50 ปี 6 ตุลาฯ: เมื่อห้องพิจารณาทำให้ “รัฐ” ตกเป็น “ผู้ต้องสงสัย”: ย้อนอ่าน-ดูคำเบิกความพยานโจทก์ในคดี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ 2)

ภาสกร ญี่นาง

.

บางคดีเริ่มต้นขึ้นเพื่อค้นหาความผิดของจำเลย ก่อนที่พยานหลักฐานต่าง ๆ จะค่อย ๆ หันสายตากลับไปยังผู้กล่าวหา คดี 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์เช่นนั้น รัฐนำแกนนำนักศึกษาและประชาชน 18 คนขึ้นสู่ศาลทหารด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง ตั้งแต่การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ การกบฏ การสะสมกำลังและอาวุธ ไปจนถึงการฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ทันทีที่ข้อกล่าวหาเหล่านี้มาถึงกระบวนการพิสูจน์ รัฐก็ไม่อาจเล่าเรื่องฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป พยานต้องตอบคำถาม ภาพถ่ายต้องได้รับการอธิบาย อาวุธต้องถูกระบุว่าอยู่ในมือใคร และทุกถ้อยคำที่ถูกบันทึกย่อมทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในสำนวน

บทความนี้สืบเนื่องจาก “เมื่อห้องพิจารณาทำให้ ‘รัฐ’ ตกเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’: ย้อนอ่าน-ดูคำเบิกความพยานโจทก์ในคดี 6 ตุลาฯ ตอนที่ 1” ซึ่งติดตามคำเบิกความของพยานโจทก์สามปากแรก สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือช่องว่างระหว่างเรื่องเล่าที่รัฐประกาศว่า นักศึกษาเป็นผู้เปิดฉากใช้ความรุนแรง กับข้อเท็จจริงที่พยานรับรู้ด้วยตนเอง การถามค้านทำให้เห็นที่มาของความรู้จากข่าววิทยุ หนังสือพิมพ์ และการคาดหมายของพยาน พร้อมกับเปิดเผยการวางกำลังและอาวุธของตำรวจในพื้นที่ ภาพถ่ายซึ่งเคยใช้กล่าวหานักศึกษายังย้อนกลับมาแสดงให้เห็นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ผู้ถูกจับกุมซึ่งกำลังถูกทำร้าย รวมถึงความรุนแรงต่อร่างของผู้เสียชีวิต

ห้องพิจารณาได้แปลงสภาพเป็นพื้นที่ไต่สวนความจริงอีกชุดหนึ่ง รัฐซึ่งวางตนเป็นผู้รักษาความสงบและเป็นฝ่ายได้รับความเสียหาย ต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับอาวุธและการปล่อยให้กลุ่มบุคคลภายนอกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ตลอดจนการไม่ระงับหรือดำเนินคดีกับผู้ใช้ความรุนแรง คำว่า “รัฐตกเป็นผู้ต้องสงสัย” ในที่นี้หมายถึงการเคลื่อนตำแหน่งในทางความรู้ ประวัติศาสตร์ และศีลธรรม เมื่อผู้กล่าวหาถูกเรียกร้องให้อธิบายการกระทำของตนเองต่อหน้าหลักฐาน

ตอนที่ 2 จะอ่านคำเบิกความของพยานโจทก์ปากที่สี่ ปากที่ห้า และปากที่หก ผ่านกรอบคิด “คดีการเมืองในฐานะเหตุการณ์ที่ก่อความเปลี่ยนแปลง” (political trial as event) ซึ่งมองว่ากระบวนพิจารณาคดีสามารถสร้างผลลัพธ์ที่อยู่นอกเหนือความมุ่งหมายเดิมของผู้ดำเนินคดี และย้อนกลับไปจัดวางความหมายกับความสัมพันธ์ทางอำนาจขึ้นใหม่

คดี 6 ตุลาฯ เริ่มต้นขึ้นจากความพยายามของรัฐในการกำหนดให้นักศึกษาเป็นผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคง เมื่อข้อกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ พยานบุคคล ภาพถ่าย เอกสาร และการถามค้าน ได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือกรอบของคำฟ้อง จุดศูนย์กลางของการไต่สวนเป็นเรื่องการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวามากกว่าจะเป็นการวินิจฉัยองค์ประกอบความผิดของจำเลย ห้องพิจารณาคดีจึงได้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้กล่าวหาต้องเผชิญกับข้อสงสัยเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในทางประวัติศาสตร์และศีลธรรมแทน บทความจะปิดท้ายด้วยการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความจริงที่เปิดเผยขึ้นในลักษณะแรงกดดันที่รายล้อมการดำเนินคดี และการตรากฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งจบลงด้วยการปล่อยตัวจำเลยทั้ง 18 คน

การสำรวจในตอนนี้ยังคงอยู่ภายใต้คำถามเดิมว่า ความกลับตาลปัตรของตำแหน่งแห่งที่ระหว่างคู่ความในคดี 6 ตุลาฯ เกิดขึ้นด้วยจังหวะจะโคนอย่างไร และในจังหวะใดที่คดีซึ่งมีขึ้นเพื่อเอาผิดนักศึกษา เริ่มสร้างความหวั่นไหวกลับคืนไปยังรัฐผู้เป็นเจ้าของคดีเสียเอง

.

ภาพ : มติชน 7 กรกฎาคม 2521

.

สล้าง บุนนาค ขณะเบิกความดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั่วราชอาณาจักร และรับผิดชอบแผนกปราบจลาจลและรถวิทยุศูนย์รวมข่าว คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เขาได้รับคำสั่งให้ไปสังเกตการณ์บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง[1]

คำเบิกความระหว่างซักพยานโจทก์ สล้าง ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับพยานโจทก์คนอื่น ๆ ที่พยายามยืนยันการกระทำความผิดของฝั่งจำเลย ทั้งเรื่องการได้ยินเสียงอาวุธปืนยิงออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประปราย โดยยิงออกมาเป็นช่วง ๆ ทีละนัด  สล้าง ยังกล่าวอ้างด้วยว่า มีผู้หญิง 3 คน “…มาพบบอกข้าฯ ว่า เขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…บอกว่า ในมหาวิทยาลัยมีการแสดงละครการเมืองดังกล่าวซึ่งจะทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นได้ ทางตำรวจไม่ดำเนินการอย่างไรบ้างหรือ…”[2] ตรงนี้ สล้างก็เหมือนพยายามจะบอกว่า เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัย จนมีคนบอกให้ไปดำเนินการ

สล้าง เป็นตำรวจระดับบังคับบัญชาซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับหลักการปราบจลาจลโดยตรง เขาได้นำบุคคลที่อ้างว่าเป็นอาจารย์ทั้ง 3 คน ไปพบกับผู้บังคับบัญชา อย่าง พล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อสอบปากคำ จากนั้น ก็ได้เตรียมกำลังตามคำสั่งของ พล.ต.ต.สุวิทย์ เพื่อเดินทางไปที่บริเวณท้องสนามหลวงและหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[3] “….กำลังตำรวจที่ข้าฯ นำมานั้นมีอาวุธมาด้วย คือ อาวุธปืน เช่น เอ็ม 16 ปืนคาร์บิน และปืนอินแกรม ข้าฯ เองมีอาวุธปืนอินแกรม….”[4]

สล้าง อ้างต่อว่า ตนกับ วัชรินทร์ และอารีย์์ ได้ปรึกษากันว่าจะเข้าไปเจรจา แต่ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงสั่งการว่า “พวกข้างในอย่ายิงออกมาข้างนอก…”[5] เพื่อจะเป็นการเน้นย้ำว่า “…การชุมนุมของนิสิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่าที่สังเกตการณ์ พบเห็นว่า มิได้ชุมนุมโดยสงบ เพราะถ้าสงบก็จะไม่ใช้อาวุธยิงออกมาจนเกิดเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต…”[6]

พอเข้าสู่ช่วงการถามค้าน ระเบียบความสัมพันธ์ของคู่ความในห้องพิจารณาก็แปรเปลี่ยนไปอีกหน จากเดิมที่สล้างถูกนำมาเบิกความเพื่อยืนยันว่า ผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายใช้อาวุธและทำให้ตำรวจต้องเข้ารักษาความสงบ ทนายจำเลยกลับใช้ตำแหน่งของสล้างในฐานะผู้บังคับบัญชาและผู้รับผิดชอบงานปราบจลาจลเป็นจุดตั้งต้นในการตรวจสอบการปฏิบัติของตำรวจเอง คำถามได้ขยับไปในประเด็นเรื่อง เมื่อคนสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ตำรวจมีหน้าที่อย่างไร ใช้มาตรการใด ควบคุมประชาชนภายนอกไว้ได้หรือไม่ ใครเป็นผู้ตัดสินใจให้ใช้กำลัง ฯลฯ

.

.

สล้างอธิบายหลักการปราบจลาจลว่า เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามลำดับขั้น ตั้งแต่การประกาศเตือนให้ยุติการกระทำไปจนถึงการใช้อาวุธ และหากการจลาจลเกิดจากคนสองฝ่าย หน่วยปราบจลาจลมีหน้าที่แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งอยู่ภายในรั้วและอีกฝ่ายอยู่ภายนอก ดังคำเบิกความว่า

“…การเข้าปราบการจลาจลนั้นย่อมจะต้องเข้าไปปฏิบัติไปตามขั้นตอน เช่น วิธีประกาศให้ยอมจำนนไปจนถึงขั้นใช้อาวุธเข้าปราบปราม ถ้ามีการจลาจลมีสาเหตุจาก 2 ฝ่าย การเข้าแยก 2 ฝ่ายออกจากกันเป็นวิธีการอันหนึ่งในการปราบจลาจล ถ้าการจลาจลเกิดจาก 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยู่ในรั้วรอบขอบชิด อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างนอก หน้าที่ของหน่วยปราบจลาจลก็จะต้องกั้นแยกให้ฝ่ายที่อยู่ข้างนอกถอยหลังออกไปจากรั้วเสียก่อน ถ้าคนข้างนอกพังรั้วเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน หน่วยปราบจลาจลก็จะต้องห้ามปราม ถ้าหากผิดกฎหมายก็จะต้องจับกุม…”[7]

คำตอบนี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับย้อนตรวจสอบสิ่งที่ตำรวจทำในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม หากนักศึกษาและประชาชนอยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนประชาชนอีกกลุ่มรวมตัวอยู่ภายนอก หน้าที่ของตำรวจตามคำเบิกความของสล้างย่อมได้แก่การกันคนภายนอกออกจากแนวรั้ว ห้ามมิให้บุกรุกเข้าไป และจับกุมผู้ที่กระทำผิด ทนายจำเลยได้ทำให้ประเด็นการเบิกความเป็นเรื่อง “เหตุใดตำรวจจึงปล่อยให้ประชาชนภายนอกเข้าไปทำร้ายผู้ชุมนุมได้” จากก่อนหน้าที่เป็นตำรวจพยายามจะกล่าวอ้างเหตุผลที่ต้องเข้าไปปราบนักศึกษาและเอาผิดกับพวกเขาในฐานะผู้ก่อภัยคุกคาม

สล้างยังยืนยันหลักการใช้กำลังขั้นต่ำว่า “…หลักการของหน่วยปราบจลาจลจะพยายามไม่ใช้อาวุธ แม้ฝ่ายก่อการจลาจลจะขว้างปาก้อนอิฐ ก้อนหิน และยิงปืนมาสัก 2 นัด ก็ยังไม่ถือว่ามีเหตุควรใช้อาวุธ การใช้แก๊สน้ำตาและการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำก็เป็นวิธีการหนึ่งในการแยกสลายฝูงชนที่ก่อการจลาจล…”[8]

คำเบิกความนี้ทำให้เข้าไปประเมินการปฏิบัติงานของตำรวจด้วยหลักความได้สัดส่วนและลำดับขั้นของการใช้กำลังที่พยานของรัฐเป็นผู้ยืนยันเอง กล่าวคือ ก่อนจะใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาการประกาศเตือน การแยกคู่ขัดแย้ง แก๊สน้ำตา โล่ กระบอง และการฉีดน้ำเสียก่อน

ทว่าเมื่อทนายจำเลยถามถึงการปฏิบัติจริง สล้างกลับยอมรับว่า แม้หน่วยของเขาจะมีเครื่องมือสำหรับปราบจลาจล เช่น แก๊สน้ำตา หน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตา โล่ กระบอง และรถดับเพลิง แต่ในคืนเกิดเหตุกลับมิได้เตรียมเครื่องมือเหล่านี้ไปยังท้องสนามหลวง เขาอธิบายว่า “…เมื่อหน่วยของข้าฯ ยกกำลังไปท้องสนามหลวงในคืนเกิดเหตุคืนนี้ ตามที่ปกติวางไว้แล้ว ไม่ได้เตรียมเครื่องมือดังกล่าวไปด้วย ก็เพราะข้าฯ ได้ไปศึกษาสถานการณ์ก่อนนำกำลังไปแล้ว เห็นว่าการใช้เครื่องมือดังกล่าว คือ แก๊สน้ำตา โล่ห์ กระบอง ในพื้นที่กว้างขวางนั้นน่าจะไม่เกิดผล…”[9] ก่อนสรุปว่า สถานการณ์รุนแรงเกินกว่าที่จะใช้เครื่องมือเหล่านั้นในการปราบจลาจล

คำตอบดังกล่าวทำให้การประเมินสถานการณ์ของตำรวจกลายเป็นวัตถุแห่งการตรวจสอบ ใครเป็นผู้วินิจฉัยว่าสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าจะใช้มาตรการเบา เหตุใดตำรวจจึงนำปืนเอ็ม 16 ปืนคาร์บิน และปืนอินแกรมเข้าพื้นที่ โดยไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับแยกและควบคุมฝูงชนไปพร้อมกัน และการข้ามขั้นตอนจากการห้ามปรามไปสู่การใช้อาวุธสอดคล้องกับหลักการปราบจลาจลที่สล้างอธิบายไว้เพียงใด การถามค้านก็ได้เริ่มเปิดเผยให้เห็นว่า ความรุนแรงมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายในมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว

.

.

จังหวะสำคัญของการถามค้านสล้างเกิดขึ้นเมื่อทนายจำเลยนำภาพถ่ายความรุนแรงมาให้ดูทีละภาพ ภาพถ่ายทำให้สิ่งซึ่งอยู่นอกเรื่องเล่าของโจทก์เข้าสู่ห้องพิจารณาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งภาพเจ้าหน้าที่ถืออาวุธ ภาพประชาชนติดอาวุธอยู่ท่ามกลางตำรวจ ภาพการรุมทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัว ตลอดจนภาพการแขวนคอและเผาศพ[10] ถึงตรงนี้ สล้างจำต้องเผชิญกับภาพเฉพาะหน้าและตอบว่า บุคคลในภาพเป็นใคร ถืออาวุธชนิดใด เจ้าหน้าที่อยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ เหตุใดการกระทำตามภาพจึงเกิดขึ้น

ในชั้นแรก ภาพถ่ายบังคับให้สล้างยอมรับการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่และอาวุธของรัฐ เมื่อดูภาพเอกสารหมาย ล.25 เขาตอบว่า “…ตามภาพที่ทนายให้ดูนั้น ภาพคนที่แบกปืนและคนที่ยืนอยู่ข้างท้ายรถเป็นภาพของคนที่แต่งเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ…”[11] และเมื่อดูภาพเอกสารหมาย ล.26 เขายอมรับอีกว่า “…ตามภาพถ่ายที่ทนายจำเลยให้ดูมีคนแต่งเครื่องแบบตำรวจอยู่ 5 คน…นักศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ จะมีจำนวนเท่าใด ข้าฯ ไม่ทราบ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทราบว่าเสียชีวิตหลายคน…”[12] เขายังระบุอาวุธในภาพอีกชุดหนึ่งว่า “…ปืน เอช.เค.นี้มีอานุภาพร้ายแรงกว่าปืนอันแกรมที่ข้าฯ ใช้…”[13] พร้อมระบุว่าบุคคลบางส่วนในภาพเป็นตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งถือปืนเอ็ม 16 ภาพถ่ายทำให้คำถามเรื่องอาวุธผูกกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และยิ่งตอกย้ำโดยปริยายว่า ไม่มีนักศึกษาคนไหนถืออาวุธเลย

ในชั้นต่อมา ภาพความรุนแรงบังคับให้สล้างต้องยอมรับว่า การกระทำของประชาชนภายนอกเป็นการกระทำผิดซึ่งตำรวจมีหน้าที่ระงับ เมื่อถูกถามถึงภาพเอกสารหมาย ล.21 เขาตอบว่า “…ถ้าเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นตามภาพเอกสาร ล.21 ภาพที่ 1, 2, 3 ข้าฯ ก็ต้องจับกุมผู้กระทำผิด…”[14]  คำตอบดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน กล่าวคือ หากมีการกระทำผิด ตำรวจก็ย่อมต้องจับกุมผู้กระทำ ทว่าคำตอบนี้กลับเปิดคำถามที่หนักกว่าเดิมว่า เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นจริงตามภาพ เหตุใดผู้กระทำสามารถรุมทำร้าย แขวนคอ เผาศพได้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าใครถูกจับกุม หรือเจ้าหน้าที่ได้เข้าระงับเหตุอย่างไร

ในลักษณะเดียวกัน เมื่อสล้างเผชิญกับภาพคนถูกเผาทั้งเป็น คนถูกตอกลิ่ม คนถูกแขวนคอ และคนถูกทำร้าย ซึ่งล้วนแสดงการกระทำอันโหดร้ายทารุณ เขากลับตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ภาพคนถูกเผาทั้งเป็นและภาพคนถูกตอกลิ่มนั้นไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วน “…ภาพคนถูกแขวนคอและภาพคนถูกทำร้ายแล้ว ข้าฯ เห็นว่าอาจเป็นได้ทั้งสองอย่าง คือทั้งเป็นภาพจริงและไม่จริง…”[15]

คำตอบนี้เผยให้เห็นภาวะกระอักกระอ่วนของพยาน เขาไม่อาจปฏิเสธลักษณะความรุนแรงอันโหดร้ายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาดว่าภาพเหล่านั้นบันทึกเหตุการณ์จริง หากยอมรับว่าเป็นภาพจริง ภาพย่อมกลายเป็นหลักฐานว่าการทำร้ายอย่างทารุณเกิดขึ้นท่ามกลางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หากปฏิเสธ เขาก็ไม่มีฐานความรู้เพียงพอจะหักล้าง เพราะสล้างเองยอมรับว่าเคยเห็นภาพคนถูกแขวนคอและคนถูกทำรายในหนังสือพิมพ์ภายหลังเหตุการณ์ การตอบว่าอาจเป็นได้ทั้งภาพจริงและไม่จริงจึงไม่อาจลบความหมายของภาพได้ แต่แสดงให้เห็นว่าพยานฝ่ายรัฐไม่สามารถให้คำอธิบายต่อความโหดร้ายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าได้

ภาพถ่ายทำหน้าที่มากกว่าประกอบคำถาม  เพราะมันเปลี่ยนสล้างจากผู้กล่าวหามาเป็นผู้ถูกซักไซร้ไล่เรียง จากเดิมที่เขาเบิกความถึงเสียงปืนจากภายในมหาวิทยาลัยและวางตำรวจไว้ในฐานะผู้รักษาความสงบ เมื่อภาพถูกนำมาแสดง เขากลับต้องยอมรับว่าตำรวจหลายหน่วยถืออาวุธอยู่ในพื้นที่ ต้องยอมรับว่าการกระทำตามภาพเป็นความผิดที่เจ้าหน้าที่ควรจับกุม และต้องเผชิญกับคำถามว่าเหตุใดความรุนแรงถึงไม่ถูกยับยั้งลง คำตอบแบบ “ถ้าผิดก็ต้องจับ” “ไม่ทราบว่าเป็นหน่วยใด” หรือ “อาจเป็นได้ทั้งภาพจริงและไม่จริง” มิได้ช่วยให้รัฐหลุดพ้นจากข้อสงสัย กลับยิ่งทำให้เห็นช่องว่างระหว่างหน้าที่ตามหลักการ กับการปฏิบัติจริงของเจ้าหน้าที่

คำเบิกความผ่านการถามค้านที่ยกขึ้นมาข้างต้น เป็นอีกหนึ่งลักษณะของการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐผ่านภาพความรุนแรงทีละภาพ ทนายจำเลยไม่ได้ต้องพิสูจน์ทันทีว่าพยานเป็นผู้ใช้ความรุนแรงด้วยตนเอง สล้างต้องตอบในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับบังคับบัญชาว่า รัฐเห็นอะไร รัฐทำอะไร เหตุใดรัฐถึงไม่ระงับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า การยอมรับบางส่วนประกอบกับการปฏิเสธอย่างไม่เด็ดขาด และคำตอบแบบกำปั้นทุบดินของสล้าง สามารถนำมาประกอบกันเป็นภาพของรัฐที่ไม่อาจอธิบายการกระทำของเจ้าหน้าที่และประชาชนฝ่ายขวาซึ่งปรากฏในหลักฐานได้อย่างสมเหตุสมผล จากพยานที่นำมาเพื่อยืนยันความผิดของนักศึกษา สล้างต้องเผชิญกับภาระในการชี้แจงความรุนแรงของฝ่ายที่อยู่นอกคำฟ้องเสียแทน

.

.

ส.ต.อ.อากาศ ชมภูจักร ขณะเกิดเหตุเป็นผู้บังคับหมู่ประจำกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศค่ายนเรศวรมหาราช สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เขาได้รับคำสั่งให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 50–60 นาย เข้ากรุงเทพฯ โดยเดินทางจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมอาวุธประจำกาย เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยอากาศเบิกความว่า “…ข้าฯ ได้รับจ่ายอาวุธปืน เอช.เค. 33 จำนวน 1 กระบอก เป็นอาวุธประจำกายพร้อมด้วยกระสุนปืนประมาณ 70–80 นัด…”[16] ก่อนได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปควบคุมสถานการณ์บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านั้น อากาศยอมรับว่า ขณะได้รับคำสั่งนั้น “ข้าฯ ยังไม่ทราบว่าที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปครั้งนี้เพื่อจุดประสงค์อะไร”[17]

ในช่วงซักพยานของโจทก์ อากาศเบิกความว่าได้ยินเสียงปืนจากภายในมหาวิทยาลัย โดยเข้าใจว่าเป็นการสกัดกั้นประชาชนมิให้เข้าไปภายใน ต่อมาเขาถูกกระสุนปืนถากบริเวณศีรษะและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลา 18 วัน[18] ปากคำนี้กลายเป็นการสร้างภาพว่าผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายใช้อาวุธ แต่ตำรวจได้เข้าพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์และตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเอง อย่างไรก็ตาม อากาศไม่สามารถระบุตัวผู้ยิงหรือเชื่อมโยงการใช้อาวุธเข้ากับจำเลยคนใดได้

ยิ่งกว่านั้น ในชั้นซักพยานของโจทก์เอง อากาศยังยอมรับว่าเขาใช้อาวุธประจำกายยิงตอบโต้เข้าไปในพื้นที่ โดยกล่าวว่า “ระหว่างที่ข้าฯ เข้าไปปฏิบัติงานอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ข้าฯ ได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงไปประมาณ 10 กว่านัด โดยใช้ปืนยิงไปทางข้างบ้าง ด้านหน้าบ้าง เท่าที่ได้ยินเสียงปืนดังมาจากบริเวณนั้น ๆ ข้าฯ ไม่ทราบว่ากระสุนปืนที่ข้าฯ ได้ตอบไปนั้นจะถูกใครบ้างหรือไม่”[19]

ในช่วงการถามค้าน อากาศต้องอธิบายการปฏิบัติการของหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน จนทำให้สถานการณ์ของคู่ความเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทนายจำเลยเริ่มจากการถามถึงชนิดของอาวุธที่หน่วยของเขาใช้ อากาศตอบว่า “…อาวุธปืนที่ใช้ในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มีหลายชนิดแล้วแต่เหตุการณ์ เช่น อาวุธปืน เอช.เค.33 เอ.อาร์.15 หรือเอ็ม.16 เอ็ม.79 ปรส. หรือปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง และ ค.40 กับ ค.80 กับระเบิดมือชนิดต่าง ๆ…”[20] ทั้งนี้ เป็นการอธิบายเรื่องอาวุธสำหรับปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์โดยทั่วไป ยังยืนยันไม่ได้ว่าทุกชนิดถูกนำมาใช้ในธรรมศาสตร์

.

.

การถามค้านลงรายละเอียดถึงประสิทธิภาพของอาวุธแต่ละชนิด อากาศอธิบายว่า ปืนเอ็ม 79 ใช้ยิงเป้าหมายที่รวมกันเป็นกลุ่ม โดย “…ถ้าเป็นคนก็ตั้งแต่ 8–15 คนขึ้นไป ถือว่าเป็นเป้าหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน…” ส่วนปืนเอช.เค.33 ที่เขาถือสามารถยิงได้ทั้งแบบทีละนัดและเป็นชุด ใช้ซองกระสุนบรรจุ 30 นัด[21] เมื่อทนายจำเลยนำภาพถ่ายมาให้พิจารณา อากาศยังระบุว่าอาวุธขนาดใหญ่ซึ่งบุคคลในภาพเอกสารหมาย ล.15 แบกอยู่คือปืน ปรส. หรือปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง และบุคคลผู้ถืออาวุธในภาพเป็นตำรวจตระเวนชายแดน เขายังระบุอาวุธลักษณะเดียวกันในเอกสารหมาย ล.26 และ ล.16 ภาพที่ 2 พร้อมยืนยันว่าเท่าที่ตนทราบ ปืน ปรส. มีใช้ในหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน[22]

ช่วงพิจารณาดังกล่าวก็เป็นอีกห้วงแห่งการแปรเปลี่ยนจากคดีความที่พยายามเปิดเผยองค์ประกอบความผิดของจำเลย ประเด็นปัญหากลับกลายเป็นเรื่องที่ว่า “รัฐนำกำลังซึ่งผ่านการฝึกและติดอาวุธสำหรับปราบผู้ก่อการร้ายเข้าไปใช้กับผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยอย่างไร”

ทนายจำเลยยังตรวจสอบที่มาของกระสุนซึ่งทำให้อากาศบาดเจ็บ แม้เขาจะเข้าใจว่าโดนยิงมาจากที่สูง แต่ไม่เห็นผู้ยิงและไม่ทราบชนิดของอาวุธ รวมถึงไม่สามารถระบุได้ว่ากระสุนนั้นมาจากนักศึกษาหรือจำเลยคนใด เศษโลหะที่แพทย์นำออกจากบาดแผลก็ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับอาวุธกระบอกใดอย่างแน่นอน

ขอบเขตการรับรู้ของอากาศถูกจำกัดลงอีกเมื่อเขายอมรับว่าไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ทราบว่าเสียงปืนแต่ละชุดดังมาจากอาวุธของฝ่ายใด ไม่สังเกตเห็นว่าบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยมีอาวุธหรือไม่ ไม่ทราบว่าตำรวจหน่วยอื่นใช้อาวุธอย่างไร เขาเห็นเหตุการณ์เพียงจากจุดที่ตนหลบและเคลื่อนกำลังอยู่ช่วงหนึ่งเท่านั้น สุดท้าย คำเบิกความที่โจทก์ใช้สร้างภาพว่าความรุนแรงมาจากภายในมหาวิทยาลัยก็ตั้งอยู่เพียงบนมุมมองเฉพาะตำแหน่ง มิใช่ความรู้ที่ครอบคลุมเหตุการณ์ทั้งหมด

นอกจากนี้ อากาศยังไม่สามารถอธิบายโครงสร้างการสั่งการในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน เขารับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในหน่วยของตน ไม่ได้พบหรือรับคำสั่งจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งควบคุมปฏิบัติการโดยรวม และไม่ทราบว่าตำรวจหน่วยอื่นได้รับคำสั่งให้เข้าไปในมหาวิทยาลัยเมื่อใดหรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด[23]

การถามค้านอากาศ สะท้อนภาพการที่รัฐตกเป็นผู้ถูกไต่สวนในสองระดับ ได้แก่ หนึ่ง ความไม่แน่นอนว่าใครเป็นผู้ยิงกระสุนที่ทำให้เขาบาดเจ็บ และข้อเท็จจริงดังกล่าวเชื่อมโยงกับจำเลยคนใดหรือไม่ และ สอง คือ การระดมหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งฝึกสำหรับปฏิบัติการรบ พร้อมปืนเอช.เค.33 เอ็ม.16 เอ็ม.79 และอาวุธร้ายแรงอื่นเข้าสู่พื้นที่ชุมนุม มาจากเหตุผลใดเป็นสำคัญ ปากคำของอากาศไม่ได้ยืนยันความผิดของจำเลยอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับมีส่วนสร้างระเบียบความสัมพันธ์ใหม่โดยเปิดเผยให้ตรวจสอบขนาดกำลังและอำนาจการทำลายของอาวุธ รวมถึงความรับผิดชอบของผู้สั่งการปฏิบัติการในเหตุโศกนาฎกรรมครั้งนั้นแทน

.

.

พ.ต.ท.สพรั่ง จุลปกรณ์ ขณะเบิกความดำรงตำแหน่งสารวัตรแผนกอาวุธพิเศษ กองกำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล มีหน้าที่ใช้อาวุธและอุปกรณ์พิเศษเพื่อป้องกันและปราบปรามเหตุร้ายแรง เช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เขาได้รับคำสั่งให้นำกำลังตำรวจอาวุธพิเศษ 45 นายไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยกำลังดังกล่าวมีทั้งปืนเอชเค 33 ปืนลูกซอง ปืนยิงแก๊สน้ำตา ระเบิดแก๊สน้ำตา เพื่อควบคุมสถานการณ์บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง[24]

การซักพยานของโจทก์มุ่งใช้คำเบิกความของสพรั่งยืนยันสามประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายใช้อาวุธก่อน เขาอ้างว่าได้ยินเสียงปืนจากภายในมหาวิทยาลัย “เสียงดังเป็นนัด เสียงดังเป็นชุด”[25] และเมื่อขึ้นไปสังเกตการณ์จากชั้นสามของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก็เห็นกลุ่มนักศึกษาบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่และคณะนิติศาสตร์ “มีอาวุธปืนและยิงอาวุธปืนออกไปทางประตูรั้วทางเข้าหน้าหอประชุมใหญ่” สพรั่งยังตีความว่าการยิงดังกล่าวมีเจตนา “เพื่อจะสกัดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าไปทำลายการชุมนุมของพวกนักศึกษา” เป็นการวางภาพให้ผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มติดอาวุธซึ่งกำลังต่อสู้กับประชาชนภายนอก[26]

ประเด็นที่สอง คือการสร้างความชอบธรรมให้แก่ปฏิบัติการของตำรวจ สพรั่งเล่าว่าเจ้าหน้าที่พยายามรักษาแนวกั้นและห้ามประชาชนมิให้เข้าไปในมหาวิทยาลัย ขณะที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บจากกระสุนซึ่งยิงมาจากภายใน

ประเด็นสุดท้าย คือการใช้ผลจากการเข้าควบคุมพื้นที่มายืนยันว่าภายในมหาวิทยาลัยมีอาวุธจริง สพรั่งเบิกความว่า หลังตำรวจเคลื่อนถึงบริเวณคณะนิติศาสตร์ มีนักศึกษาออกมามอบตัว และพบอาวุธ“…ปืนลูกซองเรมิงตันชนิดบรรจุ 5 นัด จำนวน 1 กระบอก…” รวมถึงอาวุธอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่นำไปมอบแก่ผู้บังคับบัญชา[27]

คำเบิกความของสพรั่งเป็นการร้อยเรียงเหตุการณ์ให้ต่อเนื่องกันตั้งแต่ผู้ชุมนุมมีอาวุธแล้วยิงใส่ตำรวจและประชาชน จนทำให้ตำรวจจำเป็นต้องตอบโต้ ก่อนจะเข้าควบคุมมหาวิทยาลัยและตรวจพบอาวุธ เรื่องเล่านี้เป็นฐานสำหรับผูกจำเลยเข้ากับข้อหาฉกรรจ์ทั้งหลายที่ปรากฏในคำฟ้อง

.

.

ในการถามค้าน ระเบียบความสัมพันธ์ที่สพรั่งสร้างขึ้นระหว่างการซักพยานก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เดิมเขาอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้สังเกตเห็นนักศึกษามีอาวุธและนำกำลังเข้าไประงับเหตุ  ทนายจำเลยแยกเรื่องเล่าดังกล่าวออกเป็นคำถามเฉพาะ ได้แก่ สพรั่งเห็นผู้ยิงจากตำแหน่งใด มองเห็นตัวบุคคลชัดเจนเพียงใด ใครออกคำสั่งให้เคลื่อนกำลัง ตำรวจนำอาวุธชนิดใดเข้าไป ยิงกระสุนไปกี่นัด มีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นซึ่งใช้ความรุนแรงหรือไม่ ภาพถ่ายสถานที่และภาพเหตุการณ์ถูกนำมาใช้บังคับให้คำกล่าวทั่วไปของพยานต้องสัมพันธ์กับตำแหน่งทิศทางและการกระทำซึ่งมองเห็นได้ในภาพ

ประเด็นแรก คือการทดสอบความน่าเชื่อถือของคำกล่าวที่ว่า สพรั่งเห็นนักศึกษายิงปืนจากภายในมหาวิทยาลัย ในช่วงซักพยาน เขาเล่าว่าขึ้นไปสังเกตการณ์บนชั้นสามของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และมองผ่านช่องลมไปยังบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่กับคณะนิติศาสตร์ เมื่อถูกถามค้านเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว เขายอมรับว่าไม่ได้เข้าไปทางหน้าต่าง เพราะห้องซึ่งใช้สังเกตการณ์ “ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ช่องลม”[28] และต้องยืนบนพื้นหรือสิ่งยกระดับเพื่อมองผ่านช่องดังกล่าว

ทนายจำเลยนำภาพถ่ายบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่มาให้สพรั่งดูทีละภาพ ภาพเอกสารหมาย ล.40[29] แสดงประตูทางเข้า ถนนด้านหน้าหอประชุม แนวกำแพง จนถึงตำแหน่งอาคารภายในมหาวิทยาลัย แต่ทั้งนี้เขาไม่สามารถยืนยันได้ว่าแนวบังเกอร์หรือตำแหน่งซึ่งปรากฏในภาพสามารถยิงออกไปทางประตูได้จริงหรือไม่ ภาพถ่ายจึงเปลี่ยนคำกล่าวว่า “มีการยิงจากภายใน” ให้กลายเป็นคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งของผู้ยิงและแนววิถีกระสุน และได้ก่อเกิดปัญหาน้ำหนักพยานจากขอบเขตการมองเห็นของพยาน โดยสพรั่งไม่สามารถระบุตัวบุคคลในภาพว่าเป็นนักศึกษาหรือจำเลยคนใด

ประเด็นที่สอง คือการเปิดเผยการใช้อาวุธของสพรั่งเอง เขายอมรับว่าในวันเกิดเหตุมีปืนเอชเค 33 เป็นอาวุธประจำกาย ได้รับกระสุนติดตัวจำนวน 60 นัด และยิงออกไปทั้งสิ้น 24 นัด พร้อมให้การว่า “…ข้าฯ ยิงไปทางพวกนักศึกษาที่ใช้อาวุธปืนยิงมายังข้าฯ และพวก การที่ข้าฯ ยิงตอบโต้ไปนั้น ข้าฯ ไม่เห็นตัวคนที่ยิงมาโดยชัดเจน โดยเห็นแต่แวบตามมุมตึกต่าง ๆ ยิงมา กระสุนปืนที่ข้าฯ ยิงไปนั้นจะถูกผู้ใดหรือไม่ ข้าฯ ไม่ทราบ”[30] คำตอบนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการยอมรับจากพยานโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธสงครามยิงเข้าไปในบริเวณมหาวิทยาลัย ทั้งที่มองเห็นเป้าหมายเพียงแวบ ๆ ตามมุมตึก โดยไม่ใยดีถึงผลของการยิงออกไปด้วยซ้ำ

การยิงไปยังบริเวณมุมตึกโดยไม่เห็นตัวผู้ยิงชัดเจนย่อมทำให้พยานต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความจำเป็น ความได้สัดส่วน และความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่สร้างขึ้นต่อบุคคลอื่นในพื้นที่

.

.

ประเด็นต่อมา เกิดขึ้นเมื่อทนายจำเลยนำภาพความรุนแรงตามเอกสารหมาย ล.39 มาให้สพรั่งดู ภาพแสดงบุคคลหนึ่งกำลังใช้เท้าเตะบุคคลอีกคน ขณะที่มีบุคคลแต่งเครื่องแบบตำรวจอยู่ในบริเวณเดียวกัน สพรั่งตอบว่า “ข้าฯ ไม่เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ผู้ที่มุมภาพใช้เท้าเตะและคนอื่น ๆ นั้น คนอื่นแต่งเครื่องแบบตำรวจ แต่จะเป็นหน่วยไหนไม่ทราบ”[31] แม้เขาจะปฏิเสธว่าไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตามภาพด้วยตนเอง คำตอบดังกล่าวก็รับรองข้อเท็จจริงสองประการ ได้แก่ มีการทำร้ายบุคคลตามที่ภาพบันทึกไว้ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ร่วมในพื้นที่ซึ่งความรุนแรงกำลังเกิดขึ้น

อีกจังหวะสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทนายจำเลยนำภาพศพหลายร่างซึ่งมีร่องรอยการเผาและทำร้ายมาให้สพรั่งพิจารณา เขาตอบว่า “…ข้าฯ ไม่เคยเห็นเหตุการณ์ตามภาพนั้น จึงไม่ทราบว่าตามภาพและคำบรรยายประกอบภาพดังกล่าวนั้นจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ต.ค. 19 หรือไม่ ถ้าเป็น…ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทารุณมาก…”[32] คำตอบนี้มีลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ สพรั่งสงวนท่าทีเรื่องวันเวลาและความแท้จริงของคำบรรยายภาพ เพราะตนไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า และต้องยอมรับว่าหากภาพนั้นบันทึกเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคมจริง สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความรุนแรงอัน “ทารุณมาก”

ภาพถ่ายที่ปรากฏตรงหน้าสพรั่ง ล้วนมีส่วนทำหน้าที่จัดระเบียบความสัมพันธ์ในห้องพิจารณาเสียใหม่ ภาพสถานที่ตรวจสอบว่าสพรั่งเห็นเหตุการณ์ได้มากเพียงใด ภาพบุคคลถูกทำร้ายทำให้เขาต้องยอมรับการปรากฏตัวของตำรวจในบริเวณความรุนแรง ภาพการแขวนคอและเผาศพทำให้เกิดคำถามเรื่องการไม่ระงับเหตุ ส่วนคำถามเรื่องอาวุธ ทำให้สพรั่งยอมรับว่าตนยิงปืนเอชเค 33 จำนวน 24 นัดไปยังเป้าหมายซึ่งมองเห็นไม่ชัด ภาพและคำตอบเหล่านี้ร่วมกันย้ายจุดศูนย์กลางของการไต่สวนจากอาวุธของนักศึกษา ไปสู่การมองเห็นเป้าหมาย และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

.

.

และแล้วการดำเนินคดีต่อจำเลยในคดี 6 ตุลาฯ ก็ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งจนเกิดปรากฏการณ์ที่ว่า คดีที่เอาผิดกับนักศึกษา ก็ได้ก่อรูปร่างให้ห้องพิจารณาเป็นห้องการไต่ส่วนที่ความจริงนอกเหนือคำฟ้อง หรือความจริงอีกด้านที่กลไกและอำนาจแห่งรัฐพยายามกลบเกลื่อนซ่อนเร้นไว้ได้แพร่งพรายออกมา แม้นัยยะทางกฎหมาย การเป็นคู่ความของโจทก์และจำเลย จะไม่ได้แปรเปลี่ยนไปแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี การเป็นคู่ความเชิงประวัติศาสตร์การเมืองและเรื่องเล่าทางสังคมต่างหากที่ก่อรูปขึ้นใหม่ ฝ่ายรัฐที่มีส่วนร่วมในการก่อความรุนแรงได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยทันที โดยฝ่ายจำเลยได้ยึดกุมสถานะของเหยื่อความรุนแรงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น การปล่อยให้กระบวนพิจารณาคดียังคงดำเนินต่อไป ผลลัพธ์อาจอยู่นอกเหนือความหมายที่ฝ่ายผู้มีอำนาจคาดฝันไว้ จึงต้องมีปฏิบัติการบางอย่างเพื่อสลัดป้ายแขวนที่แสดงสถานะเป็นผู้ร้ายทางการเมืองและประวัติศาสตร์ออกเสีย

ปฏิบัติการที่เป็นหมุดหมายสำคัญ ก็คือ การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับปี พ.ศ. 2521 ที่เกิดจากการประชุมอย่างลับ ๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเวลานั้น 

กฎหมายดังกล่าวมีชื่อว่า “พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521” ระบุหลักการและเหตุผลเอาไว้ว่า

“โดยที่ได้พิจารณาเห็นว่าการพิจารณาคดีเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว และมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นก็จะทำให้จำเลยต้องเสื่อมอนาคตในทางการศึกษาและการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่าการชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริง เพราะเหตุแห่งความเยาว์วัยและการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด ประกอบกับรัฐบาลนี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคีในระหว่างชนในชาติ จึงเป็นการสมควรให้อภัยการกระทำดังกล่าวนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดทั้งผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่และผู้ที่หลบหนีไปได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควร และกลับมาร่วมกันทำคุณประโยชน์ และช่วยกันจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป”

หากอ่านเพียงผิวเผิน ถ้อยคำดังกล่าวมีน้ำเสียงแห่งความเมตตา รัฐแสดงตนประหนึ่งผู้มองเห็นอนาคตของคนหนุ่มสาวและไม่ประสงค์ให้คดียืดเยื้อจนทำลายโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ ทว่าใต้ศัพท์แสงของการให้อภัย กฎหมายได้ลักลอบวางคำพิพากษาแก่จำเลยไว้อย่างแยบยล ทั้งชื่อกฎหมายและคำปรารภเรียกบุคคลซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเป็น “ผู้กระทำความผิด” ทั้งยังบรรยายว่าการกระทำของพวกเขาเกิดจาก “ความเยาว์วัย” “การขาดประสบการณ์” และ “ความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริง”

ก่อนที่ศาลจะได้วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้เพียงใด ข้อกล่าวหาทั้งสิบประการได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนหรือไม่ และจำเลยแต่ละคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำใดบ้าง รัฐก็อ้างว่าได้ตรากฎหมายคืนอิสรภาพให้แก่พวกเขา พร้อมทิ้งตราประทับของคำว่า “ผู้กระทำความผิด” ไว้ รัฐปรากฏตัวด้วยท่าทีคล้ายกำลังกล่าวว่า พวกเธอได้กระทำผิดลงไปแล้ว เพียงแต่ด้วยความเมตตา เราจึงเลือกที่จะไม่ลงโทษ

ความย้อนแย้งยิ่งเด่นชัดเมื่อพิจารณาขอบเขตของการนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ซึ่งมิได้ครอบคลุมเฉพาะจำเลยทั้ง 18 คน บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้การกระทำของบุคคลใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในหรือเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ว่าจะเกิดภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ หรือผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ หากเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

ขอบเขตอันกว้างขวางเช่นนี้ทำให้กฎหมายเคลื่อนไปพร้อมกันสองทิศทาง ทิศทางแรกคือการปลดปล่อยนักศึกษาและประชาชนซึ่งกำลังถูกดำเนินคดี ทิศทางที่สองคือการสร้างเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง หลังจากที่มีกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับปี พ.ศ. 2519 ยกเว้นความผิดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สั่งการ และกลุ่มฝ่ายขวาซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความรุนแรง นักศึกษาประชาชนที่ถูกนำขึ้นศาลได้รับการปล่อยตัว แต่ขณะเดียวกัน บุคคลซึ่งยังไม่เคยถูกนำขึ้นศาลก็จะได้รับหลักประกันเช่นกันว่าจะไม่ต้องเข้าไปยืนอยู่ในตำแหน่งจำเลยภายหลัง

อาการ “ยุติลงแต่ไม่ยุติธรรม” ปรากฏเด่นชัดอีกครั้งในมาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า

“การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะฟ้องร้องเรียกสิทธิ หรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น”

ในทางถ้อยคำ มาตรานี้ป้องกันมิให้ผลของการนิรโทษกรรมกลายเป็นฐานสำหรับฟ้องร้องเรียกสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ จากรัฐ บรรดาผู้ได้รับอิสรภาพต้องออกจากเรือนจำไปพร้อมกับความเสียหายซึ่งยังไม่ได้รับการชำระสะสาง ทั้งการสูญเสียเสรีภาพและตราบาปจากข้อหาความมั่นคง ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีการชดเชย และไม่มีคำพิพากษารับรองว่าพวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

กฎหมายนี้จึงเป็นผลผลิตของอาการหน้าไว้หลังหลอกของรัฐไทย ด้านหน้าคือการให้อภัย ด้านหลังคือการยืนยันโดยนัยว่าผู้ถูกดำเนินคดีเป็นผู้กระทำความผิดและตัดโอกาสมิให้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนถึงที่สุด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐใช้มือข้างหนึ่งเปิดประตูเรือนจำให้นักศึกษาเดินออกมา ขณะที่มืออีกข้างปิดประตูห้องพิจารณามิให้ความจริงเดินทางต่อ การปล่อยตัวจำเลยจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการช่วยให้เจ้าหน้าที่ ผู้สั่งการ และกลุ่มฝ่ายขวาหลุดพ้นจากการถูกสอบสวนและดำเนินคดี ความเมตตาซึ่งประกาศอยู่บนหน้ากฎหมายได้กลายเป็นม่านผืนใหญ่สำหรับปิดฉากการไต่สวนความรุนแรงของรัฐเวลานั้น

เมื่ออ่านผ่านแนวคิด “คดีการเมืองในฐานะเหตุการณ์ที่ก่อความเปลี่ยนแปลง” การนิรโทษกรรมจึงอาจเข้าใจได้ในฐานะปฏิบัติการเพื่อหยุดพลังของคดี ก่อนที่คดีจะสามารถจัดวางความหมายของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ รัฐยอมถอนมือจากการลงโทษจำเลย และถอนตัวเองออกจากพื้นที่แห่งการตรวจสอบไปในคราวเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาได้รับอิสรภาพ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายและความทารุณได้รับความปลอดภัยจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัย

ท้ายที่สุด กฎหมายฉบับนี้พาคดี 6 ตุลาฯ ไปถึงตอนจบ โดยไม่เคยพาเหตุการณ์ไปถึงความยุติธรรม ประตูเรือนจำเปิดออก ประตูห้องพิจารณาปิดลง แต่บาดแผลในประวัติศาสตร์ว่าใครต้องรับผิดยังคงยืนค้างอยู่ข้างนอก ไม่มีคำพิพากษาชี้ตัวผู้สั่งการ ไม่มีการรับรองสถานะของผู้ถูกกระทำ ไม่มีคำขอโทษ สิ่งที่ยุติลงจึงมีเพียงคดี ขณะที่ความจริงและบาดแผลของ 6 ตุลาฯ ยังคงดำเนินต่อไปในประวัติศาสตร์

.


.

[1] “คำให้การพยาน พันตำรวจโทสล้าง บุนนาค,” ใน คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ใครคือฆาตกร, บรรณาธิการโดย สมยศ เชื้อไทย (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2531), 225.

[2] “คำให้การพยาน พันตำรวจโทสล้าง บุนนาค,” 226–227; ข้อความที่ยกคำพูดโดยตรงอยู่หน้า 227.

[3] เรื่องเดียวกัน, 227.

[4] เรื่องเดียวกัน, 228.

[5] เรื่องเดียวกัน, 229.

[6] เรื่องเดียวกัน, 231.

[7] เรื่องเดียวกัน, 233.

[8] เรื่องเดียวกัน.

[9] เรื่องเดียวกัน, 234.

[10] เรื่องเดียวกัน, 237, 239–240, 248–249.

[11] เรื่องเดียวกัน, 239.

[12] เรื่องเดียวกัน, 240.

[13] เรื่องเดียวกัน, 248.

[14] เรื่องเดียวกัน, 237.

[15] เรื่องเดียวกัน, 249.

[16] “คำให้การพยาน สิบตำรวจเอกอากาศ ชมภูจักร,” ใน คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ใครคือฆาตกร, บรรณาธิการโดย สมยศ เชื้อไทย (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2531), 300.

[17] “คำให้การพยาน สิบตำรวจเอกอากาศ ชมภูจักร,” 303.

[18] เรื่องเดียวกัน, 304–305.

[19] เรื่องเดียวกัน, 305.

[20] เรื่องเดียวกัน, 306.

[21] เรื่องเดียวกัน, 306–307.

[22] เรื่องเดียวกัน, 301–302, 307.

[23] เรื่องเดียวกัน, 313.

[24] “คำให้การพยาน พันตำรวจโทสพรั่ง จุลปากรณ์,” ใน คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ใครคือฆาตกร, บรรณาธิการโดย สมยศ เชื้อไทย (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2531), 315–316.

[25] เรื่องเดียวกัน, 317.

[26] เรื่องเดียวกัน, 318.

[27] เรื่องเดียวกัน, 320–321.

[28] เรื่องเดียวกัน, 329.

[29] เรื่องเดียวกัน, 319, 323–325, 331–332, 338. ภาพสถานที่ซึ่งพิมพ์กำกับเป็นเอกสารหมาย ล.40 ปรากฏอยู่หลายตำแหน่งในหนังสือ ส่วนคำเบิกความเกี่ยวกับประตู แนวบังเกอร์ และความเป็นไปได้ของทิศทางการยิงปรากฏที่หน้า 323–324.

[30] เรื่องเดียวกัน, 322.

[31] เรื่องเดียวกัน, 326.

[32] เรื่องเดียวกัน, 314, 335–336. ภาพศพซึ่งมีร่องรอยการเผาพร้อมข้อความจากคำเบิกความพิมพ์อยู่ที่หน้า 314 ส่วนคำเบิกความฉบับเต็มซึ่งลงท้ายว่า “ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทารุณมาก” ปรากฏที่หน้า 336.

.

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เครือข่ายจัดงานรำลึกได้จัดการแสดละครเวทีศาลจำลอง “The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4” ขึ้น ระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 ณ ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

และในโอกาสครบรอบนี้ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ยังรณรงค์ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ชวนประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เกิดการแก้ไขอัตราโทษในข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทหลายมาตราในกฎหมายอาญา ซึ่งยังดำรงอยู่เป็นปัญหาสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน

.

X