อมกับรถบรรทุกเครื่องขยายเสียงที่คอยนำทางอยู่ด้านหน้า  

พยานและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้เดินตามกลุ่มของผู้ชุมนุมไปบนสกายวอล์คเพื่อเก็บภาพและข้อมูลเอาไว้ ต่อมาเวลาประมาณ 18.30 น. หัวขบวนของผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ที่หน้าวัดปทุมฯ และจำเลยก็ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถเครื่องขยายเสียง 

ขณะนั้นพยานยืนอยู่บนสกายวอล์คหน้าวัดปทุมฯ บริเวณแยกเฉลิมเผ่า จึงได้ยินคำปราศรัยของจำเลย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเสียชีวิตภายในวัด ทั้งนี้ ในคำปราศรัยมีถ้อยคำตอนหนึ่งว่า “ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน” 

เมื่อพยานจัดทำบันทึกการถอดเทปเสร็จพยานก็เข้าใจว่า จำเลยกล่าวปราศรัยถึงเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมฯ จากการถูกอาวุธปืนยิง โดยจำเลยใช้คำว่า “กระสุนพระราชทาน” ซึ่งคำว่า “พระราชทาน” เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ นั่นทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์พระราชทานหรือมอบกระสุนปืนให้กับผู้มีอาวุธปืนมาเข่นฆ่าประชาชนที่วัดปทุมฯ 

พยานได้ไปให้การต่อพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566 พร้อมส่งมอบรายงานการสืบสวน บันทึกการถอดเทปกิจกรรมชุมนุม และแฟลชไดร์ฟที่บันทึกภาพเหตุการณ์กิจกรรมชุมนุมในคดีนี้ไว้ทั้งหมดให้แก่พนักงานสอบสวนด้วย

พ.ต.ท.แดนชัย ทูลอ่อง เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับราชการตำรวจในตำแหน่งรอง ผกก.สอบสวน อยู่ที่ สน.ปทุมวัน มีอำนาจหน้าที่สอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ 

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566 อานนท์ กลิ่นแก้ว เดินทางเข้ามาแจ้งความที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งขณะนั้นมี ร.ต.ท.กตัญญู ศรีตัญญู เป็นผู้รับแจ้งความ พร้อมทั้งสอบคำให้การเอาไว้ โดยรายละเอียดของคำให้การระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 18.33 น. มีการจัดกิจกรรมชื่อว่า “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” โดยผู้ชุมนุมได้นัดชุมนุมกันที่บริเวณหอศิลป์ฯ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปยังสี่แยกราชประสงค์และแยกเฉลิมเผ่าใกล้กับวัดปทุมฯ

ขณะนั้นจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถเครื่องเสียง โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อปี 2553 (ระหว่างที่พยานกำลังเบิกความ ศาลได้กล่าวปรามขึ้นมาไม่ให้อัยการบอกคำเบิกความพยาน)

สำหรับข้อความที่เป็นประเด็นในคดีนี้คือ “ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน” เมื่อผู้กล่าวหาฟังแล้วก็เข้าใจว่าเป็นการพาดพิงพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 หรือสถาบันฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากนี้ผู้กล่าวหาฟังแล้วยังเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ทรงมอบเครื่องกระสุนปืนมาให้ใช้ยิงเข่นฆ่าประชาชนที่มาชุมนุมประท้วงทางการเมืองด้วย 

พยานได้สอบปากคำ พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ เหมาอำพมาตร์ รอง ผกก.สืบสวน ไว้เป็นพยาน เนื่องจาก พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ เป็นผู้ไปสืบสวนเฝ้าเหตุการณ์ขณะที่มีการชุมนุมเคลื่อนขบวน อีกทั้งยังเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่สืบสวนคดีอาญาในเขตพื้นที่รับผิดชอบ จึงเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์และได้ยินคำปราศรัยของจำเลยในคดีนี้

จากการสอบปากคำพบว่า พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ มีความเข้าใจในเนื้อหาของคำปราศรัยสอดคล้องกันกับผู้กล่าวหา นอกจากนี้ พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ ยังได้จัดทำรายงานการสืบสวนส่งมอบให้กับพยาน เพื่อนำมาใช้ประกอบคำให้การ และเป็นผู้จัดเตรียมและส่งมอบไฟล์เสียงหรือแฟลชไดรฟ์ พร้อมทั้งบันทึกการถอดเทปที่จัดทำไว้ให้แก่พยานด้วย

พยานได้รับรายงานการสืบสวนอีกฉบับมาจากกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (กก.สส.บก.น.6) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับฝ่ายสืบสวนท้องที่ สน.ปทุมวัน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายงานการสืบสวนทั้งสองฉบับพบว่ามีเนื้อหาที่สอดคล้องกัน ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับนี้ก็คือ รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดี

ในส่วนของแฟลชไดร์ฟ พยานได้ส่งไปตรวจสอบที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เพื่อขอทราบว่าเป็นไฟล์ที่การบันทึกภาพมีความต่อเนื่องกันหรือมีการตัดต่อหรือไม่ ซึ่งจากผลการตรวจพิสูจน์ของกลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ไม่พบร่องรอยการตัดต่อของไฟล์ข้อมูลแต่อย่างใด

หลังจากนั้นพยานก็ได้สอบปากคำของ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, สมศักดิ์ บุญสา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ซึ่งพยานจำชื่อไม่ได้ โดยในส่วนของการสอบปากคำอานนท์และสมศักดิ์นั้น พยานได้นำบันทึกการถอดเทปมาให้ทั้งสองอ่าน ก่อนที่ทั้งสองจะให้ความเห็นว่า ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยเป็นถ้อยคำใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 

ส่วนเจ้าหน้าที่จากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา (อัยการให้พยานดูเอกสาร ต่อมาจึงทราบว่าชื่อ กุลศิรินทร์ นาคไพจิตร) พยานได้เรียกเข้ามาสอบปากคำในประเด็นถ้อยคำว่า “พระราชทาน” ซึ่งกุลศิรินทร์ได้ให้การว่า คำว่า “พระราชทาน” เป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระบรมวงศ์ที่ได้รับพระราชทานสัปตปฎลเศวตฉัตร และพระบรมวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า โดยคำดังกล่าวมีคำสามัญแปลว่า “มอบให้” 

ต่อมา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2567 พยานได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในคดีนี้ โดยจำเลยได้เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 พร้อมกันนั้นได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบ ซึ่งขณะนั้นมีทนายความอยู่ร่วมรับฟังและลงชื่อไว้ในบันทึกการแจ้งสิทธิและบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาด้วย ในวันดังกล่าว จำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมา ซึ่งพยานก็เป็นหนึ่งในชุดทำงานตามคำสั่งนี้ด้วย หลังจากที่รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จเรียบร้อยคณะกรรมการฯ ก็มีความเห็นร่วมกันว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามมาตรา 112 จึงทำความเห็นควรสั่งฟ้องและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไป

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566 อานนท์ กลิ่นแก้ว เดินทางมาให้ปากคำก่อน พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ ส่วนบันทึกการถอดเทปที่ พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ นำมามอบให้ ก็มีเนื้อหาที่จำเลยปราศรัยครบถ้วนสมบูรณ์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดการปราศรัย มิได้มีการตัดทอนมาเฉพาะเนื้อความตอนใดตอนหนึ่ง 

ก่อนหน้าคดีนี้พยานมีหน้าที่รับผิดชอบคดีที่เกี่ยวกับความมั่งคงทั้งหมด รวมถึงคดีการชุมนุมต่าง ๆ ทั้งนี้ พยานเคยรับผิดชอบคดี ม.112 มาก่อนแล้วหลายคดีด้วยกัน ซึ่งพยานรับว่าการตีความว่าถ้อยคำใดจะเป็นความผิดตาม ม.112 หรือไม่ ต้องอาศัยการพิจารณาจากบริบทโดยรวมด้วย 

พยานรับว่า ขณะที่สอบคำให้การ อานนท์ กลิ่นแก้ว ยังไม่ปรากฏบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยในสำนวน ดังนั้น อานนท์จึงยังไม่ได้มีโอกาสอ่านบันทึกการถอดเทปเช่นว่านั้น อย่างไรก็ดีอานนท์ไม่มีสิทธิอ่านเอกสารดังกล่าวอยู่แล้ว เพราะบันทึกการถอดเทปเป็นความลับ 

พยานไม่ได้เป็นผู้ออกหมายเรียกและสอบคำให้การอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ด้วยตนเอง แต่พนักงานสอบสวนท่านอื่นเป็นผู้ออกหมายเรียกและสอบคำให้การ

พยานรับว่า สมศักดิ์ บุญสา เคยมาติดต่อราชการที่ สน.ปทุมวัน และมีคนรู้จักอยู่ที่ สน. ซึ่งพยานเองก็รู้จักกับสมศักดิ์เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้มีความสนิทสนม

พยานรับว่า ไม่ได้สอบปากคำผู้จัดทำรายงานการสืบสวนฉบับของ กก.สส.บก.น.6 ไว้เป็นพยานคดีนี้ และไม่ได้เป็นผู้สอบคำให้การกุลศิรินทร์ด้วย นอกจากนี้กุลศิรินทร์ยังได้ให้ความหมายของคำว่า “พระราชทาน” โดยไม่ได้ยื่นเอกสารใดมาประกอบคำให้การของตนเอง

.

อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญพยานมาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญและให้การในชั้นสอบสวน โดยพยานเข้าใจว่า สาเหตุที่พนักงานสอบสวนเชิญพยานมาก็เพราะพยานเคยเขียนบทความและหนังสือเกี่ยวกับสถาบันฯ อีกทั้งปัจจุบันพยานยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ของวุฒิสภาด้วย

พนักงานสอบสวนเล่าให้พยานฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นว่า เป็นการชุมนุมที่บริเวณแยกเฉลิมเผ่า ติดกับวัดปทุมวนาราม อย่างไรก็ดีพนักงานสอบสวนไม่ได้นำคลิปเหตุการณ์ชุมนุมมาให้พยานดู และพยานก็ไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ แต่พนักงานสอบสวนได้นำบันทึกการถอดเทปมาให้อ่าน รวมถึงนำรูปเหตุการณ์ชุมนุมมาให้ดู

สำหรับถ้อยคำปราศรัยที่เป็นประเด็นในคดีนี้ก็คือ “ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน” ซึ่งพยานเข้าใจว่าเป็นการกล่าวถึงผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ถูกฆ่า โดยเชื่อมโยงกับสถานที่ปราศรัยที่บริเวณหน้าวัดปทุมฯ ทั้งนี้ คำปราศรัยดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีการกล่าวหาว่ากระสุนที่ใช้ยิงผู้ชุมนุมเป็นกระสุนพระราชทานที่มาจากพระมหากษัตริย์ซึ่งครองราชย์อยู่ในขณะนั้น

คำว่า “พระราชทาน” เป็นคำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเจ้านายชั้นสูงที่ได้รับพระราชทานสัปตปฎลเศวตฉัตรสถาปนา แต่ในช่วงเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ภายหลังจากที่ผู้ชุมนุมถูกฆ่า ได้เกิดการปราศรัยโจมตีรัชกาลที่ 9 ว่าเป็นผู้พระราชทานกระสุนมาเข่นฆ่าประชาชน 

ดังนั้นจำเลยจึงมิใช่คนแรกที่ใช้คำว่า “กระสุนพระราชทาน” แต่เป็นการใช้คำพูดซึ่งมีบุคคลอื่นเคยพูดมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อปี 2553 หากประชาชนทั่วไปได้ยินถ้อยคำดังกล่าวก็จะเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์หรือสถาบันฯ เป็นคนขาดความเมตตา อำมหิต เข่นฆ่าประชาชน อันเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์โดยปราศจากหลักฐานใดรองรับ

การที่จำเลยปราศรัยในสถานที่ชุมนุมเมื่อปี 2553 พยานเข้าใจว่าเป็นการปราศรัยถึงรัชกาลที่ 9 แต่หากเป็นคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรือชาวบ้านทั่วไปมาได้ยินก็จะเข้าใจว่าหมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 อย่างไรก็ดีแม้คนทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็นการกล่าวพาดพิงถึงรัชกาลที่ 9 ก็ยังเข้าองค์ประกอบความผิดอยู่ เนื่องจากการหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ โดยมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้ว 2 ฎีกา

อานนท์ระบุถึง ฎีกาแรกที่มีการตีความคุ้มครองการกล่าวถึงรัชกาลที่ 4 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ส่วนฎีกาล่าสุดเกิดจากกรณีที่มีการหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 9 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยออกมาแล้วว่า มาตรา 112 คุ้มครองถึงอดีตพระมหากษัตริย์ด้วย

นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ก็ได้เขียนเอาไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้…”  ดังนั้นประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์ด้วยความเคารพสักการะสูงสุด 

อานนท์เบิกความว่า แม้ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดศีลธรรมประเพณีอันดีงามของบ้านเมือง อย่างไรก็ดีการกระทำของจำเลยมิใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย เพราะการกระทำของจำเลยขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

สาขาที่พยานจบการศึกษามานั้นเกี่ยวข้องกับการวัดความคิดจิตใจของมนุษย์ และภายหลังจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก พยานมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คณะสถิติประยุกต์ โดยสอนเกี่ยวกับสถิติ วิทยาการข้อมูล และวิทยาการประกันภัย

พยานรับว่า หนังสือที่พยานเขียนไม่ได้ถูกนำไปใช้สอนในโรงเรียนทั่วไป อย่างไรก็ดีพยานเคยเขียนแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยให้แก่กระทรวงศึกษาธิการมาแล้วหลายเล่ม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ และถูกนำไปใช้สอนในโรงเรียนต่าง ๆ มาแล้ว

พยานเคยไปให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นศาลในฐานะพยานโจทก์เกี่ยวกับคดี ม.112 มาแล้วประมาณ 100 คดี 

พยานเลือกอ่านบันทึกการถอดเทปเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจำเลยเท่านั้น โดยได้อ่านคำปราศรัยของจำเลยทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ได้อ่านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น เนื่องจากเอกสารมีความหนามาก 

.

กุลศิรินทร์ นาคไพจิตร รับราชการอยู่ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาเป็นเวลาทั้งสิ้น 25 ปี 9 เดือน ในตำแหน่งนักวรรณศิลป์ โดยพยานจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ สาขาภาษาไทย 

เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสำนักงานราชบัณฑิตยสภาให้มาเป็นผู้แทนให้การ โดยพยานเคยเห็นเอกสารบันทึกการถอดเทปมาก่อนแล้วทุกหน้า เนื่องจากพนักงานสอบสวนเป็นผู้นำมาให้พยานดู แต่ในส่วนของข้อความที่เป็นพฤติการณ์แห่งคดีนี้ พยานจำไม่ได้ทั้งหมด 

พยานเคยเป็นตัวแทนของสำนักงานฯ ในการเข้าให้ความหมายของการใช้ถ้อยคำว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่หมิ่นประมาทมาแล้วทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นศาล เป็นเวลา 10 กว่าปี

พยานจะให้ความเห็นตามหลักการของราชบัณฑิตยสภาและตามอำนาจหน้าที่ เนื่องด้วยสำนักงานฯ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้หลักเกณฑ์ภาษาไทย ซึ่งการตีความหมายและถ้อยคำในประโยคที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาวิธีการหรือการกระทำของผู้กล่าวหาและผูัถูกกล่าวหา ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่เกี่ยวข้องซึ่งมีนานาทัศนะ

ในส่วนนี้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบ แต่พยานสามารถให้ความเห็นได้ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ทั้งนี้ เนื่องจากพยานได้คัดข้อความตามพจนานุกรมฉบับดังกล่าวมามอบให้แก่พนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้วขณะสอบคำให้การ จึงไม่ได้แนบพจนานุกรมเอาไว้ตอนท้ายของบันทึกคำให้การอีก

ตอบทนายจำเลยถามค้าน 

พยานรับว่า พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ไม่ได้เก็บคำและบทนิยามของคำว่า “พระราชทาน” แต่คำนี้จะมีปรากฏอยู่ในหนังสือคำราชาศัพท์ ฉบับราชบัณฑิตยสภา ตีพิมพ์เมื่อปี 2563 ซึ่งในหนังสือดังกล่าวจะให้คำสามัญของคำราชาศัพท์ว่าแปลว่าอะไรและใช้กับใครบ้าง

ทั้งนี้ คำว่า “พระราชทาน” ก็คือคำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ เท่าที่พยานจำได้เป็นคำราชาศัพท์ของคำสามัญว่า “ให้”  

ทนายจำเลยถามพยานต่อไปอีกว่า หากเกิดกรณีน้ำท่วมหรือภัยพิบัติอื่น ๆ แล้วมีหน่วยงานของรัฐนำสิ่งของไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในนามของพระมหากษัตริย์ สิ่งของที่แจกจ่ายดังกล่าวนี้จะถูกเรียกว่าเป็นสิ่งของพระราชทานใช่หรือไม่ พยานตอบว่า กรณีนี้เป็นเรื่องของการตีความ ซึ่งทางสำนักงานฯ ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่กระทำการดังกล่าว

พยานรับว่า พยานเคยเห็นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในข่าวมาก่อน แต่เสื้อผ้าไทยคอตั้งที่พลเอกเปรมชอบใส่ปรากฏต่อสาธารณะจะเรียกว่า “เสื้อทรงพระราชทาน” หรือไม่ พยานขอไม่ตอบ

.

สมศักดิ์ บุญสา เป็นประชาชนทั่วไปซึ่งอ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุม เข้าเบิกความว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 ที่บริเวณแยกปทุมวัน ขณะนั้นมีการจัดกิจกรรมชุมนุมชื่อว่า “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” 

พยานระบุว่าในวันดังกล่าว ณวรรษได้กล่าวคำปราศรัยว่า “กระสุนพระราชทานไม่ควรเข่นฆ่าประชาชน” (ต่อมาอัยการได้นำบันทึกการถอดเทปมาให้พยานดู พยานจึงเปลี่ยนไปเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ปราศรัยถ้อยคำว่า “ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน”)

ในฐานะประชาชนทั่วไปเมื่อได้ยินคำปราศรัยดังกล่าวก็รู้สึกหดหู่ ทั้งนี้ คำว่า “พระราชทาน” ที่จำเลยกล่าวน่าจะหมายความถึง “พระเจ้าอยู่หัวสั่งให้รัฐบาลห่วย ๆ มายิงประชาชน” โดยคำว่า “กระสุนพระราชทาน” นั้นพยานเข้าใจว่ามาจากในหลวงรัชกาลที่ 10 หากบุคคลอื่นได้ยินคำปราศรัยก็น่าจะรู้สึกไม่ดีและหดหู่ใจเช่นเดียวกัน

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานจบการศึกษาสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี สาขาการไฟฟ้า โดยพยานเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2561 แต่ปัจจุบันพยานลาออกจากงานประจำมาประกอบอาชีพขับรถรับจ้างแล้ว

ขณะเกิดเหตุคดีนี้พยานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย โดยกลุ่มผู้จัดกิจกรรมชุมนุมมีชื่อว่า “เปิดไฟประชาธิปไตย” อย่างไรก็ดีพยานไม่แน่ใจว่ากลุ่มดังกล่าวได้มีการนัดหมายการชุมนุมผ่านช่องทางใด 

ก่อนหน้านี้พยานเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มสามนิ้วมาก่อน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2566 ที่บริเวณถนนนางเลิ้ง อย่างไรก็ดีพยานไม่ทราบว่ากลุ่มสามนิ้วมีชื่อทางการว่าอะไร แต่กลุ่มดังกล่าวมีข้อเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 และเรียกร้องประชาธิปไตย 

ในวันเกิดเหตุพยานอยู่ที่บริเวณแยกปทุมวัน ด้านหน้าลิโด้ โดยพยานไปถึงที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 16.00 น. ขณะนั้นพยานพบผู้ชุมนุมหลายคน รวมถึงจำเลยกำลังร่วมกันขึ้นกล่าวปราศรัย โดยจำเลยใช้เวลาปราศรัยประมาณ 5 นาที 

ภายหลังจำเลยปราศรัยเสร็จ พยานสังเกตเห็นตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามายังพื้นที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 17.00 น. ส่งผลให้ขบวนของผู้ชุมนุมแตกแยกออกจากกัน พยานจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน และหลังจากนั้นไม่นานก็มีการยิงแก๊สน้ำตาเข้ามาในพื้นที่ด้วย

เนื้อหาที่จำเลยปราศรัยเกี่ยวข้องกับกระสุนปืนและสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดีพยานได้ฟังคำปราศรัยของจำเลยเพียงแค่สั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งขณะนั้นพยานได้ยินจำเลยปราศรัยว่า “รัฐบาลจากกระสุนปืนไม่ควรนำมาเข่นฆ่าประชาชน” 

พยานไม่ได้ยินเนื้อหาการปราศรัยเกี่ยวกับการรำลึกถึงคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่าแต่อย่างใด โดยพยานได้ยินเฉพาะข้อความว่า “กระสุนพระราชทานกับรัฐบาลห่วย ๆ” เท่านั้น 

พยานรับว่า พยานรู้จักและมีการติดต่อไปมาหาสู่กับ พ.ต.ท.แดนชัย ทูลอ่อง อยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่พยานยังเป็นบุคลากรของจุฬาฯ เมื่อปี 2561 อย่างไรก็ดีเกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.ท.แดนชัย ด้วยตนเอง เพื่อมาเป็นพยาน ไม่ได้ถูกโทรตามมาแต่อย่างใด ซึ่งขณะนั้น พ.ต.ท.แดนชัย ได้สอบถามพยานว่า วันเกิดเหตุพยานอยู่ที่ไหน พอทราบว่าพยานอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุม จึงขอให้มาเป็นพยานในคดีนี้

พยานเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.แดนชัย หลังเกิดเหตุการณ์ชุมนุมมาแล้วประมาณ 5 – 6 วัน โดยในวันดังกล่าว พ.ต.ท.แดนชัย ได้พิมพ์บันทึกการถอดเทปมาให้พยานอ่าน และให้พยานลงลายมือชื่อเอาไว้ โดยมิได้มีการซักถามหรือพูดคุยอะไรกันมาก่อน

ตอบอัยการโจทก์ถามติง

ข้อความปราศรัยที่พยานได้ยิน มีเพียงแค่ “กระสุนรัฐบาลไม่ควรเข่นฆ่าประชาชน” ไม่มีข้อความอื่น เนื่องจากพยานเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมไม่นาน จึงไม่ได้ฟังข้อความทั้งหมด

อัยการนำบันทึกการถอดเทปมาให้พยานดู ก่อนพยานจะเบิกความว่า ข้อความที่จำเลยปราศรัยคือ “ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน” อย่างไรก็ดีพยานยืนยันว่าได้ยินทั้งคำว่า “กระสุนรัฐบาล” และ “กระสุนพระราชทาน” (พยานเปลี่ยนจากไม่ได้ยินข้อความอื่นนอกจากกระสุนรัฐบาลเป็นได้ยินคำว่ากระสุนพระราชทานด้วย)

.

สืบพยานจำเลย

ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา เบิกความว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ พยานได้เข้าร่วมชุมนุมตามคำฟ้องของโจทก์จริง และได้ทำการปราศรัยตามบันทึกการถอดเทปที่พนักงานสืบสวนเป็นผู้จัดทำด้วย

อย่างไรก็ดี ข้อความที่พยานปราศรัยในวันดังกล่าวมิได้พาดพิงถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลใด แต่เป็นการพูดโดยภาพรวมว่าไม่ควรเกิดเหตุการณ์แอบอ้างนำชื่อพระมหากษัตริย์ลงมาใช้กำจัดศัตรูทางการเมืองของบุคคลใด 

นอกจากนี้การปราศรัยยังกล่าวถึงเหตุการณ์กราดยิงคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวหลายคนรับรู้และเข้าใจในชื่อเหตุการณ์กระสุนพระราชทาน โดยสาเหตุที่พยานกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นว่านี้อีก

สำหรับที่มาของเหตุการณ์กระสุนพระราชทานเกิดจากกรณีที่มีการพูดถึงในสื่อและมีการสืบค้นหาต้นตอของการถูกปราบปรามทางออนไลน์ รวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาล โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า กลุ่มทหารที่เข้าล้อมปราบปรามประชาชนเมื่อปี 2553 ที่บริเวณวัดปทุมฯ คือ หน่วยทหารรักษาพระองค์ ซึ่งรัฐบาลที่ส่งให้มาปราบปรามก็คือ รัฐบาลที่นำโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

ต่อมาจึงเกิดเหตุการณ์ที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในขณะนั้นกล่าวในทำนองว่า ไม่ว่ารัฐบาลหรือทหารกลุ่มไหนจะเข้ามาปราบปรามประชาชนก็แล้วแต่ เขายอมรับได้ แต่จะไม่สามารถยอมรับได้หากนำทหารรักษาพระองค์หรือทหารเสือราชินีเข้ามาปราบปรามประชาชน เนื่องจากเป็นการกล่าวอ้างนำเบื้องสูงมาปราบปรามประชาชน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าประชาชนล้มตายจากกระสุนพระราชทาน

พยานทราบภายหลังว่ากรณีที่มีการดำเนินคดีกับจตุพร พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนั้น ทั้งนี้ ในคำปราศรัยทั้งหมดของพยานมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล ณ ขณะนั้น ซึ่งก็คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมารับผิดชอบ เนื่องจากเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงต้องการเตือนสติพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมด้วย

ตอบอัยการโจทก์ถามค้าน

คำว่า “พระราชทาน” ตามความเข้าใจของพยานและประชาชนทั่วไปมีความหมายเกี่ยวข้องถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก็อาจมีการนำมาใช้โดยถูกต้องหรือแอบอ้างนำมาใช้ได้

คำว่า “กระสุนพระราชทาน” เป็นการอ้างคำพูดของแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งหมายถึงกระสุนที่มาจากทหารรักษาพระองค์หรือทหารเสือราชินี

ทหารรักษาพระองค์ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใด แต่เป็นทหารที่ดูแลการภายในของพระราชวัง ซึ่งมีทั้งส่วนที่ดูแลพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์อื่นด้วย

กรณีที่พยานปราศรัยคำว่า “กระสุนพระราชทาน” แทนการใช้คำว่า “ไม่ควรมีการเข่นฆ่าโดยแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์” ก็เนื่องจากบุคคลทั่วไปเข้าใจเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนเมื่อปี 2553 ในชื่อว่าเหตุการณ์กระสุนพระราชทาน

ถ้อยคำที่พยานปราศรัยกับถ้อยคำที่จตุพรปราศรัยแล้ว อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้นมีความใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดีพยานมิได้นำคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้

.

ทั้งนี้ ณวรรษถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 6 คดี คดีนี้จะเป็นคดีที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาออกมา หลังจากคดีจากการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน (ถูกลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน) และคดีจากการชุมนุม #ม็อบ14พฤศจิกา64 (ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์) ส่วนอีก 3 คดี ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น เขาถูกจองจำมาแล้ว 1 ปี 3 เดือนเศษ

.

X