ศิลปินช่างสักถูกแจ้งข้อหา“ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” 2 คดี หลังตะโกนด่าตร. ใน 2 ชุมนุมเชียงใหม่

วันที่ 31 ส.ค. 63 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ นายพึ่งบุญ ใจเย็น ประกอบอาชีพเป็นช่างสักในจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนจากหมายเรียกผู้ต้องหาในคดีที่มี พ.ต.ท.มนัสชัย อินทร์เถื่อน แจ้งความดำเนินคดีในข้อกล่าวหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” ด้านพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา 2 คดี จากการชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 63 และการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 63 บริเวณประตูท่าแพ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

นายพึ่งบุญหลังพิมพ์ลายนิ้วมือตามขั้นตอนการรับทราบข้อกล่าวหา

วันนี้ เวลาประมาณ 11.00 น. นายพึ่งบุญ ใจเย็น พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ร.ต.ท.อมรเทพ ชุมวิสูตร รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 โดยพนักงานสอบสวนแจ้งว่านายพึ่งบุญถูกแจ้งความดำเนินคดี 2 คดีในข้อกล่าวหาเดียวกันคือ “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

คดีแรก มีผู้กล่าวหา คือพ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ กล่าวหานายพึ่งบุญจากพฤติการณ์การชุมนุมบริเวณลานประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 63 ว่าขณะพ.ต.อ.ภูวนาถได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศแจ้งเตือนการชุมนุม เพื่อให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ นายพึ่งบุญได้ใช้สเก็ตบอร์ด (Long board) แล่นรอบรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังประกาศและตะโกนว่า “ควย” จำนวน 5 ครั้ง ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการดูถูก เหยียดหยามทำให้อับอาย ทำให้เสียหาย สบประมาท ลดคุณค่าทางสังคม เป็นความผิดฐาน “ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่”

คดีที่สอง มีผู้กล่าวหา คือพ.ต.ท.มนัสชัย อินเถื่อน รองผู้กำกับการสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ กล่าวหานายพึ่งบุญจากพฤติการณ์การชุมนุมบริเวณลานประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 63 ว่าขณะที่พ.ต.ท.มนัสชัยได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศแจ้งเตือนการชุมนุม เพื่อให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ นายพึ่งบุญได้ใช้สเก็ตบอร์ด (Long board) จากลานประตูท่าแพ มายังรถเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังประกาศแจ้งเตือน โดยตะโกนคำว่า “ควย” จำนวน 5 ครั้ง  พร้อมชูนิ้วกลางแสดงสัญลักษณ์ประกอบการตะโกน ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการดูถูก เหยียดหยามทำให้อับอาย ทำให้เสียหาย สบประมาท ลดคุณค่าทางสังคม เป็นความผิดฐาน “ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่”

หลังรับทราบพฤติการณ์และข้อกล่าวหาแล้ว นายพึ่งบุญได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยังไม่ขอให้การใดๆ กับพนักงานสอบสวน ก่อนจะลงชื่อในบันทึกรับทราบข้อกล่าวหา และถูกพาตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม โดยพนักงานสอบสวนแจ้งว่าผู้ต้องหาได้เดินทางมาพบตามหมายเรียก จึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คดีแรกจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 63 ที่นายพึ่งบุญถูกกล่าวหาเป็นช่วงก่อนที่จะมีการออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ที่ข้อ 1 ของข้อกำหนดดังกล่าว ระบุว่า “การจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม การจัดให้มีกิจกรรมรวมกลุ่มหรือการใช้สิทธิของประชาชน เพื่อการชุมนุมใด ๆ ย่อมกระทำได้ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมจัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดด้วย” แต่ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหากลับระบุว่า “พ.ต.อ.ภูวนาถได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศแจ้งเตือนการชุมนุม เพื่อให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเนื่องจากเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ ไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ” ทั้งที่ช่วงดังกล่าวพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะไม่มีผลบังคับใช้

นายพึ่งบุญหลังรับทราบข้อกล่าวหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานทั้ง 2 คดี เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 63

สำหรับนายพึ่งบุญ อายุ 34 ปี จบการศึกษาด้านจิตรกรรม จากวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยวิจิตรศิลป์ เขาประกอบอาชีพช่วยงานในร้านรับสักมากว่า 15 ปี และทำงานศิลปะด้านงานวาดและกราฟฟิตี้ เขาเปิดเผยว่าเริ่มติดตามข่าวสารทางการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความไม่ปกติของประเทศไทย จึงได้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยมา จนกระทั่งเคยเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในช่วงปี 2561

นายพึ่งบุญยังเข้าร่วมทำกิจกรรมทางสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ เข้าเป็นอาสาสมัครดับไฟป่าในช่วงหมอกควันของจังหวัดเชียงใหม่ และร่วมเป็นอาสาสมัครแจกอาหารแก่ผู้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติโควิด-19 อีกด้วย

คดีนี้นับเป็นคดีที่ 2 และ 3 ของนายพึ่งบุญใจเย็น จากที่ก่อนหน้านี้เขาได้ถูกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 เรื่องการทำให้ทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์เสียหาย จากการเขียนข้อความว่า “ประเทศทวย” ลงบนป้ายจราจรในบริเวณตัวเมืองเชียงใหม่ คดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวนเช่นกัน