วันที่ 9 ธ.ค. 2568 เวลา 08.30 น. ศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “หมู่อาร์ม” หรือ สิบเอกณรงค์ชัย อินทรกวี อดีตทหารชั้นประทวน สังกัดศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธ กองทัพบก จากกรณีที่ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีราชการทหาร สืบเนื่องมาจากร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ จนเกิดเหตุโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา เมื่อช่วงปี 2563
.
จำเลยร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงในกองทัพ ถูกขู่ฆ่าหากถูกคุมขัง จึงขอคุ้มครองพยานจาก ปปช. นำไปสู่การถูกแจ้งข้อหาหนีราชการทหาร
มูลเหตุของคดีนี้ เริ่มต้นขึ้นจากการร้องเรียนของสิบเอกณรงค์ชัยเกี่ยวกับการทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ จนเกิดเหตุโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา และมีการสั่งลงโทษขังสิบเอกณรงค์ชัยเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. 2563 – 22 มี.ค. 2563
แม้จะมีเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดเดียวกัน ประสานงานให้สิบเอกณรงค์ชัยไปขอขมาผู้บังคับบัญชาและยุติการดำเนินการร้องเรียนในเรื่องดังกล่าว แต่ในระหว่างที่มีการขอขมา เขาได้ยินคำขู่ว่าการลงโทษจำขังที่จะเกิดขึ้นอาจถึงแก่ชีวิต ประกอบกับเมื่อผู้บังคับบัญชาทราบว่าสิบเอกณรงค์ชัยได้ร้องเรียนกรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงจึงไม่พอใจและตัดสินใจลงโทษจำขังตามเดิม แต่เลื่อนการลงโทษเป็นวันที่ 18 – 24 มี.ค. 2563
ทั้งนี้ สิบเอกณรงค์ชัยที่เห็นว่าคำสั่งลงโทษนั้นอาจมีอันตรายถึงชีวิต จึงตัดสินใจยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานในวันที่ 17 มี.ค. 2563 ตามระเบียบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน พ.ศ. 2554
หลังจากนั้น สิบเอกณรงค์ชัย ไม่กลับไปทำงานที่หน่วยซ่อมสร้างตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2563 ถึง 8 มิ.ย. 2563 เนื่องจากถูกข่มขู่และต้องการรอการคุ้มครองพยาน การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เขาถูกฟ้องในข้อหาหนีราชการทหาร และถูกปลดออกจากราชการเป็นนายสิบกองหนุน โดยไม่ได้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญจากสังกัด บก.มทบ.11
.
อัยการศาลทหารฟ้องจำเลยฐานกระทำผิดวินัยทหาร ไม่มารายงานตัวรับโทษลงทัณฑ์จากผู้บังคับบัญชาการ
ต่อมาวันที่ 24 ก.ค. 2563 พันตรี นิติพัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพ กองอัยการศาลทหารกรุงเทพ สำนักงานอัยการทหาร กรมพระธรรมนูญ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสิบเอกณรงค์ชัย ในข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 30, 45, 46 โดนสรุปฟ้องระบุว่า
ในขณะกระทำผิดจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัด ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์ สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก กองทัพบก มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้สั่งหรือออกไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องประพฤติปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหาร จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน
ในคดีนี้ พลตรีอภิชาติ สันเที๊ย ผู้บัญชาการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปดรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก กองทัพบก ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลย มีคำสั่งลงวันที่ 17 มี.ค. 2563 ให้ลงทัณฑ์จำเลยมีกำหนด 7 วัน โดยให้มีการคุมขังตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2563 ถึงวันที่ 24 มี.ค. 2563 ณ กองเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 ตำบลทุ่งน้อย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ฐานกระทำความผิดวินัยทหาร ตามมาตรา 5(2) ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย มาตรา 5(3) ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร และมาตรา 5(7) ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476
จำเลยได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 63 อันเป็นเวลาที่คำสั่งให้จำเลยต้องมารับทัณฑ์วินัยทหารตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา มีผลให้จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น จำเลยได้บังอาจขัดขืนละเลยมิกระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาดังกล่าว โดยจำเลยไม่มารายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อรับทัณฑ์วินัยทหารตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาดังกล่าว อันเป็นการขัดขืนละเลยมิกระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2563 จำเลยได้หนีราชการเป็นระยะเวลา 2 เดือน 22 วัน จนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2563 กรมสรรพาวุธทหารบกจึงมีคำสั่งที่ 379/2563 ลงวันที่ 8 มิ.ย. 2563 ให้ปลดนายทหารประทวนรายนี้ออกจากราชการ
.
คดีนี้เริ่มนัดสืบพยานมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 โดยมี อานนท์ นำภา ร่วมเป็นทนายจำเลยในคดีด้วย การพิจารณาคดีนี้เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีการนัดสืบพยานไม่ต่อเนื่อง นัดเพียงครั้งละนัด และมีเลื่อนสืบพยานหลายครั้ง
ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าการไม่กลับไปรับราชการทหาร เหตุเพราะเกรงการถูกข่มขู่ที่อันตรายถึงชีวิต โดยนำเสนอพยานหลักฐานในเรื่องการขอคุ้มครองพยานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
คดีนี้ สิ้นสุดการสืบพยานจำเลยลงเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 รวมใช้ระยะเวลากว่า 3 ปี (แต่หากนับตั้งแต่มีการสั่งฟ้องต่อศาล คดีใช้เวลากว่า 5 ปี) จนกระทั่งศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 ธ.ค. 2568 นี้
