“ให้เกียรติคน แต่ไม่ทนหากถูกล้ำเส้น” อาจจะเป็นคำนิยามของ ภวัต หิรัณย์ภณ หรือ “เจ๊ป๊อกกี้” หนึ่งในจำเลยคดีมาตรา 112 ที่ถูกกล่าวหาว่าได้เข้าร่วมกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว
เจ๊ป๊อกกี้ พนักงานฝ่ายเอกสารในบริษัทขนส่งวัย 41 ปี บอกให้เรียกเธอแบบนั้น พร้อมเล่าให้ฟังว่า เดิมทีตัวเองก็ไม่ได้สนใจการเมือง เพราะรู้สึกเข้าไม่ถึง จนเริ่มรับรู้ถึงความแปลกประหลาดตอนที่ได้ดูคลิปขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พูดกับ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และณัฐชนน พยัฆพันธ์ กรณีที่ทั้งสองชูป้ายทวงถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จังหวัดระยองเมื่อกลางปี 2563 ว่า “เดี๋ยวจะหาข้อหาให้”
จากนั้น ความอยากรู้และความสนใจทางการเมืองจึงเริ่มขึ้น เธอเริ่มติดตามและออกไปในที่ชุมนุมเมื่อมีเวลาว่างโดยมีความตั้งใจว่าต้องการฟังว่า “เด็ก ๆ” เขาคิดเห็นยังไง เขาทำอะไร
จนกระทั่งมีหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหามาที่บ้าน เจ๊ป๊อกกี้ได้เดินทางไปตามหมายเรียก โดยให้การปฏิเสธ พร้อมแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ว่ากรณี ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล แจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 กับเธอนั้น ถือเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ตนไม่ได้ไปร่วมกิจกรรม
ในชั้นศาล เจ๊ป๊อกกี้ยังคงยืนยันต่อสู้ว่า การดำเนินคดีกับตนเป็นการยัดคดี ไม่ใช่การดำเนินคดีโดยสุจริต ทั้งมองว่าพยานโจทก์บางปากยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีเจ๊ป๊อกกี้อยู่ในที่เกิดเหตุหรือเป็นจำเลยในคดีด้วยซ้ำ ก่อนนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 นี้ ชวนทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น

.
ประโยคเปลี่ยนโลก: จากคนนอกที่ไม่ได้สนใจสู่คนในขบวนการชุมนุม
“เจ๊ป๊อกกี้” เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ครอบครัวประกอบด้วย พ่ออายุ 70 ปี เคยขับรถรับจ้างสามล้อ ยายอายุ 90 ปี เคยเป็นแม่ค้า แต่ปัจจุบันเลิกทำงานแล้ว และน้องอีกหนึ่งคน เจ๊ป๊อกกี้เรียนจบปริญญาตรีด้านการปกครองจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และรับภาระค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมดเดือนละประมาณ 10,000 บาท
ในช่วงปี 2563-64 ช่วงเดียวกันกับที่เจ๊ป๊อกกี้ถูกดำเนินคดี พร้อมไปกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ชีวิตก็พังไม่เป็นท่า เธอถูกให้ออกจากที่ทำงานและการหางานใหม่ยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อถูกดำเนินคดีมาตรา 112
ระหว่างการพูดคุยหลายครั้งเจ๊ป๊อกกี้มีอาการหายใจแรง หายใจติดขัด ก่อนจะหยิบยาพ่นหอบมาใช้ เธอเล่าว่ามีโรคประจำตัวอยู่คือโรคหอบหืดและความดัน ด้วยความที่น้ำหนักตัวเยอะเวลาเดินหรือออกแรงมาก ๆ จะทำให้หายใจติดขัดหรือในช่วงอากาศเย็น ๆ ก็จะมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอกบ่อย
เธอเล่าให้ฟังต่อว่า ก่อนหน้าที่จะสนใจเรื่องการเมือง เดิมทีที่บ้านมีฐานะค่อนข้างยากจน ไม่มีแม้แต่โทรทัศน์ ทำให้ตนเองไม่ได้รับรู้ข่าวสารว่ามีอะไรเกิดขึ้นมากนัก แตกต่างจากการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ที่มีปรากฏบนโซเชียล บนมือถือ ยังพอเห็นข่าวจากการปัดฟีดทวิตเตอร์หรือเห็นผ่านเฟซบุ๊ก แต่ก็ไม่ได้สนใจเลยในทันที
การได้ดูคลิปที่นักกิจกรรมไปชูป้ายขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มาจากการรัฐประหารขณะลงพื้นที่จังหวัดระยอง กลายเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ไม่ได้จำเหตุการณ์ที่น้องถือป้าย หรือว่าข้อความในป้าย แต่จำคำพูดของคนตำรวจในคลิปที่พูดกับไมค์ได้ว่า ‘เออ เดี๋ยวจะหาข้อหาให้’”
คำพูดนั้น คือจุดที่ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยเริ่มไม่ปกติ ส่วนตัวเจ๊ป๊อกกี้ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน และเข้าใจว่าถ้ามันเป็นการทำผิดซึ่งหน้า ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน ตำรวจอาจมีอำนาจระงับเหตุ แต่ถ้าเกิดกรณีไม่มีอำนาจสั่ง หรือว่าไม่มีข้อกฎหมายให้ เช่น ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ จะต้องมีคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุม หรือต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ความผิดปกตินี้ ทำให้เจ๊ป๊อกกี้เริ่มลองไปฟังเสียงของ “เด็กๆ” มากขึ้น
“แต่อันนี้ขอเล่าหน่อยเหอะ” เจ๊ป๊อกกี้ยิ้มและกลั้นขำก่อนจะพูดต่อว่า “ม็อบครั้งแรกที่ไปเลยนะ มันเป็นความรู้สึกที่แบบ เฮ้ย มันต้องไปว่ะ มันเป็นไพรด์ (ศักดิ์ศรี) ที่ LGBTQ+ อย่างเราต้องไป ที่เราไปคือ เราไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่เขา (#ม็อบไม่มุ้งมิ้งแต่ตุ้งติ้งค่ะคุณรัฐบาล) จัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย!”
เจ๊ป๊อกกี้เล่าไปพลางหัวเราะไป ประสบการณ์ครั้งแรกสำหรับประชาชนมือใหม่เพิ่งหัดไปชุมนุม แค่เริ่มก็ไปผิดที่แล้ว โชคดีวันนั้นได้เจอกับกลุ่มคนเสื้อแดง และมีคนบอกว่ากิจกรรมจัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนชวนนั่งแท็กซี่ไปด้วยกัน
เมื่อไปถึงที่ชุมนุม ก็ได้พบอินฟลูเอนเซอร์ผู้มีความหลากหลายทางเพศหลายท่าน และสิ่งหนึ่งที่ได้จากการชุมนุมวันนั้น คือ การได้ฟังว่า ผู้ชุมนุมที่ส่วนมากอายุน้อยกว่าเธอ เขาคิดเห็นกันยังไง และเขามาทำอะไรกัน
หลังเลิกกิจกรรมยังมีการเชิญชวนไปร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งในช่วงปี 63 มีกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น ชวนกันไปธรรมศาสตร์ หรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถึงจุดนี้ เธอก็เลยลองไปร่วมอีกหลายกิจกรรม
.
เจ๊ป๊อกกี้ยืนยันไม่ได้ไปร่วมกิจกรรม พฤติกรรมที่บรรยายว่าผิด ม.112 ถือว่ากระจอกสุด ๆ
มาตรา 112 ในความเข้าใจของเจ๊ป๊อกกี้ก่อนจะได้รับหมายเรียก เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ไม่รู้ว่าโทษมันเท่าไร แต่พอจำข่าวสารได้ว่ามีกรณี ‘ไผ่ ดาวดิน’ นักกิจกรรมที่แชร์ข่าวบีบีซีไทย แล้วถูกจำคุก แต่หลังฟัง “เด็ก ๆ” มากขึ้นจึงเริ่มศึกษาต่อและพอเข้าใจอะไรเป็นอะไรมากขึ้น
“กฎหมายนี้มีความไม่ปกติ คนจะฟ้อง ใครมั่ว ๆ ซั่ว ๆ อย่างนี้? ไม่ใช่ละ” นี่คือข้อสังเกตแรกของเจ๊ป๊อกกี้ ข้อที่สองคือหลายคดีดูเหมือนไม่ได้เข้าข่าย หรือเป็นลักษณะล้อเลียนที่ไม่น่าจะเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย “พูดตรง ๆ คุณเล่นละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ไม่ได้เลยนะ คุณมั่นใจได้ยังไงว่าเขาตั้งใจล้อ?”
“คุณเอาความเข้าใจตัวเอง และยัดคดีคนอื่นจนเขาอยู่ประเทศตัวเองไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ของกฎหมาย 112 คนที่จะแจ้งความได้ ควรจะเป็นสำนักพระราชวัง หรือตัวแทน เป็นผู้แจ้งโดยตรง ไม่ใช่ใครก็ได้ไปแจ้งไว้ แล้วบอกว่าใกล้เคียงท่าน มันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง”
“ถ้าเราไม่โดนคดี 112 ก่อนหน้านี้ เราก็ทำงานตามปกติ แต่ถ้าเกิดมีเรื่องไม่ปกติ เราก็ยังแอคชั่นอยู่ ต่อให้โดนหรือไม่โดนเราก็เคลื่อนไหวร่วมกับน้อง ๆ” เธอให้ความเห็นว่าหลังจากสนใจการเมืองแล้ว หลายอย่างก็เปลี่ยนไป
ในเหตุการณ์ที่เจ๊ป๊อกกี้ถูกดำเนินคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีเดียวที่เธอถูกล่าวหา เธอยืนยันว่า ‘ไม่ได้ไปร่วม’ แต่เห็นข่าวว่ามีคนใส่เสื้อครอปท็อป แล้วโดนแจ้งข้อหามาตรา 112 ชื่อ “สายน้ำ” ซึ่งเป็นเยาวชน ก่อนทราบว่าเนื้อหาเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียกร้องต่อกรณีนี้
เจ๊ป๊อกกี้ถูกให้ออกจากงานไม่กี่วันก่อนที่หมายเรียกครั้งแรกจะมาถึงที่บ้าน แต่ตอนนั้นไม่มีคนอยู่บ้าน จนคราวที่มีหมายเรียกครั้งที่ 2 ตอนเห็นหมายก็คิดว่าโดนคดีได้ยังไงในเมื่อไม่ได้ไปร่วมกิจกรรม ถ้าเกิดว่าเป็นบุคคลตามคลิปที่ทางด้านของเจ้าหน้าที่รัฐพูดถึง ก็ควรจะต้องมีการพิสูจน์ตัวตน ต้องหาว่าบุคคลนั้น กระทำความผิด หรือทำกิจกรรมร่วมหรือไม่ เธอนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “มันก็เลยทำให้ย้อนกลับไปว่า เอ๊ะ หรือเพราะเราเคยไปร่วมกิจกรรมเด็ก ๆ เราเลยต้องโดน?”
ในวันที่ไปรับข้อกล่าวหา มีตำรวจนายหนึ่งซึ่งเจ๊ป๊อกกี้เดาว่าน่าจะมียศสูงเพราะมีดาวเต็มบ่า 3-4 ดวงพูดว่า “เนี่ย รูปในบัตรประชาชนกับรูปที่ถ่ายออกมา ไม่เห็นเหมือนกับตัวจริงเลย มิน่าถึงหาตัวยาก” เจ๊ป๊อกกี้เลยตอบว่า “ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ เรียกว่าคุณพี่ก็แล้วกัน คุณพี่ก็น่าจะคิดนะคะ ถ้าเกิดว่ารูปกับตัวตน ที่พี่กำลังกล่าวอ้างถึง มันแทบจะไม่เหมือนกันน่ะ แล้วพี่ไปเอาชื่อหนูมาเป็นจำเลยในคดีได้ยังไง” ตำรวจรายนั้นไม่ได้ตอบอะไรเดินจากไปเงียบ ๆ
“คงจะเป็น 112 ที่กระจอกที่สุดแล้ว” เจ๊ป๊อกกี้พูดและหัวเราะแห้ง ๆ เพราะพฤติการณ์บรรยายว่า มีคนที่ทำท่าไหว้ ย่อ แล้วพูด “ทรงพระเจริญ” ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท หรือพูดจาว่าร้าย ตอนแรกก็ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นคดีที่มีชื่อตัวเองเป็นจำเลย หลังให้การเสร็จเจ๊ป๊อกกี้จึงขอลงบันทึกประจำวันไว้ แย้งกับผู้แจ้งความว่าเป็นการดำเนินคดีโดยกลั่นแกล้ง ทำให้เสียรายได้และชื่อเสียง
ชีวิตหลังถูกดำเนินคดีเป็นช่วงที่สาหัสสุด ๆ ทั้งพิษจากคดีการเมืองและพิษจากการระบาดของโรคโควิด-19 เธอยื่นใบสมัครงานไป พอแจ้งว่าถูกดำเนินคดี ก็ถูกปฏิเสธจากบางบริษัทซึ่งไม่ขอข้องเกี่ยวกับการเมือง ทำให้เป็นเวลา 8 เดือนเต็ม ที่เธอไม่มีรายได้
จากปกติฐานเงินเดือนอยู่ที่ 20,000-30,000 บาท ก็ต้องกู้เงินบัตรเครดิตมาหมุนเงินใช้จ่ายจนเป็นหนี้บัตรเครดิตแสนกว่าบาท แต่ก็ได้เข้าโครงการคลินิกแก้หนี้แล้ว
กับความสัมพันธ์ที่บ้านหลังตกงานและตกเป็นจำเลย ครอบครัวไม่ยอมพูดด้วย แต่ก็พยายามอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความใจเย็นว่าเธอถูกดำเนินคดีที่ไม่ปกติ “เราไม่ได้ผิด แล้วโดนแบบนี้ แล้วจะยอมแพ้กับเรื่องนี้ จริง ๆ เหรอ”
ด้วยความโกรธกับการถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม เจ๊ป๊อกกี้ได้พยายามไปยื่นจดหมายร้องเรียนตามสถานทูตต่าง ๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอาไว้ด้วย
.

พยานโจทก์ให้การไม่ตรงกัน แม้แต่เอกสารระบุว่าผู้ต้องหาอายุ 17 ปีเศษ แต่ขณะนั้นเจ๊ป๊อกกี้อายุ 36 แล้ว
ภาพรวมการสืบพยานที่ผ่านไป เจ๊ป๊อกกี้จะจดคำเบิกความของพยานเพื่อมาทบทวนตลอดว่าแต่ละคนเบิกความว่าอะไร มีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับคดีนี้
เอกสารหลักฐานของฝ่ายโจทก์ระบุว่าผู้กระทำผิด อายุ 17 ปี 4 เดือน ในขณะที่ช่วงปีเกิดเหตุ เจ๊ป๊อกกี้อายุ 36 ปีแล้ว หรือฝั่งอัยการพยายามเปิดคลิปเหตุการณ์ แล้วถามพยานหลายปากว่าในคลิปมี “เจ๊ป๊อกกี้” หรือไม่ พยานโจทก์บางปากก็ไม่สามารถชี้ตัวได้ เฉพาะพยานที่เป็นพนักงานสอบสวนที่ชี้ว่าจำเลยที่ 4 อยู่ในเหตุการณ์ เจ๊ป๊อกกี้ตั้งข้อสังเกตพยานโจทก์ไว้ว่า “เหมือนมาคนละบ้านรถคนละคัน ข้อมูลไม่ตรงกันเลย”
เธอมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นภาพสะท้อนถึงทุกคนว่า “คุณจะยอมให้เรื่องไม่ปกติอย่างงี้เกิดขึ้น แล้วคุณจะเฉยกับมันจริง ๆ เหรอ คุณจะยอมกับเรื่องแบบนี้จริง ๆ เหรอ บางคนมันไม่มีอำนาจ ไม่มีพาวเวอร์ แต่การแค่แชร์หรือการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ปกติให้ทุกคนรับทราบ แล้วเตือนสติว่า ประเทศไทยมันมีคนมีอำนาจมืดที่ใช้กฎหมาย อย่างการใช้ 112 อยู่ ทุกวันนี้ยัดคดีคนนู้นคนนี้”
ส่วนความหวังว่าผลทางคดีจะเป็นยังไง เจ๊ป๊อกกี้คิดว่า แม้เธอจะยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ผิด แต่ก็ไม่มีใครคาดเดาผลลัพธ์ในคดีเช่นนี่ได้ ในมุมของเธอ ชีวิตตัวเองที่ผ่านมา ก็พังมากพอสมควรแล้ว แต่ก็คิดว่าตัวเองก็เก่งมากแล้วที่ดิ้นรนฝ่าฟันมาได้ จากคนที่มีเงิน มีงานทำปกติ แม้จะไม่ได้อะไรมากมาย กลับกลายต้องเป็นคนติดหนี้บัตรเครดิต เปลี่ยนงานแทบจะทุกปี
“อะไรจะเกิดก็เกิด ช่างมัน” เธอว่าเช่นนั้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
