อีกสองวัน ประเทศไทยจะเกิดการลงประชามติครั้งสำคัญด้วยคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยจะเป็นการลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรก และยังเป็นหนแรกที่การลงประชามติในสังคมไทยเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่ค่อนข้างเปิดกว้าง กว่าการลงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และ 2560 ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทหารที่มาจากยึดอำนาจทั้งสองครั้ง และเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นลงประชามติที่เสรีและเป็นธรรม
ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเผชิญกับความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการฉีกรัฐธรรมนูญมาสองฉบับโดยการรัฐประหารสองครั้ง ก่อให้เกิดการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ยังทำให้การเมืองไทยอยู่ภายใต้ความขัดแย้งและความไม่มีเสถียรภาพสืบต่อมา จนกลายเป็นมรดกตกทอดสำคัญจากการรัฐประหารที่ยังคงอยู่กับสังคมไทยยืดยาวออกไป
ถึงที่สุดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เราเผชิญกับการยึดเอาอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไปจากมือของประชาชน พร้อมออกแบบกติกา และก่อตั้งระบบการเมืองที่ทำให้อำนาจนอกเหนือระบอบประชาธิปไตยและไม่ยึดโยงกับประชาชน สามารถใช้กลไกต่าง ๆ ยึดกุมระบบเอาไว้ได้
ปัญหาใจกลางของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 คือการออกแบบระบบการเมือง ที่ทำให้อำนาจขององค์กรหรือสถาบันทางการเมืองที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน สามารถควบคุมเหนืออำนาจของสถาบันทางการเมืองที่มาจากประชาชน หากแต่ “องค์กรเพื่อการตรวจสอบ” เหล่านั้น กลับหลุดลอยเหนือการตรวจสอบเสียเอง ก่อให้เกิดระบบการเมืองที่ความสัมพันธ์ทางอำนาจเป็นไปอย่างบิดเบี้ยว ทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอ รวมทั้งทำให้เจตจำนงของประชาชนที่จะส่งผ่านสถาบันทางการเมืองถูกลดทอนอำนาจลง
รัฐธรรมนูญปี 2560 กำลังกลายเป็นเหมือน “กรงขัง” สำหรับระบบการเมืองไทย ที่ยิ่งดำเนินต่อไป ก็ทำให้วงจรการเข้ายึดกุมอำนาจในสถาบันทางการเมืองที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนเข้มข้นขึ้น กลไกการตรวจสอบต่าง ๆ ก็ดำเนินไปแบบพิกลพิการ และสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน แม้ยังคงอยู่ แต่ก็ถูกทำให้อ่อนแอลง
การจัดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกติกาเหล่านี้ จึงต้องทำอย่างเป็นระบบ เกี่ยวร้อยกันเป็นสายโซ่ในการออกแบบสถาบันทางการเมืองใหม่โดยภาพรวม ไม่ใช่เพียงสามารถแก้ไขเป็นรายเรื่อง-รายประเด็นได้ ทั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 การแก้ไขรายมาตรายังถูกออกแบบมาให้เป็นไปได้ยากยิ่งอยู่แล้ว
การเริ่มต้นร่างกติกาในการอยู่ร่วมกันใหม่อีกครั้ง จึงเป็นปฏิบัติการหนึ่งในการพยายามลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร ทำให้เกิดการสร้างกติกาใหม่ที่ได้รับการยอมรับร่วมกันจากพลังทางสังคมต่าง ๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ และทำให้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญกลับมาอยู่ในมือของประชาชน
การออกแบบระบบการเมืองที่ดี สัมพันธ์กับการสร้างกติกาการเข้าสู่อำนาจรัฐที่เป็นยอมรับ การทำให้สังคมมีเสถียรภาพ การสร้างระบบนิติรัฐอันเข้มแข็ง การออกแบบกลไกการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ไปจนถึงเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง และการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอันไม่แน่นอน
ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า กติกาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ไม่สามารถถูกใช้อย่างยั่งยืนถาวรได้ตลอดไป วันใดวันหนึ่ง สังคมไทยก็ต้องเลือกหนทางเปลี่ยนแปลงกติกาที่เป็นอยู่นี้ เพื่อให้เหมาะสมกับทั้งบริบทของสังคมและโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว เพียงแต่การเลือกทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงโดยสันติตั้งแต่วันนี้ แม้ภายใต้ข้อกำจัดของระบบที่เป็นอยู่ อาจเป็นหนทางที่ดีกว่าการถ่วงรั้งเวลาให้เนิ่นยาวออกไป โดยไม่อาจรู้ว่าจะนำพาประเทศที่ใช้กติกาเช่นนี้ไปสู่จุดใด และสังคมไทยต้องเผชิญกับการสูญเสียโอกาสและผลกระทบเช่นใดบ้าง ต้นทุนเหล่านี้อาจ “แพง” ยิ่งกว่างบประมาณในการจัดการลงประชามติเสียอีก
แม้หนทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังอีกยาวไกล เมื่อถูกกำหนดให้ต้องผ่านการลงประชามติถึงสามครั้ง นับจากครั้งนี้, ครั้งที่ 2 (เห็นชอบกับวิธีการและเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่จะถูกร่างขึ้นหรือไม่) และครั้งที่ 3 (หลังกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ประชาชนเห็นชอบกับร่างฉบับดังกล่าวหรือไม่) กระบวนการต่อจากนี้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี เผชิญกับคลื่นลมทางการเมืองอีกหลายระลอก และยังต้องอาศัยพลังของประชาชนที่ร่วมกันส่งเสียงอีกหลายครั้ง เพื่อเปลี่ยนแปลงกติกาในการอยู่ร่วมกันของสังคมนี้
แต่ถึงอย่างไรการลงมติเห็นชอบในประชามติในครั้งแรก ก็นับได้ว่าเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กว้างขวางเข้าไว้ก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมได้เริ่มต้นเห็นช่องทางออกเดินจากกรงที่กำลังคุมขังเราไว้อยู่
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เชิญชวนประชาชนใช้ปากกาในมือ ใช้คนละหนึ่งเสียงของเรา ลงประชามติเห็นชอบให้มีการร่างกติกาใหม่ และยืนยันถึงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนไปด้วยกัน
.
#8กุมภากาเห็นชอบ
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
6 กุมภาพันธ์ 2569
.
