“น.ศ.มหิดล” มอบตัวคดี ม.110 หลังร่วมม็อบระหว่างขบวนเสด็จ ด้าน “เอกชัย” ถูกจับ เตรียมขอฝากขังพรุ่งนี้

16 ตุลาคม 2563 – ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิตวันนี้ “ฟรานซิส” หรือ นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักศึกษาปี 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการทั่วโลก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากที่ได้ทราบข่าวว่าตนถูกออกหมายจับในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 “ร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” เหตุเพราะอยู่ในพื้นที่ชุมนุมระหว่างที่มีขบวนเสด็จผ่าน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563

หลังการเข้ามอบตัว เจ้าหน้าที่สน.ดุสิตได้ทำบันทึกการรับมอบตัว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อหาที่สถานีตำรวจ แต่กลับส่งตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมควบคุมตัวไว้ในระหว่างสอบสวน โดยในวันพรุ่งนี้ บุญเกื้อหนุนจะถูกส่งตัวต่อไปยังศาลอาญาฯ เพื่อขออำนาจศาลในการฝากขังระหว่างสอบสวน

ในวันเดียวกันนี้เอง เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าจับกุมนายเอกชัย หงส์กังวาน ในฐานความผิดเดียวกัน ระหว่างที่เขากำลังเดินทางออกจากบ้านจะไปมอบตัวที่ สน.ดุสิต อยู่แล้ว เพราะได้รับทราบว่ามีหมายจับเช่นกัน หลังถูกจับกุม เขาถูกนำไปตัวไปยัง สน.ลาดพร้าว เพื่อทำบันทึกจับกุม โดยที่ไม่ได้มีทนายอยู่ร่วมระหว่างกระบวนการ ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหาเช่นกัน

พนักงานสอบสวนนำโดยพ.ต.อ.บุญโชติ เลี้ยงบำรุง ผู้กำกับสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 และทีมพนักงานสอบสวนจากสน.ดุสิต ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหา ระบุว่าคดีมีนาย ศรายุทธ สังวาลย์ทอง เป็นผู้กล่าวหา

มูลเหตุของคดีระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 17.20 น. นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง รวมถึงประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จยืนปะปนบริเวณจุดสกัดกั้นผู้ชุมนุมที่เจ้าหน้าที่ตํารวจกำลังจัดระเบียบผู้คนที่ยืนอยู่ เพื่อจะดําเนินการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ

ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าทีปังกร อยู่ในเส้นทางการเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งผ่านถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง เมื่อขบวนเสด็จมาถึงบริเวณที่นายเอกชัย และนายบุญเกื้อหนุนยืนอยู่ ทั้งสองคนได้มีการพูดปลุกระดมและยุยงให้ผู้ชุมนุมโดยรอบเส้นทางขบวนเสด็จทําการขวางกั้นบริเวณหน้าขบวน และมีฝูงชนล้อมรถยนต์พระที่นั่งของพระราชินี รวมถึงได้ตะโกนโห่ร้อง นายเอกชัยได้พูดให้มวลชนชูสามนิ้วขึ้น พรรคพวกของนายเอกชัยจึงได้ชูสามนิ้วขึ้นตาม มวลชนและนายเอกชัยยังพยายามผลักดันเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ยืนคล้องแขนกันเป็นแนวกั้นมวลชนจํานวน 2 แถว เพื่อพยายามจะเข้าไปให้ใกล้รถยนต์พระที่นั่ง

ขบวนเสด็จค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ คนสามารถเดินตามได้ทัน นายเอกชัยและกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เดินตามรถยนต์พระที่นั่งจนถึงบริเวณแยกนางเลิ้งได้ ขบวนเสด็จจึงได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่และประชาชนที่มาคอยรับเสด็จปะปนกันอยู่ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้กรูกันเข้าไปบริเวณด้านหน้าของรถยนต์พระที่นั่ง รวมถึงบริเวณโดยรอบ ปิดกั้นขบวนเสด็จ ทําให้รถยนต์พระที่นั่งต้องหยุดเคลื่อนตัว จากนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมตะโกนด่าทอ ซึ่งขณะด่าทอได้ทําสัญลักษณ์ชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมกันด้วย

จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนวิ่งกรูกันเข้ามากั้นแนวเพื่อกันผู้ชุมนุมให้ออกห่างจากรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อให้รถยนต์พระที่นั่งสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนมากั้นแนวนั้นได้ร้องขอให้ประชาชนผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จช่วยกันกั้นแนวไว้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตํารวจมีจํานวนน้อย จนกระทั่งขบวนออกพ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมไป ผู้กล่าวหาจึงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนดําเนินคดีกับทั้งสองคน ในความผิดฐาน “ร่วมกันพยายามกระทําการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี รวมถึงผู้สนับสนุนการกระทําความผิดดังกล่าว”

ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นลายลักษณ์ต่อไป โดยในคืนนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไว้ที่บก.ตชด.ภาค 1 และเตรียมนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 ระบุเนื้อหาในวรรคแรกและวรรคสองว่า “ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม อาจไม่ใช่เพียงทั้งสองคนที่ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดที่มีโทษหนักนี้ เนื่องจากมีรายงานข่าวว่าหน่วยงานความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมขอหมายศาลให้ออกหมายจับเพิ่มอีก 5 ราย

 

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

แถลงการณ์ กรณีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและสลายการชุมนุม

ความล้มเหลวบนชัยชนะ: 14 ตุลาฯ ที่ไม่ได้สถาปนาหลักนิติรัฐ

ก่อนจะถึง 14 ตุลา: ภาพรวม “การคุกคามประชาชน” หลังเยาวชนเริ่มปลดแอก