50 ปี 6 ตุลาฯ: เมื่อห้องพิจารณาทำให้ “รัฐ” ตกเป็น “ผู้ต้องสงสัย”: ย้อนอ่าน-ดูคำเบิกความพยานโจทก์ในคดี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ 1)

ภาสกร ญี่นาง

.

เวียนวนครบรอบ 50 ปี กับประวัติศาสตร์ที่ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง”[1] ของ 6 ตุลาฯ 2519 ในห้วงเวลาที่สังคมอาจพูดถึงเหตุการณ์มากขึ้น กว้างขวางขึ้น หรือแม้กระทั่งได้รับการหยิบมาเป็นวัตถุแห่งการศึกษาบ่อยครั้งขึ้น เพื่อเป็นกระบวนการถอดบทเรียนจากความรุนแรง ด้วยความหวังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะให้อะไรกับเรา และจะไม่ทำให้สังคมหวนไปสู่ความเลวร้ายเฉกเช่นวันวานอีก อีกทั้ง 6 ตุลาฯ ยังเปิดทางให้เราถอดรหัสรูปร่างหน้าตาของรัฐไทยผ่านวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

งานชิ้นนี้ จะทดลองศึกษา “คดี 6 ตุลาฯ” โดยนำเอกสารในคดีมาเป็นวัตถุแห่งการศึกษา ผ่านแนวคิด “คดีการเมืองในฐานะเหตุการณ์ที่ก่อความเปลี่ยนแปลง” (political trial as event) ซึ่งมองว่ากระบวนพิจารณาคดีสามารถสร้างผลลัพธ์ที่อยู่นอกเหนือความมุ่งหมายเดิมของผู้ดำเนินคดี และย้อนกลับไปจัดวางความหมายกับความสัมพันธ์ทางอำนาจขึ้นใหม่

กล่าวคือ ในคดี 6 ตุลาฯ คดีเริ่มต้นขึ้นจากความพยายามของรัฐในการกำหนดให้นักศึกษาเป็นผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคง เมื่อข้อกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ พยานบุคคล ภาพถ่าย เอกสาร และการถามค้านได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือกรอบของคำฟ้อง จุดศูนย์กลางของการไต่สวนเป็นเรื่องการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวามากกว่าจะเป็นการวินิจฉัยองค์ประกอบความผิดของจำเลย ห้องพิจารณาคดีจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้กล่าวหาต้องเผชิญกับข้อสงสัยเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในทางประวัติศาสตร์และศีลธรรมแทน

คำถามหลักของงานนี้ คือ ความกลับตาลปัตรของตำแหน่งแห่งที่ระหว่างคู่ความในคดี 6 ตุลาฯ เกิดขึ้นในลักษณะจังหวะจะโคนอย่างไร

.

คดี 6 ตุลาฯ[2] เป็นผลพวงจากเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการตีตราแปะป้ายว่ากลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกลุ่มที่มีการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยคุกคามในนามของคอมมิวนิสต์ที่น่าหวาดกลัวและอาจเป็นเหตุให้ประเทศชาติล่มสลาย

บริบทดังกล่าวค้นพบได้จากการสืบย้อนไปยัง “รายงานข้อเท็จจริงเหตุการณ์ เมื่อ 6 ตุลาคม 2519”[3] ที่จัดทำขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน คณะรัฐประหารในเวลานั้น ซึ่งในรายงานดังกล่าวพยายามเล่าประวัติศาสตร์ระยะยาวว่า ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ฝ่ายซ้ายได้ตั้งแกนขึ้นโดยใช้ชื่อว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แล้วกล่าวระบุว่า “…ฝ่ายซ้ายก็ได้อาศัยชื่อศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นทั่วไปด้วยวิธีการปลุกระดมให้เกิดการหยุดงานเพื่อประท้วงนายจ้าง การเดินขบวนเพื่อเรียกร้องในทางที่ผิดกฎหมาย และทำลายความสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศที่เป็นมิตร เป็นเหตุให้

            1. ประชาชนเกิดระส่ำระส่ายไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลทุกรัฐบาลว่าจะรักษาเสถียรภาพไว้ได้

            2. เศรษฐกิจของประเทศปั่นป่วน ขาดการลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

            3. ประชาชนกับข้าราชการแตกแยกกัน

            4. ขวัญของประชาชนเสื่อมทรามลงเป็นอันมาก

            5. ทำให้ประเทศไทยอยู่โดดเดี่ยว โดยให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศไทย…

“…. เมื่อฝ่ายซ้ายได้กระทำการจนกระทั่งคิดว่าประสบผลสำเร็จในขั้นเตรียมการแล้ว จึงพยายามโอกาสที่จะเริ่มลงมือกระทำการใหญ่ จนกระทั่งได้โอกาสในตอนจอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางเข้ามาบวชในกรุงเทพมหานคร และมีคดีฆ่าแขวนคอชาย 2 คนที่จังหวัดนครปฐม จึงอาศัยเหตุการณ์นี้ปลุกระดมขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์… ”

.

(ภาพจากเว็บไซต์โครงการ “บันทึก 6 ตุลา”)

.

บทเกริ่นนำข้างต้นในรายงานนี้ ชี้ให้เห็นง่าย ๆ ว่า ตอนนั้นใครเป็นศัตรู ใครกำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไร อันเป็นการจัดวางตัวละครและความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไว้เสร็จสรรพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้นักศึกษาและฝ่ายซ้ายเป็น “ฝ่ายศัตรู” ที่คอยคบคิดกันทำลายชาติ อีกทั้ง ในแง่ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในรายงานนั้น เล่าว่า “…มีการปลอมแปลงนักศึกษาให้ดูคล้ายกับสมเด็จพระบรมโอรสธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร และแสดงละครมีการแขวนคอขึ้น แสดงเจตจำนงทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของคอมมิวนิสต์…”

“…5 ตุลาคม 2519 ประชาชนผู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นับจำนวนเกือบแสนคนได้รวบใจกันไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพยายามบุกเข้าไปทำลายการปลุกระดมมวลชนในมหาวิทยาลัย … เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่นั้นได้พยายามห้ามปรามประชาชนไม่ให้บุกเข้าไป…แต่ประชาชนซึ่งกำลังโกรธแค้นอย่างแสนสาหัสก็ไม่เชื่อฟัง ประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีประชาชนปีนกำแพงมหาวิทยาลัยเข้าไปโดยไม่มีอาวุธ จึงถูกยิงบาดเจ็บและเสียชีวิต…”

“…เวลาประมาณ 07.00 น. … ในขณะนั้นมีราษฎรขับรถโดยสาร 2 คัน พังประตูรั้วเข้าไป ฝ่ายที่ยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดฉากการยิงขัดขวางอย่างดุเดือดด้วยอาวุธสงคราม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงตอบโต้เข้าไปบ้าง เป็นเหตุให้มีการบาดเจ็บ และเสียชีวิตด้วยกันทั้งสองฝ่าย ปรากฏด้วยว่า มีผู้ได้เข้าร่วมชุมนุมยึดอยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยซึ่งได้ถูกฝ่ายเดียวกันเองยิงข้างหลัง ขณะที่พยายามหนีออกมาภายนอก นักศึกษาและผู้ที่ทำการปลุกระดมอยู่ภายในได้หลบหนีออกไปได้บ้างพร้อมทั้งอาวุธ บ้างก็เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ฝ่ายประชาชนผู้รักชาติซึ่งอยู่ท่ามกลางเสียงปืนได้เกิดอารมณ์คั่งแค้นจนกระทั่งนำเอาศพของผู้เสียชีวิตมาแขวนคอ และนำเอาศพไปเผาที่บริเวณท้องสนามหลวงรวม 4 ศพ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นศพของผู้ใด

“ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ มีนักศึกษาและผู้ก่อจลาจลเข้ามอบตัว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,059 คน มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 46 คน เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คน นอกนั้นเป็นประชาชนผู้รักชาติ และผู้ก่อการจลาจล บาดเจ็บทั้งสิ้นประมาณ 200 คน เจ้าหน้าที่ยึดอาวุธที่ใช้ในสงครามไว้ได้จำนวนหนึ่ง…”

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของชุด “ข้อเท็จจริง” ที่รัฐทำให้แพร่หลายในเวลานั้น โดยจัดวางให้รัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ “ประชาชนผู้รักชาติ” อยู่ในฐานะผู้เสียหายและผู้ปกป้องบ้านเมือง ขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกสร้างให้เป็นพื้นที่ซ่องสุมของศัตรูอย่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งมีอาวุธและกำลังใช้ความรุนแรง แม้แต่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมก็ได้รับการอธิบายว่าเกิดจากการ “ถูกฝ่ายเดียวกันเองยิงข้างหลัง” พร้อมลดทอนปรากฏการณ์แขวนคอและเผาศพ ให้เป็นผลจากอารมณ์คั่งแค้นของประชาชน “ผู้รักชาติ” ที่ “คั่งแค้น” เรื่องเล่านี้จึงผลักการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวาออกจากใจกลางของเหตุการณ์ พร้อมกับเปลี่ยนการล้อมปราบให้กลายเป็นปฏิบัติการตอบโต้เพื่อรักษาความสงบ

กล่าวถึงที่สุด ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผู้คนที่อยู่ในธรรมศาสตร์เวลานั้น ก็ได้กลายเป็น “พวกมุ่งทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้เปิดฉากยิงก่อน ผู้ทำร้ายประชาชนผู้รักชาติ พวกปลุกระดมให้คนต่อต้านรัฐ พวกศัตรูของชาติ พวกฆ่ากันเอง” เป็นต้น

จากนั้น คดี 6 ตุลาฯ ก็ได้เกิดขึ้น โดยการฟ้องร้องคดีต่อศาลทหารกรุงเทพ โดยมีอัยการศาลทหารเป็นโจทก์ ส่วนจำเลยประกอบด้วยแกนนำนักศึกษาและประชาชนรวม 18 คน[4] การดำเนินคดีนั้นประกอบด้วยข้อหาฉกรรจ์จำนวน 10 ข้อด้วยกัน ได้แก่

1. ร่วมกันมีการกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
2. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
3. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น
4. ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ
5. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเป็นหนังสือและวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
6. ร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก
7. ร่วมมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นซ่องโจรเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิต และร่างกายผู้อื่น
8. ร่วมกันบุกรุกเข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในสำนักงานสถานที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์
9. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย
10. ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิดชนิดธรรมดาและชนิดที่ใช้แต่เฉพาะในการสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

.

เรื่องเล่าของรัฐที่กล่าวมาข้างต้นเดินทางมายังศาลในรูปของคำฟ้องและข้อหาฉกรรจ์ คำกล่าวหาว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปลงข้อเท็จจริงให้เชื่อมโยงกับองค์ประกอบความผิดแต่ละข้อ โจทก์จึงจำเป็นต้องนำพยานบุคคล เอกสาร ภาพถ่าย และวัตถุพยานเข้าสืบ ฝ่ายจำเลยสามารถถามค้านพยานภายใต้เงื่อนไขของศาลทหารได้ จากจุดนี้ เรื่องเล่าที่รัฐเคยประกาศต่อสาธารณะจึงต้องเผชิญกับคำถามว่า ใครเห็นอะไร เห็นจากตำแหน่งใด ทราบข้อเท็จจริงด้วยตนเองหรือรับฟังมาจากผู้อื่น และหลักฐานแต่ละชิ้นรองรับข้อกล่าวหาได้เพียงใด

งานศึกษานี้ใช้แนวคิด “คดีการเมืองในฐานะเหตุการณ์ที่ก่อความเปลี่ยนแปลง” เพื่ออ่านสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณา แนวคิดนี้พัฒนาจากข้อเสนอของ Emilios Christodoulidis ในบทความ “Political Trials as Events”[5] ซึ่งอธิบายว่า การพิจารณาคดีเป็นกระบวนการที่กำหนดตำแหน่งแห่งที่ของผู้เข้าร่วมใครเป็นโจทก์ ใครเป็นจำเลย ประเด็นใดอยู่ในข่ายวินิจฉัย พยานหลักฐานใดสามารถรับฟังได้ อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เสนอหลักฐานและถามค้านย่อมก่อเกิดความท้าทายต่อการจัดวางตำแหน่งดังกล่าว คดีการเมืองอาจเป็น “เหตุการณ์” หนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงหรือความขัดแย้งที่อยู่นอกกรอบเรื่องเล่าเดิมต้องเข้าสู่ห้องพิจารณาคดี ก็มักมีโอกาสที่จะส่งผลทำให้เกิด “รอยปริแตก” (rupture) จนประเด็นของคดีและตำแหน่งของผู้เกี่ยวข้องเคลื่อนออกจากแบบแผนที่กำหนดไว้ในตอนแรก

จากแนวคิดนี้ หากนำมาอ่านคดี 6 ตุลาฯ จะพบ จุดตั้งต้นของคดีได้จัดวางให้นักศึกษาเป็นผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคง ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและพลเมืองฝ่ายขวาก็ถูกทำให้เป็นผู้รักษาความสงบและประชาชน “ผู้รักชาติ” แต่เมื่อมีการเบิกความจากฝ่ายโจทก์ การพิจารณาเอาผิดฝ่ายจำเลยก็ได้แปรสภาพเป็นกระบวนการไต่สวนภายใต้กรอบคำถามว่ารัฐและกลุ่มฝ่ายขวากระทำอะไรต่อนักศึกษาและประชาชน

ในมุมมองข้างต้น กฎหมายอาจประกอบขึ้นจากกฎและพิธีกรรมในนาม “กระบวนพิจารณา” ซึ่งล้วนกำหนดว่าใครสามารถเข้าร่วมได้ ใครจะมีสิทธิพูด โดย “คดีความ” ได้มีส่วนนำความสัมพันธ์ทางอำนาจมาเรียบเรียงใหม่ในภาษากฎหมาย และการเรียบเรียงนั้นอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจเดิมไปด้วย ผลที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับพลังต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกห้องพิจารณา ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลังเหล่านั้นกับกระบวนวิธีของศาล[6]

ในแง่นี้ รัฐอาจเป็นผู้เริ่มต้นคดีฟ้องร้องจำเลย ทว่าอำนาจดังกล่าวไม่ได้รับประกันว่ารัฐจะควบคุมความหมายของทุกสิ่งที่ปรากฏระหว่างการพิจารณาได้ คำตอบของพยานอาจไปไกลกว่าคำถามที่โจทก์ตั้งไว้ การถามค้านอาจเปิดเผยข้อจำกัดของการรับรู้หรือความขัดแย้งภายในคำเบิกความ อีกทั้ง ภาพถ่ายและเอกสารอาจทำให้การกระทำของบุคคลซึ่งอยู่นอกกรอบคำฟ้องปรากฏขึ้นมา ข้อเท็จจริงเหล่านี้เมื่อถูกบันทึกลงในสำนวนย่อมมีชีวิตต่อจากจุดมุ่งหมายเดิมของผู้ดำเนินคดี และกลายเป็นร่องรอยที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สามารถย้อนกลับมาอ่านได้อีกครั้ง

นอกจากนั้นแล้ว ห้องพิจารณาอาจถูกมองในฐานะพื้นที่ “ผลิตความจริง”[7] Michel Foucault เสนอมุมมองว่า ความจริงมีประวัติศาสตร์ของมันเอง และกระบวนการทางกฎหมายเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางสังคมที่ทำให้แบบแผนของความรู้และสถานะของบุคคลผู้เกี่ยวข้องก่อตัวขึ้น สังคมจะกำหนดผ่านระเบียบและวิธีการทางกฎหมายว่าใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้เสียหาย ใครควรรับผิด การกระทำใดสมควรถูกลงโทษ

“การผลิตความจริง” ในที่นี้หมายถึงกระบวนการที่ทำให้คำบอกเล่า ได้รับการคัดเลือกและรับรองจนมีสถานะเป็นข้อเท็จจริงทางคดี ความจริงในห้องพิจารณาเกิดขึ้นภายใต้ระเบียบเฉพาะ ตั้งแต่ผู้ใดมีสิทธิถาม ผู้ใดมีหน้าที่ตอบ คำถามใดเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี พยานทราบข้อเท็จจริงด้วยวิธีใด ไปจนถึงถ้อยคำใดจะถูกบันทึกไว้ในสำนวน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ศาลแต่งเรื่องขึ้นจากความว่างเปล่า

พยานโจทก์มีความสำคัญต่อการศึกษานี้เป็นพิเศษ เพราะบุคคลเหล่านี้ถูกนำมาเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของรัฐ ทันทีที่พยานเข้าสู่กระบวนการถามค้าน อีกฝ่ายก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบคำเบิกความ ในกรณีที่มีการนำภาพถ่ายมาประกอบคำถาม ภาพย่อมเริ่มทำงานเป็นพยานหลักฐานผ่านการระบุว่าเป็นภาพสถานที่ใด บุคคลในภาพคือใคร เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด และบุคคลเหล่านั้นกำลังทำอะไร คำตอบของพยานอาจรับรองหรือปฏิเสธพร้อมจำกัดความหมายของภาพ และทุกคำตอบสามารถก่อให้เกิดข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ขึ้นได้

การอ่านคำเบิกความในหัวข้อต่อไปจึงจะติดตามสองชั้นควบคู่กัน ชั้นแรกคือสิ่งที่โจทก์ต้องการใช้พยานปากนั้นพิสูจน์ความผิดของจำเลย ชั้นที่สองคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรุนแรงซึ่งปรากฏขึ้นระหว่างการซักถามและถามค้าน ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะสนับสนุนหรือสั่นคลอนคำฟ้อง หรือพาการไต่สวนไปสู่การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวาก็ตาม การอ่านลักษณะนี้จะช่วยให้เห็นจังหวะที่วัตถุแห่งการไต่สวนกลายเป็นคำถามว่า “เจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่อยู่ภายนอกมหาวิทยาลัยทำอะไรกับนักศึกษาและประชาชน” แทนที่จะเป็นประเด็นว่า “จำเลยกระทำผิดหรือไม่ อย่างไร”

.

(ภาพจากเพจ พิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of Popular History)

.

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาคำเบิกความ คำฟ้องที่เกิดขึ้นโดยอัยการทหารกรุงเทพ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ขณะนั้นรัฐต้องการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้แก่ข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในลักษณะประชาชนผู้รักชาติสามารถเอาชนะเหนือฝ่ายภัยคุกคามได้เบ็ดเสร็จ คำฟ้องได้ร่ายยาวถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้ง 18 คน ว่าได้กระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงอย่างไรบ้าง[8]  ด้านหนึ่ง หากมองเฉพาะฉากหน้าก็ไม่ต่างจากการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทางการเมืองโดยทั่วไป ทว่าอีกด้านอันเป็นฉากหลัง การฟ้องร้องก็มีส่วนร่วมในการให้ความชอบธรรมกับความรุนแรงในมหาวิทยาธรรมศาสตร์ทำนองว่า ผู้ถูกกระทำคือ “โจรผู้ร้าย” หาใช่ผู้บริสุทธิ์

การฟ้องเริ่มตั้งแต่ การวางกรอบเวลาว่าตั้งแต่ 6 ธันวาคม 2516 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (เกือบสามปี) ว่า “…จำเลยได้ร่วมกันบังอาจจัดตั้งกลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของประเทศอันทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือปัจจัยการผลิตของเอกชนตก เป็นของรัฐโดยการริบ …และมีความมุ่งหมายที่จะกระทำการอันเป็นกบฏ โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจบริหาร ยึดการปกครองของรัฐบาล จำเลยทั้งหมดเป็นสมาชิกกลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าว”[9]

อีกทั้ง “…จำเลย… ได้ร่วมกัน บังอาจยุยง แนะนำเสี้ยมสอนโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชน ทั้งด้วยวาจาและหนังสือ มีใจความสำคัญ โดยสรุปว่า รัฐบาลไม่ดี ทำการปกครองแบบกดขี่ขูดรีดประชาชน เป็นพวกนายทุน พวกศักดินา ทำให้ชาวนากรรมกรและคนจนไม่ได้รับความเป็นธรรม และความเสมอภาค ให้ประชาชน ผนึกกำลังต่อสู้ … และจำเลยได้ร่วมกันบังอาจเผยแพร่ภาพเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมการเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งปกครองตามระบบคอมมิวนิสต์ให้ปรากฏแก่ประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มีความเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทย.. ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล ให้ประชาชนเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ และเพื่อก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน…[10]

“จำเลยได้ร่วมกัน บังอาจยุยง และจัดให้กรรมกรโรงงานต่าง ๆ … เกิดการร่วมกันหยุดงานเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดความปั่นป่วน และเกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน…[11]

“จำเลยได้ร่วมกันบังอาจจัดหาสมาชิกสะสมกำลังคนกำลังอาวุธมั่วสุมชุมนุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเพื่อใช้กำลังประทุษร้าย เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประชาชน ….”[12]

ข้อความตอนหนึ่งจากคำฟ้องข้างต้นเผยให้เห็นความพยายามจัดวางระเบียบความสัมพันธ์ของคู่ความไว้ตั้งแต่ต้น ฝ่ายรัฐอยู่ในฐานะผู้พิทักษ์ความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้ง 18 คนได้ถูกจัดให้เป็นสมาชิกของขบวนการเดียวกันซึ่งมุ่งล้มล้างการปกครอง คำฟ้องรวบการเคลื่อนไหวหลายรูปแบบตลอดช่วงเวลากว่าสองปี ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศจีน การสนับสนุนการนัดหยุดงาน ตลอดจนการชุมนุมทางการเมือง ให้กลายเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องของแผนคอมมิวนิสต์และการก่อกบฏ

การตั้งเรื่องเช่นนี้ยังส่งผลต่อความหมายของความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การทำให้ภาพการสังหารหมู่เป็นการตอบโต้ภัยคุกคามที่กำลังก่อตัวขึ้นในมหาวิทยาลัย คำฟ้องได้รับช่วงประวัติศาสตร์ฉบับทางการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นดูมีเหตุรองรับจากความผิดของผู้ถูกกระทำเอง การดำเนินคดีต่อจำเลยทั้ง 18 คนมีส่วนยืนยันว่า การปราบปรามเกิดขึ้นต่อบุคคลที่รัฐนิยามไว้แล้วว่าเป็นคอมมิวนิสต์และศัตรูของบ้านเมือง

.

เมื่อคดีเข้าสู่การสืบพยาน ข้อกล่าวหาในภาพกว้างต้องถูกแจกแจงให้เห็นว่า จำเลยคนใดกระทำอะไร พยานรู้เห็นจากตำแหน่งใด และการถามค้านก็เปิดให้ข้อเท็จจริงซึ่งคำฟ้องไม่ได้จัดวางไว้ปรากฏขึ้น รวมถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวา จังหวะนี้เองที่คดีการเมืองอาจก่อผลในฐานะ “เหตุการณ์” เพราะกระบวนการที่เริ่มจากการพิสูจน์ความผิดของนักศึกษาเริ่มสร้างข้อสงสัยย้อนกลับไปยังผู้กล่าวหา การอ่านคำเบิกความต่อจากนี้จึงมุ่งติดตามว่า การผันเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านพยานหลักฐานใด และทำให้รัฐต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความรุนแรงของตนอย่างไร

.

.

วัชรินทร์ เป็นรองสารวัตรแผนก 3 กองกำกับการ 5 ตำรวจสันติบาล มีหน้าที่สืบสวนและสอบสวนเกี่ยวกับคนจีน และบุคคลทั่วไปในทางการเมือง เกี่ยวกับ เหตุการณ์ 6 ตุลา วัชรินทร์ ได้รับคำสั่งให้ไปสืบเรื่องราวบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาฯ  วัชรินทร์ให้การไปในทำนองว่า ภาพการแขวนคอของบุคคลที่เข้าใจว่าเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีส่วนสร้างความโกรธแค้นแก่ประชาชน ผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายยิงอาวุธออกมาก่อน ตำรวจอยู่ในฐานะผู้ห้ามปรามประชาชนและพยายามเข้าไปเจรจา

คำเบิกความนี้รับช่วงเรื่องเล่าจากคำฟ้องและแปลงให้เป็นข้อเท็จจริงในห้องพิจารณา แต่ถ้อยคำของวัชรินทร์หลายตอนวางอยู่บนสิ่งที่เขา “เข้าใจว่า” หรือได้รับทราบจากข่าวทางวิทยุ เขาไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่ยิงปืน ไม่ได้เห็นว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเอ็ม 79 และไม่ได้อธิบายถึงการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มฝ่ายขวาที่อยู่ภายนอกมหาวิทยาลัย ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พยานเห็นด้วยตนเองกับข้อสรุปที่พยานสร้างขึ้น ได้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการถามค้านในลำดับต่อมา[13]

ความน่าสนใจในการถามค้าน เริ่มต้นด้วยประเด็นเกี่ยวข้องกับ “ภาพแขวนคอ” ที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งนำไปสู่การตั้งข้อหาหตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 วัชรินทร์ ยืนยันตอบคำถามพยานจำเลยโดยยอมรับและเข้าใจว่า “ภาพแขวนคอ” เป็นการแสดงละครของนักศึกษา “…การตบแต่งหน้าของบุคคลที่จะให้เหมือนกับสมเด็จพระบรมฯ นั้น ข้าฯ ไม่ทราบว่าทางเทคนิคจะทำให้เหมือนได้หรือไม่ จำเลยทั้ง 18 คนในคดีนี้ไม่มีผู้ใดมีหน้าตาเหมือนหรือคล้ายคลึงกับสมเด็จพระบรมฯ เลย”[14]

คำตอบดังกล่าวทำให้ “ภาพแขวนคอ” สูญเสียฐานะของหลักฐานที่มีความหมายแน่นอนอยู่ในตัวเอง เมื่อเห็นภาพครั้งแรก วัชรินทร์เข้าใจว่าเป็นภาพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ถูกแขวนคอ ต่อมาเมื่ออ่านข้อความในหนังสือพิมพ์จึงทราบว่าเป็นการแสดงละครของนักศึกษา ความหมายว่าภาพดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงก่อตัวขึ้นผ่านคำพาดหัวและการหมุนเวียนภาพไปยังผู้รับสารกลุ่มต่าง ๆ ผลของคำถามค้านมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือการสั่นคลอนความเชื่อมโยงระหว่างภาพแขวนคอกับจำเลยทั้ง 18 คน เพราะพยานไม่สามารถระบุได้ว่าจำเลยคนใดแสดงเป็นบุคคลในภาพ และยังยอมรับว่าไม่มีจำเลยคนใดมีใบหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

ชั้นที่สองคือ ทำให้เกิดคำถามว่า ใครเป็นผู้กำหนดความหมายให้ภาพ ใครทำให้ภาพแพร่กระจาย และความโกรธแค้นของประชาชนก่อตัวขึ้นผ่านกลไกใด กรณีของวัชรินทร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่พยานของรัฐย้อนเปิดเผยกระบวนการผลิตข้อกล่าวหาของรัฐเอง

วัชรินทร์ ให้การเพิ่มเติมด้วยว่า “สังเกตจากถ้อยคำที่พูดทางเครื่องขยายเสียงทั้งสองฝ่ายก็รู้ได้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นคำพูดของทางฝ่ายใด ถ้อยคำที่ประกาศว่า “พี่ตำรวจครับ ขอให้หยุดยิง” นั้น ข้าฯ จำไม่ได้ว่า จะพูดอย่างนั้นหรือเปล่า จำได้เพียงว่า เป็นถ้อยคำขอร้องให้หยุดยิง”[15] ประเด็นนี้ชี้ว่า แม้วัชรินทร์จะจำถ้อยคำทั้งหมดไม่ได้ เขายังยืนยันสาระสำคัญว่ามีเสียงจากภายในมหาวิทยาลัยขอให้ตำรวจหยุดยิง คำเบิกความดังกล่าว ทำให้ตำรวจเริ่มปรากฏในฐานะฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้อาวุธ ขณะที่ผู้ชุมนุมปรากฏในฐานะผู้ร้องขอให้ยุติความรุนแรง

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจ และเป็นตัวอย่างแห่งภาวการณ์ไต่สวนฝ่ายรัฐได้เป็นอย่างดี คือ หลังจากทนายจำเลยให้พยานโจทก์ดูภาพถ่ายเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาพเหตุการณ์ วัชรินทร์ เลือกตอบคำถามในลักษณะบ่ายเบี่ยงว่าจำไม่ได้ ไม่รู้ว่าบุคคลในภาพเป็นตำรวจหน่วยใด แต่ก็มีการยืนยันว่า “…อาวุธปืนที่ตำรวจถือตามภาพที่ 2 เป็นปืนลักษณะคล้ายปืนบาซูก้า ปืนบาซูก้า ใช้สำหรับยิงต่อสู้รถถัง…”[16] เท่านี้ ก็ฉายภาพได้ระดับหนึ่งแล้วว่า รัฐต่างหากที่ใช้รุนแรง

อีกประเด็นหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อภาพถ่ายย้อนกลับมาจับจ้องตัวเจ้าหน้าที่เอง ทนายจำเลยนำภาพวัชรินทร์ถือปืนมาให้ดู เขายอมรับว่าบุคคลในภาพคือตน พร้อมยืนยันว่า “ข้าฯ จำได้ว่าข้าฯ ไม่ได้ยิงปืนกระบอกที่ปรากฏในภาพถ่ายนั้นเลย…”[17] ภาพอื่นยังแสดงนักศึกษาถูกสั่งให้นอนคว่ำและถอดเสื้อ รวมถึงนักศึกษาหญิงซึ่งเหลือเพียงเสื้อชั้นใน โดยวัชรินทร์ยอมรับว่าเป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการจัดทำบัญชีอาวุธหรือทรัพย์สินที่ตรวจยึดไว้อย่างไร[18]

นี่คือหนึ่งในหลายขยักที่กระบวนการพิสูจน์ที่เริ่มจากการใช้ภาพกล่าวหานักศึกษาย้อนกลับมาตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่ ทั้งเรื่องการถืออาวุธ การควบคุมร่างกายของผู้ถูกจับกุม และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานที่รัฐอ้างว่าได้มาจากภายในมหาวิทยาลัย

.

.

วันเกิดเหตุ อารีย์ รับราชการเป็นตำรวจตำแหน่งผู้บังคับหมู่ แผนก 3 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม ได้รับคำสั่งจาก พ.ต.ท.สล้าง บุนนาค ให้ไปสังเกตการณ์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในคืนวันที่ 5 ตุลาฯ โดยการซักพยานจากฝ่ายอัยการฯ อารีย์ เบิกความว่า มีประชาชนมาชุมนุมกันที่สนามหลวงเพราะโกรธแค้นศูนย์นิสิตนักศึกษาที่แสดงละคร โดยนำคนมาแต่งหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แล้วนำมาแขวนคอ “… ข้าฯ เห็นภาพครั้งแรก ข้าฯ ตกใจมาก แต่เมื่อเพื่อนตำรวจอ่านเนื้อข่าว…จึงได้ทราบว่ามิใช่การแขวนคอจริง ๆ แต่เป็นภาพการแสดงของนิสิตนักศึกษา…” [19]

.

.

ด้านเหตุการณ์ความรุนแรง อารีย์ ก็ยืนยันว่าฝ่ายผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นคนเริ่มเปิดฉากก่อน[20] “…มีเสียงปืนยิงออกมาจากข้างในธรรมศาสตร์ เสียงดังออกมาเป็นชุด ๆ ประมาณ 8 – 9 นัด ประชาชนที่อยู่ที่ประตูก็ถอยออกมาจากประตู เสียงปืนที่ได้ยินข้าฯ บอกได้ว่าเป็นปืนยิงเร็ว… ต่อมา ประชาชนได้โกรธแค้นก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ประชาชนพยายามเข้าไป… เมื่อเข้าไม่ได้ก็ยืนออกันข้างนอก ก็มีเสียงยิงออกมาจากในธรรมศาสตร์เป็นระยะ ๆ …”

และประเด็นสำคัญสุด คือ อารีย์ เบิกความว่าตนเป็นฝ่ายถูกยิง ระหว่างพยายามเข้าไปเจรจา “…ขณะที่ข้าฯนั่งอยู่นั้น มีเสียงปืนดังออกมาจากตึกนิติศาสตร์ ซึ่งอยู่เบื้องหน้าข้าฯ เสียงปืนดังหนาแน่นข้าฯ รู้สึกตัวว่ากระสุนที่ยิงมา มาถูกมือซ้ายของข้า … นิ้วกลางซ้ายท่อนปลายถูกกระสุนปืนขาด มีแต่หนังกำพร้าห้อยอยู่ ที่นิ้วชี้มือเดียวกันถูกยิงที่โคนนิ้วกระดูกแตก…” จากนั้นก็สรุปว่า “ที่ข้าฯ ได้พบเห็นการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในคืนวันนั้น มิใช่การชุมนุมโดยสงบและเปิดเผย กล่าวคือได้ปิดประตูชุมนุมกัน และมีการยิงอาวุธปืนออกมา”

.

.

เช่นเดียวกับพยานคนอื่น ๆ การถามค้านอารีย์ ก็ได้เป็นเวทีการไต่สวนการกระทำของรัฐมากกว่าจะเอาผิดจำเลย ทนายจำเลยนำภาพถ่ายมาให้อารีย์พิจารณาทีละภาพ จนกลายเป็นการเบิกความเรื่องการใช้อาวุธและการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ความรุนแรง อารีย์ให้การถึงภาพหนึ่งว่า “อาวุธปืนที่หน่วยคอมมานโดใช้กันนั้น เขาใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 เมื่อปฏิบัติหน้าที่” ส่วนการถามถึงทิศทางของกระสุนทำให้เขาตอบว่า “…ระบุไม่ได้ว่านักศึกษาเป็นคนยิง…” และยอมรับความเป็นไปได้ว่าอาจเป็น “…บุคคลภายนอกที่เข้าไปยิงมาจากข้างใน…”[21] คำตอบดังกล่าวทำให้ข้อสรุปว่าผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายใช้อาวุธเริ่มสูญเสียความแน่นอน และเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบว่าบุคคลจากฝ่ายใดบ้างที่มีอาวุธและเข้าไปอยู่ภายในมหาวิทยาลัย

การถามค้านขยับไปเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทนายจำเลยถามว่าใครเป็นผู้สั่งการ ตำรวจหน่วยใดอยู่บริเวณประตู เหตุใดประชาชนภายนอกจึงผ่านแนวกั้นเข้าไปได้ และเจ้าหน้าที่ได้ห้ามปรามหรือจับกุมผู้มีอาวุธหรือไม่ เมื่ออารีย์เห็นภาพบุคคลถูกทำร้าย เขาตอบว่า หากเหตุการณ์ตามภาพเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ “เจ้าหน้าที่ก็จะต้องจับกุม”[22]  ต่อมาเมื่อพิจารณาภาพที่ 6 ของเอกสารหมาย ล.21 เขาระบุได้ว่าคนที่กำลังเตะและบุคคลทางซ้ายของภาพเป็นตำรวจจากเครื่องแบบที่สวมอยู่ แม้จะไม่ทราบว่าเป็นตำรวจหน่วยใด[23] ภาพถ่ายจึงทำให้ตำรวจปรากฏขึ้นในฐานะผู้กระทำการซึ่งต้องได้รับการระบุตัว

แรงกดดันต่อโจทก์ เกิดต่อเนื่องเมื่อทนายจำเลยแสดงภาพการลากและการทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัว รวมถึงการใช้ไม้ตีศพที่ถูกแขวนคอ อารีย์เรียกลักษณะการเตะในภาพที่ 7 และภาพที่ 8 ว่าเป็น “มารยาทที่เลว” และกล่าวถึงการใช้ไม้ตีบุคคลที่ถูกแขวนคอตามภาพที่ 10 ว่าเป็น “การกระทำที่ทารุณ เหี้ยมโหดมาก” พร้อมยอมรับว่าไม่ทราบว่าบุคคลในภาพเหล่านั้นถูกเจ้าพนักงานจับกุมไปดำเนินคดีหรือไม่[24] คำถามได้พ้นจากการพิสูจน์ว่าความผิดจำเลยมาเป็นคำถามว่าใครใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่คนใดอยู่ในเหตุการณ์ เหตุใดจึงไม่มีการระงับเหตุ ผู้กระทำได้รับการดำเนินคดีหรือไม่

.

.

วันเกิดเหตุ พลตำรวจประสาทปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานวิทยุประจำรถสายตรวจของกองตำรวจปฏิบัติการพิเศษ โดยออกตรวจพร้อมตำรวจอีกสองนาย คำเบิกความของเขาให้รายละเอียดถึงอาวุธที่เจ้าหน้าที่นำไปปฏิบัติการอย่างชัดเจนว่า[25] “…การออกตรวจครั้งนี้ ทางราชการได้จ่ายอาวุธประจำกายให้คนละ 1 กระบอก เป็นอาวุธปืนพกขนาด .38 ยี่ห้อสมิทแอนด์เวสสัน ทั้ง 3 กระบอก และมีอาวุธปืนลูกซองยาวชนิด 8 นัดประจำรถวิทยุอีก 1 กระบอก…” นอกจากนี้ รถสายตรวจยังมีแก๊สน้ำตาสามกระบอก ส่วนปืนลูกซองบรรจุกระสุนยางสำหรับใช้ในการควบคุมฝูงชน

ในชั้นซักถามของโจทก์ อาวุธของฝ่ายนักศึกษาถูกกำหนดให้เป็นเหตุเริ่มต้นของปฏิบัติการ ประสาทเบิกความว่า “…ศูนย์ผ่านฟ้าได้แจ้งด้วยว่าพวกนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่นั้นได้ใช้อาวุธปืนยิงออกมาจากภายในมหาวิทยาลัย ถูกประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ…” เมื่อเดินทางถึงพื้นที่ เขาได้นำปืนลูกซองยาวออกจากรถวิทยุติดตัวเข้าไปด้วย และให้การว่า “…ได้ยินเสียงปืนดังมากในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงปืนที่ได้ยินนี้เป็นเสียงหนาแน่น มีทั้งเสียงปืนที่ยิงทีละนัด และที่ยิงเป็นชุด ๆ…” ต่อมาประสาทเล่าว่าได้พบชายวัยรุ่นถือปืนบริเวณซอกตึกนิติศาสตร์ จึงยิงกระสุนยางไปสองนัด ก่อนที่ตนและชาวบ้านอีกสองคนจะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ[26]

เมื่อเข้าสู่การถามค้าน ภาพของอาวุธภายในพื้นที่เริ่มเปลี่ยนไป ประสาทยอมรับว่ามีตำรวจอยู่ภายในมหาวิทยาลัยก่อนที่เขาจะเข้าไปแล้วประมาณยี่สิบนาย โดยกล่าวว่า “…ตำรวจทั่วไป 20 กว่าคนนั้นมีอาวุธปืนครบมือ ไม่ได้สังเกตว่าเป็นอะไร แต่ส่วนมากข้าฯ เห็นว่าจะเป็นเอ็ม 16…” และให้การเพิ่มเติมว่า “…ตำรวจ 20 คนที่พบในธรรมศาสตร์นั้นมาอยู่ที่นั่นมาก่อนแล้ว ตอนข้าฯ เข้าประตู ที่ประตูทางเข้าตอนนั้นไม่มีตำรวจอยู่…” ขณะที่บุคคลแต่งกายพลเรือนบริเวณประตูนั้น ประสาทระบุว่า “…คนที่แต่งตัวพลเรือนไม่เห็นมีที่ถือปืน…” คำตอบนี้ทำให้อาวุธที่พยานเห็นได้โดยตรงและสามารถเชื่อมโยงกับตัวบุคคลอย่างชัดเจน เป็นอาวุธซึ่งอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ[27]

อย่างไรก็ตาม คำเบิกความของประสาทยืนยันได้เพียงการมีอาวุธและการวางกำลังของตำรวจ ยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นใช้อาวุธยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัย เพราะในช่วงท้ายของการถามค้าน ประสาทให้การว่า “…ข้าฯ ไม่ได้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนทุกชนิด ทั้งปืนเอ็ม 79 เอชเค คาร์บิน และเอ็ม 16 ยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…” กระนั้น เขาก็ไม่รู้จักจำเลยทั้ง 18 คน ไม่เห็นตัวผู้ยิงตน และไม่สามารถระบุว่ากระสุนที่ทำให้ตนได้รับบาดเจ็บถูกยิงโดยใคร

คำเบิกความปากนี้จึงทำให้เกิดความแตกต่างระหว่าง “อาวุธที่ได้รับแจ้งว่ามี” กับ “อาวุธที่พยานเห็นอยู่ในมือบุคคล” อาวุธของนักศึกษาปรากฏขึ้นครั้งแรกผ่านข่าวสารจากศูนย์วิทยุ แต่อาวุธของตำรวจปรากฏผ่านการพบเห็นโดยตรง ทั้งปืนพกขนาด .38 ปืนลูกซอง กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ปืนเอ็ม 16 การถามค้านทำให้กำลังพลและอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐได้รับการบันทึกโดยศาล พร้อมก่อคำถามต่อไปว่า ตำรวจหน่วยใดเข้าพื้นที่ในเวลาใด ใครเป็นผู้สั่งการ อาวุธแต่ละชนิดถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการอย่างไร[28]

.

คำเบิกความของพยานโจทก์สามปากแรกแสดงให้เห็นจังหวะเริ่มต้นของความกลับตาลปัตรภายในห้องพิจารณา วัชรินทร์ อารีย์ และประสาท เป็นการเบิกความในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้พบเห็นเหตุการณ์และได้รับอันตรายจากการยิงภายในมหาวิทยาลัย กระนั้น เมื่อคำบอกเล่าสามารถแยกออกเป็นสิ่งที่พยานเห็นด้วยตนเอง สิ่งที่ได้รับแจ้งทางวิทยุและอ่านจากหนังสือพิมพ์ หรือข้อสรุปที่เกิดจากความเข้าใจของพยาน ความแน่นอนของเรื่องเล่าฝ่ายโจทก์ก็เริ่มคลายตัว การถามค้านและภาพถ่ายทำให้ข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่งปรากฏขึ้นทั้งการถืออาวุธของตำรวจ การนำปืนเอ็ม 16 ปืนลูกซอง แก๊สน้ำตา การนำอาวุธลักษณะคล้ายบาซูก้าเข้าสู่พื้นที่ การทำร้ายผู้ถูกจับกุมและศพต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่ปรากฏความชัดเจนว่ามีการจับกุมผู้กระทำไปดำเนินคดีหรือไม่

ถึงตรงนี้ ห้องพิจารณายังไม่ได้ให้คำตอบสุดท้ายว่าใครเป็นผู้ยิงกระสุนนัดใด หรือเจ้าหน้าที่คนใดต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงแต่ละกรณี สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดวางคำถามเสียใหม่จากเดิมที่รัฐกำหนดให้นักศึกษาเป็นฝ่ายต้องอธิบายการมีอาวุธและการก่อความไม่สงบ เจ้าหน้าที่ของรัฐกลับต้องตอบว่าใครเป็นผู้สั่งการ ตำรวจหน่วยใดเข้าสู่พื้นที่ แต่ละหน่วยนำอาวุธชนิดใดไป และเหตุใดความรุนแรงซึ่งปรากฏอยู่ในภาพถ่ายจึงเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการระงับเหตุอย่างเพียงพอ

.


.

[1] ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 6 ตุลาฯ กับสังคมไทย ว่าเป็นภาวะที่สังคมไทยรู้สึกเจ็บปวดจากเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต จนไม่สามารถลบเลือนให้หายไปได้ แต่ก็ไม่อยากจดจำรายละเอียดที่โหดร้ายหรือพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมา, ธงชัย วินิจจะกูล, 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน. 2558)

[2] ดูงานศึกษาว่าด้วยการต่อสู้คดี 6 ตุลาและบริบทของคดีใน ธนาพล อิ๋วสกุล และชัยธวัช ตุลาธน, “การต่อสู้ของจำเลยคดี 6 ตุลาภายใต้กระบวนการ (อ) ยุติธรรมหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519”, https://doct6.com/archives/2205

[3] สมุดปกขาว “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519” จัดพิมพ์โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลาฯ อธิบายว่า เอกสารชิ้นนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นแบบแผน (pattern) คำอธิบายของฝ่ายขวาเกี่ยวกับความรุนแรงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมได้เป็นอย่างดี, https://doct6.com/archives/10302  

[4] จำเลยคดี 6 ตุลา จำนวน 18 รายที่ว่า ประกอบด้วย

  • จำเลยที่ 1 สุธรรม แสงประทุม (23 ปี) นิสิตปี 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เลขาธิการ ศนท. ปี 2519
  • จำเลยที่ 2 อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ (20 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละครของ อมธ. ปี 2519
  • จำเลยที่ 3 อภินันท์ บัวหภักดี (19 ปี) นักศึกษาปี 2 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
  • จำเลยที่ 4 สุรชาติ บำรุงสุข (21 ปี) นิสิตปี 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อุปนายก ฝ่ายกิจการภายนอก สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) ปี 2519
  • จำเลยที่ 5 ประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ (24 ปี) นักศึกษาปี 5 สาขาอีเลคโทรนิคส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี นายกสโมสรนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าฯ ปี 2519
  • จำเลยที่ 6 วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ (25 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
  • จำเลยที่ 7 มหินทร์ ตันบุญเพิ่ม (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง นายกองการนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงปี 2519
  • จำเลยที่ 8 อารมณ์ พงศ์พงัน (30 ปี) ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหภาพแรงงานการประปานครหลวง รองประธานกลุ่มสหภาพแรงงานแห่งประเทศไทย
  • จำเลยที่ 9 ประยูร อัครบวร (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง รองเลขาธิการ ศนท. ฝ่ายการเมือง ปี 2519
  • จำเลยที่ 10 สุชีลา ตันชัยนันท์ (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รองเลขาธิการ ศนท. ฝ่ายสังคมและการศึกษา ปี 2519
  • จำเลยที่ 11 อรรถการ อุปอัมภากุล (21 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมการ อมธ. ปี 2519
  • จำเลยที่ 12 สุชาติ พัชรสรวุฒิ (21 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมการ อมธ. ปี 2519
  • จำเลยที่ 13 ธงชัย วินิจจะกูล (19 ปี) นักศึกษาปี 2 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รองนายก อมธ. ปี 2519
  • จำเลยที่ 14 คงศักดิ์ อาษาภักดิ์ (26 ปี) ลูกจ้างร้านขายยาศรีไทยฟาร์มาซี
  • จำเลยที่ 15 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (18 ปี) นักศึกษาปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมาธิการสภานักศึกษา ฝ่ายกิจการภายนอก
  • จำเลยที่ 16 โอริสสา ไอราวัณวัฒน์ (24 ปี) นักศึกษาปี 6 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เลขาธิการแนว ร่วมอาชีวะเพื่อประชาชนแห่งประเทศไทยปี 2519
  • จำเลยที่ 17 เสงี่ยม แจ่มดวง (24 ปี) พยาบาลโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ อดีตนายกสโมสรนักศึกษาพยาบาล รามาธิบดีปี 2518
  • จำเลยที่ 18 เสรี ศิรินุพงศ์ (36 ปี) ข้าราชการกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม

[5] Emilios Christodoulidis, “Political Trials as Events,” in Fleur Johns, Richard Joyce and Sundhya Pahuja (eds.), Events: The Force of International Law (London: Routledge, 2011), pp. 130–144.

[6] Jens Meierhenrich and Devin O. Pendas, “‘The Justice of My Cause Is Clear, but There’s Politics to Fear’: Political Trials in Theory and History,” in Jens Meierhenrich and Devin O. Pendas (eds.), Political Trials in Theory and History (Cambridge: Cambridge University Press, 2017), pp. 1–64, especially pp. 20–21.

[7] Michel Foucault, “Truth and Juridical Forms,” in James D. Faubion (ed.), Power: Essential Works of Foucault 1954–1984, Volume 3, trans. Robert Hurley et al. (New York: The New Press, 2000), pp. 1–89.

[8] คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ใครคือฆาตกร, บรรณาธิการโดย สมยศ เชื้อไทย (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2531), 71–78.

[9] เรื่องเดียวกัน, 72.

[10] เรื่องเดียวกัน, 72

[11] เรื่องเดียวกัน, 73

[12] เรื่องเดียวกัน, 73

[13] เรื่องเดียวกัน, 111–119.

[14] เรื่องเดียวกัน, 123.

[15] เรื่องเดียวกัน, 128.

[16] เรื่องเดียวกัน, 126.

[17] เรื่องเดียวกัน, 153.

[18] เรื่องเดียวกัน, 136.

[19] เรื่องเดียวกัน, 171.

[20] เรื่องเดียวกัน, 174 – 175.

[21] เรื่องเดียวกัน, 181.

[22] เรื่องเดียวกัน, 190.

[23] เรื่องเดียวกัน, 191

[24] เรื่องเดียวกัน, 209.

[25] เรื่องเดียวกัน, 212–213.

[26] เรื่องเดียวกัน.

[27] เรื่องเดียวกัน, 217.

[28] เรื่องเดียวกัน, 216–217.

.

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เครือข่ายจัดงานรำลึกได้จัดการแสดละครเวทีศาลจำลอง “The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4” ขึ้น ระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 ณ ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

และในโอกาสครบรอบนี้ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ยังรณรงค์ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ชวนประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เกิดการแก้ไขอัตราโทษในข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทหลายมาตราในกฎหมายอาญา ซึ่งยังดำรงอยู่เป็นปัญหาสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน

.

X