ในวัย 22 ปี เขากลายเป็นจำเลยในคดีข้อหาในหมวดความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ท่ามกลางการใช้ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ที่ถูกตีความและบังคับใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เพียงการนำมากล่าวหาต่อผู้ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แต่สถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ก็พบคดีที่มีทั้งนักกิจกรรม สื่อมวลชน และประชาชน ถูกกล่าวหาในข้อหานี้
อับดุลอาฟิร เซ็ง นักข่าวอาสาของสำนักสื่อ Wartani กลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาในข้อหานี้ที่ปัตตานี เขาเป็นคนหนุ่มในพื้นที่ ที่สนใจด้านงานสื่อสาร พยายามเรียนรู้และฝึกทักษะต่าง ๆ แต่ต้องเผชิญการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความในเชิงปลุกปั่นยุยงให้ประชาชนเกิดความแตกแยก และกระทบต่อเจ้าหน้าที่รัฐ จากกรณีเหตุยิงปะทะในพื้นที่ปัตตานี เมื่อปี 2567
คดีนี้มีศูนย์ทนายความมุสลิม ซึ่งทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำพิพากษาในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา แต่เลื่อนอ่านคำพิพากษามาเป็นวันที่ 4 มี.ค. 2569 นี้
ก่อนถึงวันพิพากษา ชวนรับฟังเรื่องราวของผู้ถูกดำเนินคดีในพื้นที่แห่งความขัดแย้ง ที่เผชิญกับทั้งการถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหารภายใต้กฎอัยการศึก การถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคง รวมไปถึงความคาดหวังถึงกระบวนการสันติภาพ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ภาพจาก PAKCU MING
.
รู้จัก “ปะจูมิง”
อับดุลอาฟิร เซ็ง แนะนำตัวว่าชื่อเล่นของเขาคือ “ปะจูมิง” พื้นเพเป็นคนอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เขาบรรยายว่าตัวเองเติบโตมาในพื้นที่ที่มีความหลากหลายของประชากรทั้งชาวมลายูมุสลิม และชาวพุทธ
หลังจบการศึกษาชั้น ม.6 ปะจูมิงบอกว่าเขาหยุดเรียนไปช่วงหนึ่ง แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มลงศึกษาด้านนิติศาสตร์ ของวิทยาลัยนครราชสีมา ที่มาเปิดหลักสูตรสอนที่จังหวัดยะลา ทำให้ต้องเดินทางไปเรียนที่ยะลาเป็นระยะ
เขาบอกว่าตัวเองเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่ชอบการทำกิจกรรม ชอบการแสดงออก ทำให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชน ทั้งกิจกรรมอบรมเด็ก ๆ หรือการทำหน้าที่เป็นพิธีการในงานของชุมชน
“ผมเป็นคนที่ชอบงานสื่อสาร ทำให้สนใจพวกงานตัดต่อวิดีโอ โซเชียลมีเดีย หลังจากโตขึ้นก็เริ่มติดตามเรื่องราวของสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยายามอยากเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ ถึงเป็นที่มาของความรุนแรงและปัญหาต่าง ๆ จึงเริ่มติดตามข่าว และเริ่มอยากจะลองนำเสนอข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ดูบ้าง”
การติดตามข่าวสารในพื้นที่ ทำให้ปะจูมิงรู้จักสำนักสื่อ Wartani ที่ทำงานสื่อสารและนำเสนอเรื่องราวของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ
จนประมาณช่วงปี 2566 ทาง Wartani ได้เปิดรับสมัครผู้ร่วมอบรมนักข่าวอาสา ปะจูมิงจึงได้สมัครเข้าร่วม ก่อนได้พื้นฐานจากการอบรมเนื้อหาเกี่ยวกับการทำสื่อ การถ่ายวิดีโอ การตัดต่อ การเก็บข้อมูล การรายงานข่าวเบื้องต้น และได้เริ่มเป็นนักข่าวอาสาสมัครภาคสนาม โดยเป็นผู้ส่งข้อมูลข่าวสาร หรือช่วยรายงานสดหากมีเหตุการณ์ในพื้นที่ที่เขาอยู่ให้
ปะจูมิงเล่าว่า ปัจจุบันเขาพอมีรายได้จากงานหลักรับงานเป็นพิธีกรในงานชุมชนต่าง ๆ ทั้งในภาษาไทยและภาษามลายู พร้อมกับเปิดร้านน้ำชา-อาหารใกล้บ้าน รวมทั้งเป็นผู้สื่อข่าวอาสาในพื้นที่ด้วย
.
ฟังเหตุการณ์ถูกควบคุมตัวตาม “กฎอัยการศึก“
เช้าวันที่ 11 ก.พ. 2568 น่าจะเป็นเช้าที่เปลี่ยนชีวิตของเขาวันหนึ่ง มันเป็นวันที่เขาถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเข้าค่ายทหาร ก่อนถูกกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับความมั่นคงตามมา
ปะจูมิงย้อนเล่าถึงวันนั้นว่า เหตุน่าจะเกิดในเวลาประมาณ 9.30 น. ขณะเขากำลังจะออกจากบ้านไปทำธุระ มีรถยนต์เข้ามาที่บ้านเขา ตอนแรกยังไม่รู้ว่ารถใคร จนมีกลุ่มชายลงมา และพบว่ามีการพกพาปืนสั้นด้วย จึงทราบว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
“ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหน่วยงานไหน แต่ไม่ใช่ทหารพรานในพื้นที่ เขาทำทีมาคุย ถามนู้นถามนี่ เกี่ยวกับบ้านในละแวกนั้น ไม่ได้แจ้งโดยตรงว่าจะมาควบคุมตัวเรา แต่ต้องบอกว่าบ้านของผมมันจะอยู่ข้างใน ไม่ใช่เส้นทางผ่าน แล้วเราก็สังเกตว่าข้างนอกน่าจะมีรถเจ้าหน้าที่อีกหลายคันที่มาด้วย ทำให้ผมคิดว่าน่าจะมาที่บ้านเรา”
ปะจูมิงเล่าว่า หลังจากนั้นก็เริ่มรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาพูดคุยด้วย เป็นตำรวจภูธรภาค 9 มาจากยะลา และเป็นการสนธิกำลังกันหลายฝ่าย มีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองร่วมด้วย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่เหมือนพยายามติดต่อกับเจ้าหน้าที่หน่วยอื่น ๆ จนมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเดินทางมา และรอผู้ใหญ่บ้านมาด้วย
“ผมถามชาวบ้านหลังจากกลับมาจากการควบคุมตัว ชาวบ้านสังเกตรถที่เข้ามาหน้าบ้าน เขาบอกว่าน่าจะประมาณ 15 คันรถ ผมก็ไม่ได้นับ วันนั้น ผมก็สติไม่อยู่กับตัวเท่าไร” ปะจูมิงย้อนเล่า
ปะจูมิงจำได้ว่าหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็เริ่มแจ้งว่ามาปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น เนื่องจากเขาต้องสงสัยว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมแจ้งจะควบคุมตัวเขาด้วย โดยบอกทำนองว่าเขาถูกสงสัยว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊กที่โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ
“ตอนแรกเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้ามาในบ้าน เป็นการคุยกันอยู่นอกบ้าน แต่พอผู้ใหญ่บ้านมาถึง เขาก็ให้ผมกับผู้ใหญ่บ้าน พาเข้าในบ้าน เพื่อตรวจค้น เข้าไปน่าจะประมาณ 5 คน ก็ไม่ได้พบอะไร แต่ได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือสองเครื่อง และตรวจยึดสมุดบันทึกสามเล่ม เป็นสมุดที่ผมใช้จดบันทึกอะไรต่าง ๆ ไว้
“จะมีของที่เขาตรวจค้นได้จากบ้านอีกอย่าง คือวิทยุสื่อสารเก่า ที่พ่อเลี้ยงผมไปรับซื้อของเก่ามา วางอยู่บนชั้นวางของเก่าหน้าบ้าน เขาก็ตรวจยึดอันนี้ไปด้วย ทำให้ตอนหลังมีการแจ้งข้อหามีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับผมด้วย”
ปะจูมิงไม่แน่ใจนักว่าเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นตอนนั้น มีหมายศาลหรือเอกสารอะไรไหม เขาจำได้เพียงว่ามีหนังสือที่ให้เขาเซ็นยินยอมให้ควบคุมตัว หรือในถ้อยคำที่เจ้าหน้าที่ใช้คือ “เชิญตัว”
ที่บ้านเขานั้น มีคนอยู่บ้านด้วยกันสามคน คือตัวเขา แม่ และพ่อเลี้ยง แต่ตอนนั้นพ่อเลี้ยงออกไปซื้อของเก่าภายนอก ทำให้มีคุณแม่อยู่คนเดียว ซึ่งท่านก็เพิ่งกลับจากโรงพยาบาล เนื่องจากไปรักษาตัวด้วยโรคเบาหวาน ปะจูมิงบอกว่าวันนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้เขาใช้โทรศัพท์ติดต่อทนายความหรือแจ้งเรื่องให้คนอื่นทราบ แต่เขาก็ได้ฝากแม่ให้แจ้งเรื่องเมื่อเขาถูกควบคุมตัวไป
สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้นั้นยังอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ อย่างกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ถูกประกาศใช้อย่างแทบจะถาวรในช่วงความขัดแย้งในพื้นที่กว่า 22 ปีที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวบุคคลโดยไม่ต้องตั้งข้อหา และไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายอาญาปกติ
จากนั้นเมื่อตรวจค้นเสร็จ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเขาเดินทางไปที่ สภ.โคกโพธิ์ เพื่อลงบันทึกประจำวัน และทำบันทึกเกี่ยวกับการควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายและซ้อมทรมานฯ ก่อนพาตัวเดินทางไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
.
ภาพจาก PAKCU MING
.
ยินเสียงการสอบสวนใน “ค่ายทหาร”
พื้นที่ควบคุมตัวและสอบสวนบุคคลตามกฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถูกหน่วยงานความมั่นคงเรียกว่า “ศูนย์ซักถาม” โดยก่อนหน้านี้เกิดข้อร้องเรียนและความกังวลต่อปัญหาการซ้อมทรมานในพื้นที่ควบคุมตัวที่มีลักษณะปิดลับเช่นนี้
ปะจูมิงบอกเล่าว่า ในกรณีของเขาไม่ได้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าว แต่ก็ถูกสอบสวนหรือ “ซักถาม” อย่างต่อเนื่องทุกวัน ตลอด 7 วัน ที่ถูกควบคุมตัวเข้าไปในค่ายอิงคยุทธ พร้อมกับบรรยากาศกดดันที่เขาสัมผัสได้
“ที่เรียกว่า ‘ศูนย์ซักถาม’ เขาจะมีเป็นห้อง ๆ มีห้องซักถาม มีห้องพัก และมีห้องประชุมอยู่ห้องหนึ่ง แต่ละห้อง ตอนที่ผมถูกเอาเข้าไป เป็นช่วงเดียวกับที่มีนักเรียนปอเนาะ ถูกควบคุมตัวอยู่ด้วย เขาถูกเอามาก่อน 2-3 วัน เนื่องจากเหตุระเบิดที่ดอนยาง และหลังจากนั้น มีอีกคนที่ถูกควบคุมตัวมาวันเดียวกับผม เหมือนเป็นเด็กจากสายบุรี ทำให้มีสามคนอยู่ที่นั่นตอนนั้น เราจะถูกแยกห้องพัก แยกห้องซักถามกัน”
ปะจูมิงเล่าว่า วันแรกที่ถูกควบคุมตัว ไปถึงค่ายประมาณบ่ายสอง ตอนแรกยังไม่ได้ทำอะไร จนตกค่ำ หลังละหมาดมัฆริบ ประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เรียกตัวไปที่ห้องซักถาม ก่อนเริ่มพูดคุยสอบสวนตั้งแต่คืนแรก หลังจากนั้นก็มีการสอบสวนทุกวัน ทั้งในช่วงเช้า และบ่าย
“บรรยากาศในการซักถาม เจ้าหน้าที่จะมีการตั้งกล้องถ่าย มีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นคนถามหลัก ที่เป็นผู้ทำบันทึกการซักถาม หรือชื่อเต็มว่า ‘บันทึกผลกรรมวิธีการซักถาม’ ก็เอามาให้เราเซ็น ส่วนชุดที่มาสับเปลี่ยนกันถาม อาจจะมีตำรวจจากภูธรภาค 9 หรือทหารพรานในค่ายนั้น ก็สับเปลี่ยนกัน แล้วก็ถามคำถามเดิม วนไปมา
“หลายครั้ง ผมสังเกตว่าจะมีเจ้าหน้าที่อีกหลายคนเข้ามาแทรก เข้ามาพยายามซักถาม บางทีก็ 5-6 คนที่เข้ามารุม กลายเป็นภาวะกดดันกับเรา
“ช่วงเช้าตั้งแต่ประมาณ 9 โมงถึงเที่ยง แล้วก็พักละหมาด-กินข้าว แล้วก็ต่อช่วงบ่ายสองถึงสี่ห้าโมงเย็น คำถามต้น ๆ ที่ผมถูกถาม คือเรื่องมีการปฏิญาณตนเข้าร่วมขบวนการหรือไม่ เคยบริจาคเงินหรือไม่ พอเรายืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เขาก็ขยายไปสอบถามเรื่ององค์กรภาคประชาสังคม เรื่องกิจกรรมที่ถูกดำเนินคดีต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับสำนักสื่อ Wartani เอง หรือบทบาทที่เราไปทำข่าว
“ผมเข้าใจว่าเขาพยายามจะสืบว่าเพจเฟซบุ๊กต่างๆ ที่เขาติดตาม มีใครอยู่เบื้องหลัง มีใครว่าจ้างหรือไม่ สิ่งที่ผมตกตะลึงมากก็คือว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ ผมเหมือนกลายเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานสื่อสารพวกนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เลย
“เขาจะเอาภาพเพจเฟซบุ๊กต่าง ๆ มาให้ดู พยายามสอบถามว่าอันนี้เพจของเราหรือไม่ ถามว่าอันนี้ของเอ็งไหม อันนี้ของเอ็งไหม คือเขาจะเรียกผมว่า ‘เอ็ง’
“จากการสอบถาม ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่เหมือนพยายามผลักให้ผมไปเป็นคู่ขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราในฐานะบทบาทนักสื่อสาร ก็พยายามสร้างพื้นที่กลางในการสื่อสาร ไม่ได้ไปโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ
“กระบวนการควบคุมตัวเจ็ดวัน เรารู้สึกว่าเราอยู่ในความกดดัน เราถูกซักถามตลอด แล้วก็สงสัยว่าเราทำผิดอะไร ทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ เราก็พยายามยืนยันว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไร ถ้าถูกดำเนินคดี เราก็ยืนยันว่าเราจะสู้คดี ตอนแรกเขาไม่ได้บอกจะแจ้งข้อกล่าวหา ตอนมีชุดสืบสวนมาคุย เราก็พยายามถามเขา เขาบอกว่าเป็นชุดสืบสวน ไม่ใช่พนักงานสอบสวน เราก็พยายามสอบถามว่าเราอยู่ในชั้นไหนแล้ว เขาก็บอกยังไม่ใช่ชั้นสอบสวน เราก็ถามต่อว่าการสอบถามมันจะส่งผลอะไรกับเราหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ได้ส่งผลอะไร” ปะจูมิงเล่าถึงเหตุการณ์สอบสวนในค่ายทหารที่เกิดขึ้นกับเขา
ปะจูมิงยังเสริมให้ทราบว่า ในระหว่างการถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ยังอนุญาตให้ครอบครัวของเขาเข้าเยี่ยม และให้นำอาหารมาฝากไว้ในแต่ละวันได้
จนเมื่อครบ 7 วัน เขาถูกเจ้าหน้าที่นำตัวออกจากค่าย ส่งตัวไปให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกโพธิ์ ซึ่งต่อมาทราบว่ามีการไปขอศาลออกหมายจับเขา ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เอาไว้แล้ว จึงมีการดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจ
ปะจูมิงเล่าว่า ข้อกล่าวหาที่เขาถูกกล่าวหาเป็นประเด็น คือจากเหตุการณ์ปิดล้อม ปะทะ และวิสามัญ ที่ตำบลนาเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 เกี่ยวกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก เป็นเพจที่รายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ และลงคำคมอะไรต่าง ๆ โดยเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมทำเพจนี้ โดยเพจนี้ได้มีการไลฟ์สดบรรยากาศการนำศพผู้เสียชีวิตไปยังสุสาน และมีการกล่าวหาว่าเนื้อหาในเพจและข้อความในไลฟ์ไม่ตรงกับความจริง มีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรฯ
ในการแจ้งข้อกล่าวหา เขาได้โทรขอคำปรึกษาจากทนายความของศูนย์ทนายความมุสลิม และได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเอาไว้
นอกจากนั้นเขายังถูกเจ้าหน้าที่ขอตรวจเก็บ DNA ไปด้วย โดยปะจูมิงบอกว่า ในตอนแรกเจ้าหน้าที่มีการขอตรวจเก็บตั้งแต่ตอนถูกควบคุมตัววันแรก และครั้งที่สองระหว่างอยู่ในค่ายอิงคยุทธฯ แต่เขาก็ปฏิเสธ จนเมื่อมาที่ สภ.โคกโพธิ์ เจ้าหน้าที่แจ้งเขาว่าเขามีสถานะเป็นผู้ต้องหาแล้ว ไม่สามารถปฏิเสธไม่ให้เก็บ DNA ได้
หลังกระบวนการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปขอฝากขังต่อศาล ก่อนศาลจะให้ฝากขัง แต่อนุญาตให้ประกันตัว และในเดือนถัดมา ปะจูมิงยังถูกตำรวจเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาครอบครองวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติม ทำให้รวมถูกสั่งฟ้องคดีใน 3 ข้อกล่าวหา
.
ภาพจาก PAKCU MING
.
สัมผัสผลกระทบจาก “คดีความ”
ปะจูมิงเล่าถึงภาระในการต่อสู้คดีว่า ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมา กลายเป็น “งานหนัก” สำหรับเขา ทั้งเรื่องการสร้างชีวิตครอบครัว การไปศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งการทำงานไปด้วย แถมต้องบวกเพิ่มเรื่องคดีความเข้าไปอีก ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาลด้วย
หลังถูกดำเนินคดี ยังมีผลกระทบสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง คือเขาถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานในพื้นที่มา “ตรวจเยี่ยม” ที่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ต้องมาติดตามในลักษณะนี้มาก่อน
“เรื่องการตรวจเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ทหารพราน ในช่วงที่ผมถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธ ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารมาหาที่บ้าน ผมกลับมาบ้านประมาณวันที่สอง เขาก็มาหาอีก หลังจากนั้น เขาก็มาที่บ้านอีกหลายครั้ง มีทั้งวันที่ผมอยู่และไม่อยู่บ้าน ถ้าไม่เจอ ก็ถามข้อมูลจากครอบครัว การตรวจเยี่ยมกลายเป็นเรื่องปกติหลังจากที่เราถูกดำเนินคดี
“ตอนที่ผมเพิ่งแต่งงาน (กลางปี 2568) หลังจากจัดงานแต่งที่บ้านประมาณ 2 วัน ทหารก็มาอีก หรืออย่างเดือนธันวาที่ผ่านมา ผมไปศึกษาดูงานที่นครราชสีมา ก็มีเจ้าหน้าที่มา พอผมกลับมา วันที่ผมออกไปทำภารกิจ เขาก็มาอีก มาถามว่าผมกลับมาจากอีสานหรือยัง
“การมาเรื่อย ๆ แบบนี้ ก็ทำให้เกิดความกังวล ว่าปฏิบัติการตรวจเยี่ยมแบบนี้ มันจะเป็นการคุกคาม ติดตาม มันไม่ใช่การเยี่ยมเยือนแบบชาวบ้านมาหากัน เราก็กังวลว่ามันจะส่งผลต่อคดีของเราไหม และคนที่บ้าน เขาจะเข้าใจไหม จะเป็นแรงกดดันอะไรไหม แล้วแม่ก็มีอาการป่วยจากโรคเบาหวาน หรือภรรยาเราจะเครียดไหม”
ปะจูมิงบอกว่า ในช่วงหลังที่ไปเปิดร้านน้ำชาและขายอาหารในแถว ๆ บ้าน ก็มีเจ้าหน้าที่ไปหาที่ร้านด้วยเหมือนกัน พร้อมกับช่วยอุดหนุน หากเป็นเช่นนี้สำหรับเขาก็ไม่ได้ถือสาอะไร ยินดีให้มาพบ แต่ไม่อยากให้ไปติดตามที่บ้าน เนื่องจากกลัวการสร้างภาวะกดดันให้กับครอบครัว
.
เห็นมุมมองต่อ “การสร้างสันติภาพในชายแดนใต้” และ “รัฐธรรมนูญใหม่”
แม้ในด้านชีวิตส่วนตัว ปะจูมิงจะเผชิญคลื่นลมหลายอย่าง แต่เขาก็ยังมีความตั้งใจอยากเห็นชุมชนพื้นที่ที่เขาอยู่ เกิดความสงบและสันติภาพอย่างแท้จริงขึ้น รวมทั้งในฐานะคนรุ่นใหม่ เขาก็เห็นว่าการพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองในมิติต่าง ๆ ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก
“ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ มันกินเวลาไปนาน และมันกลืนกินชีวิตของผู้คนมากมายในพื้นที่นี้” ในขณะที่ปะจูมิงอายุ 22 ปี นั่นคือพอ ๆ กับระยะเวลาที่ความขัดแย้งระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2547 เท่ากับเขายังไม่เคยมีช่วงเวลาที่เห็นบ้านเกิดสงบสุขกว่านี้มาก่อน
“สิ่งที่เกิดขึ้นมันได้รับผลกระทบทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ชาวบ้าน พระสงฆ์ ครู เด็กเยาวชน ก็ได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราไม่อยากเห็น ก็คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือใครต้องสังเวยชีวิตกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” ปะจูมิงสะท้อนความรู้สึก
เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ปะจูมิงเห็นว่ากระบวนการพูดคุยเจรจาสันติภาพยังเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ที่ผ่านมาค่อนข้างถูกนำไปผูกกับรัฐบาลซึ่งมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจไปมา จึงทำให้ต้องหยุดชะงักลงบ่อยครั้ง และในช่วงที่ชะงักนี้ ก็มักจะพบเหตุรุนแรงที่มีความถี่สูงขึ้น แต่ขณะที่ช่วงที่มีกระบวนการพูดคุยเจรจา ข้อมูลก็บอกว่าความรุนแรงลดน้อยลง แม้ไม่ได้ถึงกับหายไป
“เราหวังว่าหลังมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลจะจริงจังกับการเสริมสร้างกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เราไม่อยากเห็นกระบวนการที่จะต้องหยุดชะงักเรื่อย ๆ เพราะปัญหาของรัฐบาล หรือรัฐบาลต้องมาถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิอีก เราไม่อยากวนซ้ำไปมาแบบนั้น เราอยากให้วาระการสร้างสันติภาพ เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีความต่อเนื่อง ไม่อยากให้สะดุดอีก” ปะจูมิงบอกถึงความคาดหวังของเขา
“ในส่วนของการเมืองส่วนกลาง เราหวังว่านักการเมืองที่จะถูกเลือกตั้งจากพื้นที่ จะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างกระบวนการสันติภาพในชายแดนใต้ เราหวังนักการเมืองมาก็มาก แต่สันติภาพที่เราอยากเห็น มันก็ยังไม่เห็นได้ชัด มันยังไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้มันอยู่ตรงไหน แต่ก็ยังต้องหวังกันต่อไป เราพยายามหวัง เพราะเราอยากให้มีสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่”
สิ่งที่เรียกว่ากระบวนการสร้างสันติภาพ สำหรับปะจูมิงแล้ว ยังไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสามจังหวัดภาคใต้ แต่ยังเป็นเรื่องที่ความขัดแย้งในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือพื้นที่ความขัดแย้งอื่น ๆ ในประเทศไทย ก็ต้องเสริมสร้างร่วมกันเช่นเดียวกัน
“ผมยืนยันเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้จริง เรื่องเหล่านี้ก็น่าจะส่งผลต่อเรื่องสันติภาพในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งน่าจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง มันไม่เพียงพอแค่บอกว่า เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
“เมื่อเราอยากเห็นการกำหนดเรื่องกระบวนการสร้างสันติภาพที่เป็นวาระแห่งชาติ อาจจะอยู่ในรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ หรือเป็นนโยบายที่เห็นได้ชัด จนมีความสำคัญต่อการสร้างสันติภาพในทุกพื้นที่” ปะจูมิงทิ้งท้ายถึงความหวังของเขา
.



