เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนบทความในหัวข้อ “กำลังของสามัญชนคนธรรมดา” ทบทวนถึงคำถามเรื่องชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งบทบาทของคนธรรมดาสามัญในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ที่อาจไม่มีใครเห็นหรือจดจำได้ แต่ก็ส่งผลถึงคนรุ่นหลังต่อมาจนถึงปัจจุบัน
———————
.
กำลังของสามัญชนคนธรรมดา
“เราแพ้หรือยังวะ” เป็นคำถามที่เพื่อนคดีการเมืองคนหนึ่งถามผมกลางดึกเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน เขาเล่าว่าเถียงกับที่บ้านช่วงเยี่ยมญาติอยู่หลายครั้ง ผมฟังเรื่องจนจบ แล้วก็ให้ความเห็นว่า จะสรุปว่าแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับว่าเราโฟกัสกับอะไร เอาอะไรเป็นตัวตั้ง เราอาจแพ้คดี ก็ไม่ได้แปลว่าแพ้ทางการเมือง แพ้บางศึก ก็ไม่ได้หมายความว่าแพ้ทั้งสงคราม
แม้ผมจะตอบไปแล้ว แต่มิตรสหายท่านนี้ก็ยังถามคำถามเดิมต่ออีกหลายคืน จนถึงที่สุดคืนหนึ่งผมตัดบทกับมันไปว่า “มึงถามกูคำถามเดิมหลายคืนติดแล้วนะ วันนี้กูไม่ตอบแล้ว กูง่วง”
การเดินทางไกลเพื่อประดิษฐานประชาธิปไตยอาจมีคำถามพูดขึ้นมามากมาย ทั้งจากในหัวของเราเองและจากคำพูดของคนรอบข้าง เช่น เราแพ้หรือยัง? เมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย? สู้ไปทำไม?
บางคนอาจเจอสถานการณ์ดังคำกล่าวในบทกวีที่ว่า “ขณะเพื่อนหลายคนเค้าบ่นเบื่อ เธอกลับต้องเชื่อมั่นถึงวันใหม่ ขณะเพื่อนเลิกเป็นเพื่อนเฉือนหัวใจ ต้องแน่นหนักรักใคร่ประชาชน” แล้วถึงจุดหนึ่งก็อาจมีคำถามต่อไปว่า “แล้วเมื่อทุกข์หัวใจใครจะเห็น กลายเป็นศพเน่าเหม็นใครจะหม่น ก็คงมีคนไทยไม่กี่คน มาท่องบ่นความดีวีรกรรม”
ในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยมีประชาชนลุกขึ้นยืนหยัดมากมาย หลายคนมาต่อสู้อย่างทุ่มเทเต็มที่ แต่ก็อาจไม่มีใครเห็น ไม่มีใครจดจำ แต่ใช่ว่าการกระทำของพวกเขานั้นไร้ความหมาย
ผมอยากเล่าถึงเรื่องราวเล็ก ๆ สำหรับใครบางคน แต่เรื่องเล็ก ๆ เหล่านั้นกับมีคุณค่าทางใจและเติมพลังชีวิตให้ผมอย่างมหาศาล
ตอนไปศาลจะมีลุงป้าพี่น้องพ้องเพื่อนมวลชน คอยไปให้กำลังใจ ทุกครั้งที่มีจดหมายส่งเข้ามา พวกเราบ้านการเมืองจะตื่นเต้นมาก ๆ ที่ได้รับจดหมาย เวลาได้ทราบข่าวการเคลื่อนไหว ผมมีเอนเนอจี้มีไฟเพิ่มขึ้นทุกครั้ง สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผมและอีกหลายคนในนี้มันมีคุณค่ามากมาก
อยู่ในนี้ผมไม่ได้รับคำสรรเสริญชื่นชมในฐานะนักโทษทางการเมือง บางครั้งผมก็โดนด่า โดนถากถาง ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งที่ผมออกศาลไปสืบพยาน คดีชุมนุมเอเปค ผมอยู่ห้องขังเดียวกันกับพ่อค้ายาเสพติด เค้าเห็นผมปลอกแดง เค้าจึงถามผมว่า “น้องมาคดีอะไร” ผมตอบไปว่ามาคดี 112 เค้าตอบกลับไปว่า “อ๋อพวกคดีล้มเจ้า” เค้าถามต่อไปว่า “มีโทษเท่าไหร่แล้ว” ผมก็ตอบไปว่าแปดปีหกเดือน เค้าตอบกลับมาว่า “คดีแบบนี้น่าจะโดนโทษหนักกว่านี้” ตอนนั้นผมเริ่มมีอารมณ์แล้ว และคิดในใจว่า “มึงดีกว่ากูยังไงวะ” แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับอะไร
เรานั่งกันคนละมุมห้อง สักพักเค้าก็ตะโกนขึ้นมาว่า “น้อง ๆ มาปราศรัยใกล้ ๆ พี่หน่อย” ตอนนั้นผมก็เริ่มอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้น แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ ไม่ได้ตอบโต้อะไร พอขึ้นไปสืบพยาน ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ใบปอซึ่งเป็นคู่คดีฟัง ใบปอบอกว่า ”ให้ใจเย็น ๆ บางคนอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ เขาก็แค่อยากให้พวกเรารู้สึกแย่ไปด้วย“ คำพูดสั้น ๆ ของใบปอ ก็ทำให้ผมใจเย็นลง และไม่ไประเบิดใส่พ่อค้ายาเสพติดคนนั้น
ในการชุมนุมหรือในวงเสวนา ถ้ามีแต่คนบนเวที มีแต่คนหน้ากล้อง ไม่มีคนจัดเวที ไม่มีหลังบ้าน ไม่มีสื่อ ไม่มีมวลชนคอยรับฟัง คอยขยายประเด็นที่ต้องการสื่อสาร การเคลื่อนไหวนั้นก็จะไม่สมบูรณ์ แน่นอนว่าคนในแสงย่อมเป็นที่รู้จัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้คนในส่วนอื่น ๆ ก็มีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อน แม้จะไม่มีใครรู้จักเขาเลยก็ตาม
จริงอยู่ที่หยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของวีรชนผู้เสียสละด้วยอุดมการณ์นั้นมากมายนับไม่ถ้วน จนอาจไม่รู้ว่าใครไปทำอะไรมา ใครเสียสละอย่างไร แต่หากต่างคนต่างคิดอย่างเห็นแก่ตัว ตัวใครตัวมัน ประชาธิปไตยก็คงไม่ได้มาไกลถึงขนาดนี้
จริงอยู่บ้านเราไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาไร้ความหมาย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีหรือที่พวกเจ้านายจะลดอำนาจลงแล้วให้สามัญชนปกครองกันเอง หากไม่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จิตร ภูมิศักดิ์ จะได้เกิดใหม่เมื่อไหร่ แนวคิดฝ่ายซ้าย สังคมนิยม ประชาธิปไตยจะถูกหยิบขึ้นมาพูดไหม?
แม้ 6 ตุลาคม 2519 จะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมและความสูญเสีย แต่ก็ทำให้คนรุ่นหลังเห็นชัดขึ้นว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของประชาธิปไตย แม้จะมีการลุกฮือฝั่งประชาชน และจบลงด้วยความสูญเสียอยู่หลายครั้ง ทั้งพฤษภา 2535 การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 2553 แต่ถ้าไม่มีผู้ที่เสียสละทั้งที่รู้ว่าอาจไม่มีใครจำพวกเขาได้เลย คนรุ่นผมคงไม่เห็นโครงสร้าง สภาพการณ์ และบทเรียนทางการเมืองเช่นนี้
การเดินทางของสามัญชนคนธรรมดายังคงเดินหน้าต่อ ถึงที่สุดในอนาคตอาจไม่มีใครจำผมหรือคุณได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้รู้ไว้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการก่อร่างสร้างประชาธิปไตย
การเคลื่อนไหวระลอก 2563 จบลงหรือยัง? ถ้าจบ จบลงอย่างไร? ยังคงเป็นข้อถกเถียง แม้กระทั่งในคุกแห่งนี้ ผมยังไม่กล้าด่วนสรุป แต่ก็กล้าแย้งคนที่บอกว่ามันจบแล้ว โดยอ้างว่าจากการที่แกนนำส่วนหนึ่งเข้าคุก แกนนำอีกส่วนหนึ่งลี้ภัย เพราะหลังการประทุของการเคลื่อนไหวเมื่อปี 63 ไม่ได้มีแต่แกนนำ หรือผู้คนที่มีชื่อเสียง ถูกดำเนินคดีเท่านั้น หากแต่ยังมีสามัญชนคนธรรมดาที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย ถูกดำเนินคดีด้วย
หลัง 2563 เป็นต้นมา คนจำนวนมากถูกดำเนินคดีก็ยังสู้อยู่ ทั้งในชั้นศาล และในสนามการเมือง การเคลื่อนไหวยังคงอยู่ ผมไม่กล้าสรุป ณ ตอนนี้ว่า การต่อสู้ในละลอก 2563 จบลงหรือยัง แต่กับคำถามว่า “เราแพ้หรือยัง?” ผมกล้าตอบอย่างมั่นใจว่า “เรายังไม่แพ้” จะแพ้ได้อย่างไร ในเมื่อยังมีผู้คนอีกมากมายลุกขึ้นสู้แล้วเคลื่อนไหวต่อ
เก็ท โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
15 ตุลาคม 2569
.
| สำหรับ เก็ท โสภณ เป็นบัณฑิตจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยถูกลงโทษจำคุกรวมกัน 10 ปี ร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
