วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้จัดงาน “UNcover: สำรวจองค์กรสหประชาชาติและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนท่ามกลางพลวัตการเมืองโลก” โดยมีจุดมุ่งหมายในการเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่มีความสนใจได้มาทำความรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติมากขึ้น
นอกจากนั้น ภายในงานยังได้มีการเปิดตัวเว็บไซต์ “Right Review” เว็บไซต์ฐานข้อมูลสิทธิมนุษยชนจากการใช้กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีการรวบรวมหนังสือร้องเรียน (Communication) ที่กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) และคณะทำงานด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (Working Group on Arbitrary Detention) ได้ส่งมายังประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์
อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวเปิดงาน โดยเริ่มจากการเล่าถึงที่มาของการจัดทำเว็บไซต์ อันสืบเนื่องมาจากการใช้กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ กล่าวคือ เมื่อประมาณ 14 ปีที่แล้ว สหประชาชาติเคยได้ส่งหนังสือร้องเรียนเลขที่ THA 5/2011 มายังรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นหนังสือร้องเรียนเล่มแรกอันสืบเนื่องมาจากการบังคับใช้มาตรา 112 ต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง ที่ได้ลงระบบเว็บไซต์ของสหประชาชาติ
ในหนังสือร้องเรียนจากกลไกพิเศษของสหประชาชาติมีการเน้นย้ำอย่างต่อเนื่องว่า มาตรา 112 ขัดต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่ามาตราดังกล่าวขัดกับ หลักความชัดเจนของกฎหมาย (principle of legality) เนื่องจากมีถ้อยคำและนิยามที่คลุมเครือ ทำให้ประชาชนไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่าอะไรเป็นการกระทำที่ผิดหรือไม่ผิด อีกทั้งยังขัดกับหลัก ความชอบธรรมของกฎหมาย (legitimacy) แม้รัฐไทยจะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ แต่การอ้างเช่นนี้ต้องพิสูจน์ได้ว่ากฎหมายมีความจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของรัฐ ซึ่งประเทศไทยยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ มาตรา 112 ยังไม่เป็นไปตามหลัก ความจำเป็นและความได้สัดส่วน (necessity and proportionality) โดยเฉพาะในส่วนของอัตราโทษที่สูงเกินสมควร ทำให้มาตรานี้ถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวางว่าละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล
อัครชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้กลไกสหประชาชาติเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีฐานข้อมูลที่เข้มแข็งที่สามารถสะท้อนประวัติการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไทย อีกทั้งในปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภาครัฐได้จัดทำชุดข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนของตนเอง ดังนั้น ภาคประชาสังคมจึงควรจัดทำข้อมูลในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เป็นการสะท้อนข้อมูลที่นำเสนอจากภาครัฐ จึงนำไปสู่การพัฒนาเว็บไซต์ Rights Review ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการใช้กลไกสหประชาชาติจากภาคประชาสังคม
จุดประสงค์และแนวคิดเบื้องหลังของเว็บไซต์ Rights Review
ยศธร เนียมสะอิ้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อธิบายถึงจุดประสงค์ของการจัดทำเว็บไซต์ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้พัฒนาฐานข้อมูลที่มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสถิติการดำเนินคดีทางการเมือง ดังนั้น การจัดทำเว็บไซต์จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ประเทศไทยยื่นสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พบว่าข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยังไม่แพร่หลายนัก อีกทั้งประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้มากขึ้นสำหรับสาธารณชน
ณภัทร แต้เถา Data Storyteller และ Project Coordinator จาก Punch Up เล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังหน้าแรก (landing page) ของเว็บไซต์ Rights Review ว่าเป็นพื้นที่สำหรับเล่าเรื่องสถิติทางการเมืองให้ประชาชนเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จุดเริ่มต้นของการออกแบบมาจากการนำเสนอข้อมูลการดำเนินคดีทางการเมืองในหลากหลายมิติ แม้ว่าประเทศไทยปัจจุบันจะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การดำเนินคดีทางการเมืองก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ทีมออกแบบต้องการ “ทำให้สถิติมีความเป็นมนุษย์” เพราะผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองคือบุคคลที่มีตัวตนและมีชีวิต ดังนั้น สถิติบนหน้าแรกจึงใส่องค์ประกอบที่สะท้อนตัวตนของผู้ถูกดำเนินคดี อาทิ เพศ อายุ และอาชีพ เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักว่าตัวเลขเหล่านี้คือชีวิตของคนจริง ๆ
บทบาทของกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และความท้าทายในการนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ
นิชาภา ชาญวิสิฐกุล Assistant Human Rights Officer จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) อธิบายว่า ในทางปฏิบัติ กลไกด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (UN Human Rights Mechanisms) เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามและตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศ โดยประกอบด้วยกลไกย่อยหลายประเภท ได้แก่ กลไกตามอนุสัญญา (Treaty Bodies)
กลไกการทบทวนเป็นรอบ เช่น Universal Periodic Review (UPR) และผู้รายงานพิเศษ (Special Procedures) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่าง ๆ
นิชาภาได้ขยายความเกี่ยวกับบทบาทของผู้รายงานพิเศษว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้กลไกนี้คือ การมีข้อมูลที่ได้จากพื้นที่จริง การเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างละเอียดคือหัวใจของการส่งเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ระบบกลไกสหประชาชาติ และเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนสามารถมีบทบาทร่วมกันได้
เมื่อเรื่องร้องเรียนถูกส่งเข้าไปแล้ว สิ่งที่ผู้รายงานพิเศษสามารถจัดทำได้คือ ข้อเสนอแนะ (Recommendations) แม้ว่าข้อเสนอแนะจะไม่มีผลบังคับใช้โดยตรงเหมือนคำพิพากษาของศาล แต่ก็มีความสำคัญในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในกระบวนการทางการทูต และการนำไปใช้ผลักดันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการทำงานร่วมกับรัฐและภาคประชาสังคม
อย่างไรก็ตาม นิชาภาชี้ให้เห็นว่าการนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ในทางปฏิบัติยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากหลายครั้งหน่วยงานรัฐไม่แน่ใจว่าจะนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปดำเนินการอย่างไรให้เกิดผลจริง
กลไกพิเศษสหประชาชาติในการคุ้มครองภาคประชาสังคมและบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชน
บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจาก iLaw แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของกลไกสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติในการคุ้มครองภาคประชาสังคมจากการคุกคามและการดำเนินคดีว่า หนังสือร้องเรียนที่ส่งผ่านกลไกพิเศษของสหประชาชาติเป็นเสมือนบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่มีวันหมดอายุ แม้ว่ารัฐอาจตอบกลับหรือเพิกเฉยต่อหนังสือดังกล่าว แต่ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้จะยังคงสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้ว่าเกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิใดขึ้นบ้าง
บุศรินทร์เสริมว่า ในสถานการณ์เร่งด่วน หากสามารถส่งรายงานร้องเรียนไปยังกลไกพิเศษของสหประชาชาติ ก็อาจช่วยชะลอหรือยับยั้งความรุนแรงได้ ตัวอย่างเช่น ในช่วงการชุมนุมปี 2563–2564 การส่งเรื่องร้องเรียนช่วยทำให้รัฐระมัดระวังและลดการใช้ความรุนแรงลงในการชุมนุมครั้งต่อ ๆ มา หรืออย่างน้อยก็ทำให้รัฐทบทวนการปฏิบัติของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มเติม
แม้ว่าผลลัพธ์จากการร้องเรียนอาจมาในรูปของข้อเสนอแนะที่ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ข้อเสนอแนะเหล่านี้สามารถนำไปสู่การพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติใหม่ ๆ ได้ เช่น ในการแก้ไขพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งมีการนำข้อเสนอแนะจากกลไกพิเศษของสหประชาชาติมาปรับใช้ในการพัฒนากฎหมายดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ดี บุศรินทร์ได้สะท้อนในข้อท้าทายของการใช้กลไกพิเศษต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนว่า ในทางปฏิบัติผู้ที่ถูกละเมิดสิทธินั้นมีความเปราะบางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการที่ต้องผ่านการทบทวนการละเมิดสิทธิที่เคยเกิดขึ้นในห้วงเวลาหนึ่ง ฉะนั้น การมีบุคคลในการช่วยในการสนับสนุนในการใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริง หรือให้การสนับสนุนทางด้านจิตใจจึงมีความสำคัญ
การใช้กลไกผู้รายงานพิเศษของ UN ในการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ยศธร เนียมสะอิ้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวว่า สหประชาชาติมีความสำคัญ เพราะเป็นเวทีที่ทำให้เห็นว่าประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกจับตามองอยู่ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเองได้ให้ความสำคัญกับกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งองค์กรในปี 2557
ในบริบทของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมกับกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านการใช้กลไกของผู้รายงานพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นด้านเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม หรือความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความ อย่างไรก็ดี การทำงานร่วมกับผู้รายงานพิเศษแต่ละด้านย่อมมีความแตกต่างกันตามกรอบประเด็นตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่กำกับดูแล ตัวอย่างเช่น ในการส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการควบคุมตัวโดยพลการตามเกณฑ์ที่คณะทำงานกำหนดอย่างไร หรืออย่างในกรณีของความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวขัดกับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมอย่างไร
ทั้งนี้ ยศธรได้เผยว่า นับตั้งแต่ปี 2566 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรวมไปถึงกลไกของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ และการให้ข้อมูลที่คณะทำงานได้เปิดให้องค์กรภาคประชาสังคมได้เข้าไปให้ข้อมูลอีกกว่า 23 ฉบับ
ความท้าทายของเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ
อันนา อันนานนท์ นักกิจกรรมเยาวชน ได้สะท้อนถึงความท้าทายในทางปฏิบัติของกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ โดยชี้ว่า แม้สหประชาชาติจะทำหน้าที่เสมือนองค์กรกลาง แต่กลไกดังกล่าวกลับเข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะสำหรับนักกิจกรรมที่เป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งมักเผชิญอุปสรรคจากปัจจัยด้านอายุ ภาษา และข้อจำกัดอื่น ๆ นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่ากลไกพิเศษของสหประชาชาติยังขาดความเป็นมิตรต่อเด็ก (child-friendly) ส่งผลให้เด็กที่ต้องการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเด็กเข้าถึงกลไกได้อย่างจำกัด และนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับบทบาทของสหประชาชาติในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิเด็กและเยาวชน
อันนายังเสนอด้วยว่า ควรมีการปรับกลไกให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศที่ไม่ได้ใช้หนึ่งในหกภาษาทางการของสหประชาชาติ (อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน จีน อาหรับ และรัสเซีย) เพื่อให้กลไกดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้ง่ายต่อประเทศกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น
ในกรณีของอันนา ได้เคยส่งหนังสือร้องเรียนไปยังสหประชาชาติในช่วงปี 2566 ซึ่งจากการส่งหนังสือร้องเรียนไปยังกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติในครั้งนั้น ทำให้เธอเห็นข้อเท็จจริงจากมุมของรัฐที่ได้ตอบกลับมายังสหประชาชาติ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เธออาจจะไม่ได้รับทราบหากสอบถามทางรัฐไปโดยตรง
สหประชาชาติในปัจจุบันและอนาคต ท่ามกลางสภาวะการณ์ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์
นิชาภา ชาญวิสิฐกุล Assistant Human Rights Officer จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เห็นว่า แม้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะทำให้พื้นที่ในการแสดงออกถดถอยลง แต่สหประชาชาติยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องปฏิบัติภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เธอย้ำว่าสหประชาชาติต้องยืนหยัดบนหลักสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งเป็นหลักการที่รัฐต่าง ๆ ได้ให้ฉันทามติไว้ และควรมีบทบาทเชิงรณรงค์เพื่อผลักดันให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามและรับผิดชอบต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
ในสถานการณ์ที่พื้นที่การแสดงออกหดแคบลงยิ่งกว่าเดิม ย่อมส่งผลให้จำนวนผู้ที่เผชิญความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น สหประชาชาติจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่บรรดานักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบทที่หลายประเทศมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมและมีประเด็นจำนวนมากที่ไม่สามารถถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผยภายในประเทศ สหประชาชาติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสามารถสื่อสารกับรัฐ ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านเวทีระหว่างประเทศรูปแบบต่าง ๆ
นอกจากนี้ สหประชาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเกณฑ์ มาตรฐาน และบรรทัดฐานใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับพลวัตของประเด็นสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย เช่น ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและสิทธิในโลกดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับองค์กรระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน และสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนามาตรฐานใหม่ที่ตอบรับความท้าทายทางสิทธิมนุษยชนในอนาคต
แม้เส้นทางการผลักดันสิทธิมนุษยชนผ่านกลไกสหประชาชาติจะเต็มไปด้วยความท้าทายท่ามกลางบริบทที่เสรีภาพกำลังถูกบีบให้แคบลง แต่อย่างไรก็ดีกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้เสียงของภาคประชาสังคม โดยเฉพาะผู้ที่เผชิญการละเมิดสิทธิ ถูกส่งต่อไปยังเวทีระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ด้วยบริบทดังกล่าวนี้เองเว็บไซต์ Right Review จึงไม่เพียงเป็นคลังข้อมูล หากยังเป็นหลักฐานร่วมสมัยของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชน นักกิจกรรม และนักปกป้องสิทธิสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สะท้อนความจริงจากพื้นที่ได้อย่างรอบด้าน โดยมุ่งหวังว่าฐานข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายในอนาคตข้างหน้า
