ย้อนอ่านเสวนา “เสรีภาพทางการเมืองและการจัดการความขัดแย้ง: มองผ่านคดี  Self-Determination ในสังคมประชาธิปไตย”

ในวันที่ 14-17 ก.ค. และ 18-20 ส.ค.  2569 นี้ ศาลจังหวัดปัตตานียังนัดสืบพยานต่อเนื่องในคดีของนักกิจกรรมและนักศึกษาจำนวน 5 คน กรณีถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จากกิจกรรมทำประชามติจำลอง ระหว่างงานเสวนาเรื่อง “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 

ระหว่างการสืบพยาน ชวนย้อนอ่านรายงานการเสวนา “เสรีภาพทางการเมืองและการจัดการความขัดแย้ง: มองผ่านคดี Self-Determination ในสังคมประชาธิปไตย” ซึ่งจัดขึ้น เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการถกเถียงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่เกิดขึ้นนี้ในทางวิชาการ

เสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 โดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ “เสรีภาพทางการเมืองและการจัดการความขัดแย้ง: มองผ่านคดี Self-Determination ในสังคมประชาธิปไตย” ที่ห้องประชุม ร.102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ในงานมีการปาฐกถาโดย อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวงเสวนาที่มีวิทยากร ได้แก่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และฮากิม พงตีกอ ประธานยุทธศาสตร์และการสื่อสาร The Patani ดำเนินรายการโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

.

.

อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขาสังคมวิทยามนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มปาฐกถาโดยกล่าวถึงข้อความว่า “ผมมีเสรีภาพจริง ๆ หรือผมมีเสรีภาพที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีในฐานะพลเมืองของรัฐนี้ ผมไม่ได้รู้สึกถึงโซ่ตรวน ผมรู้สึกถึงกรงขังขนาดใหญ่ กรงขังขนาดใหญ่ที่ล้อมผมไว้ หากผมเป็นนกที่มีเสรีภาพ ผมก็บินได้ แต่เฉพาะในกรงขัง”

อนุสรณ์อธิบายว่าประโยคดังกล่าวเป็นของ ซูกริฟฟี ลาเตะ อดีตประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS โดยเป็นคำปราศรัยในการชุมนุมของประชาชนปลดแอก เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีผ้าสีขาวเป็นฉากหลัง ข้อความปรากฏบนป้ายผ้าแปลเป็นภาษาไทยว่า สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของปาตานี

PerMAS เรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองตั้งแต่ปี 2556 ในการพยายามที่จะคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปะทุขึ้นมาอย่างเด่นชัดตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา โดยในปี 2556 บรรยากาศทางการเมืองเปิดกว้างและผ่อนคลายมากขึ้น กลุ่ม PerMAS จึงอาศัยโอกาสนี้ในการเสนอสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง ในฐานะที่เป็นทางเลือกต่อการใช้ความรุนแรง PerMAS เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ออกแบบสันติภาพที่ตัวเองต้องการผ่านการจัดกิจกรรมงานเสวนาและการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสะท้อนให้ทราบถึงเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่มีโอกาสได้อยู่ในเวทีของการเจรจาสันติภาพ

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่จะมีการก่อตั้งกลุ่ม PerMAS ได้มีการรวมตัวของนักศึกษา เยาวชน และประชาชนในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2550 มีการชุมนุมใหญ่ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี โดยมีเหตุการณ์ที่เชื่อว่าทหารกราดหญิงเด็กสาวชาวมลายูมุสลิมเป็นชนวน แม้การเรียกร้องความเป็นธรรมครั้งนี้จะไม่ได้รับการตอบสนอง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของนักศึกษาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลาต่อมา ที่มุ่งเน้นไปที่การเสนอข้อเรียกร้องทางการเมืองจำพวกสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง

ก่อนหน้านี้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เคยมีการเสนอแนวคิดที่เรียกว่า “อัตตะบัญญัติ”, “อัตตาณัติ” หรือ “autonomy” ในฐานะที่เป็นทางเลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบการปกครองท้องถิ่นเข้ากับการปกครองส่วนภูมิภาค เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมไปถึงความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองระดับท้องถิ่น และเป็นต้นแบบของการปกครองที่ประชาชนในพื้นที่ได้เลือกผู้ปกครองของตนคือผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะเดียวกันก็มีการตั้งสภาที่ปรึกษาหรือสมัชชาจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยปราชญ์ชาวบ้าน กำนันผู้ใหญ่บ้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการบริหารของฝ่ายการเมือง

นอกจากนี้ มีการเสนอให้มีการจัดตั้ง “อูลามาอฺ” หรือผู้รู้ทางศาสนา เป็นองค์กรในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายการเมืองเช่นเดียวกัน มีการเสนอให้มีการจัดตั้งทบวงการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมไปถึงตั้งกระทรวงที่รับผิดชอบจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงอีกด้วย

ทั้งนี้ แนวคิดอัตตะบัญญัติในรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ หรือเขตการปกครองพิเศษ ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ในปี 2552 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะประธานพรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้มีการจัดตั้ง “นครปัตตานี” เพื่อแก้ปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนพรรคมาตุภูมิซึ่งเป็นการรวมตัวกันของพรรคการเมืองในพื้นที่ ก็ได้เสนอแนวคิดนี้ในนโยบายการหาเสียงการเลือกตั้งปี 2554

ในช่วงเวลาเดียวกัน ระดับประเทศก็มีการขับเคลื่อนแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” ที่วางอยู่บนแถวแนวคิดที่ว่าท้องถิ่นดูแลตนเองตามที่ได้รับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพื่อกระจายอำนาจทางการเมืองที่ถูกผูกขาดไว้ที่ส่วนกลางเข้าไปสู่ท้องถิ่น โดยเน้นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การเคลื่อนไหวเริ่มต้นในภาคเหนือก่อนที่จะขยายตัวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้มีการเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ปัตตานีมหานคร” ในฐานะการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบ ภาคประชาชนในพื้นที่ก็ได้ผนวกแนวคิดอัตตะบัญญัติเข้ากับแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง มีการจัดกิจกรรมชายแดนใต้จัดการตนเองจำนวน 200 เวที สามารถประมวลรูปแบบชายแดนใต้จัดการตนเองได้ถึง 10 รูปแบบ

แม้แนวคิดอัตตะบัญญัติในรูปแบบของการปกครองท้องถิ่นพิเศษหรือเขตการปกครองพิเศษที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงเป็นทางเลือกที่พอจะเป็นไปได้ ไม่ขัดกับหลักการรัฐเดี่ยวและแบ่งแยกไม่ได้ของรัฐไทย เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เข้าใจสภาพปัญหา และสามารถดำเนินการได้ในทันที แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ค่อยได้รับการตอบสนองในระดับนโยบายเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งเพราะไปกระทบกับโครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้กลุ่มเคลื่อนไหว BRN เดิมทีต้องการเรียกร้องเอกราชที่สมบูรณ์ แต่หลังจากการเจรจาในปี 2556 ก็ไม่ได้ต้องการแยกดินแดนอีกต่อไป หากแต่เป็นอัตตะบัญญัติที่มีเขตจำกัดหรือ limited autonomy แต่ก็ยังถูกปฏิเสธจากฝ่ายความมั่นคง และอาจรวมถึงชาวไทยพุทธ ข้าราชการในพื้นที่ที่กังวลว่าตนเองจะเสียเปรียบในการเลือกตั้งอีกด้วย เพราะเป็นคนส่วนน้อย และเห็นว่ากระทรวงที่จะตั้งขึ้นใหม่อาจเมินเฉยต่อปัญหาหรือดูแคลนความเป็นไทยของตนเอง ส่งผลให้พรรคการเมืองเริ่มถอยห่างจากแนวคิดนี้ตั้งแต่ปี 2554 และเมื่อเกิดรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เรื่องอัตตะบัญญัติก็ยุติลงไป

แต่การเคลื่อนไหวในสิทธิที่เกี่ยวกับการกำหนดชะตากรรมตนเองก็ยังมีการดำเนินการในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง แม้ PerMAS จะประกาศยุติบทบาทลงในปลายปี 2564 แต่ก็ยังมีนักเรียนนักศึกษากลุ่มอื่นที่เคลื่อนไหวอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ “เปลาจาร์ บังซา” (Pelajar Bangsa) ซึ่งจัดกิจกรรมเปิดตัวในเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยในงานนอกจากจะมีการปาฐกถาและเสวนาสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองกับสันติภาพปาตานีแล้ว ก็ยังมีการจัดกิจกรรมประชามติจำลองด้วย กิจกรรมประชามติจำลองครั้งนั้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง 

ต่อมาตัวแทนของแม่ทัพภาค 4 ในเวลานั้นได้ไปกล่าวหานักกิจกรรมที่เป็นสมาชิกนักศึกษาและผู้เข้าร่วมเสวนา รวมจำนวน 5 คน ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 “ยุยงปลุกปั่นฯ” และมาตรา 210 เป็นซ่องโจร โดยหลังจากที่คดีอยู่ในชั้นอัยการประมาณ 1 ปี ก็ถูกสั่งฟ้องต่อศาล แม้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งที่ว่าด้วยคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งระบุว่า การกระทำดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรมชายแดนใต้ด้วย เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการยับยั้งการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักกิจกรรม

ย้อนกลับไปในช่วงต้นที่กล่าวถึงประธาน PerMAS ที่ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมของประชาชนปลดแอกในกรุงเทพฯ สภาวะการที่สมาชิกของทั้ง 2 กลุ่มกำลังประสบ คือต่างถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเหมือนๆ กัน และมีต้นเหตุมาจากปัญหาจากอำนาจอธิปไตยเหมือนกัน ในกรณีเยาวชนส่วนกลางปัญหาอำนาจอธิปไตยเป็นเรื่องของการตกลงกันไม่ได้ หรือว่าแท้จริงแล้วอำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ที่มีอำนาจที่จะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย โดยสามารถวางตนเองไว้นอกกฎหมายอย่างถูกกฎหมาย หรือว่าอยู่ทั้งในและนอกกฎหมายในเวลาเดียวกัน

ในชายแดนภาคใต้ ปัญหาอำนาจอธิปไตยเป็นเรื่องการที่คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งปฏิเสธอำนาจสยามหรือรัฐไทยเหนือดินแดนมลายูเดิมกับอังกฤษ เป็นการตกลงระหว่างเจ้าอาณานิคมอ้างว่าเป็นวิเทโศบายในการที่ช่วยให้สยามไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ส่งผลให้เกิดขบวนการแยกดินแดนมลายูตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 จนถึงทศวรรษ 2530 มีทั้งใบปลิวและแถลงการณ์ว่านักล่าอาณานิคม

ประเด็นที่น่าสนใจคือกดขี่ขูดรีดโดยสยามหรือผู้ปกครองประเทศได้ขยายตัวออกจากจังหวัดชายแดนใต้ไปยังภูมิภาคอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งภาคเหนือเป็นฐานที่มั่นของครูบาศรีวิชัยในฐานะที่เป็นการต่อต้านการครอบงำของกรุงเทพฯ ในรูปแบบของการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้จารีตและความเชื่อท้องถิ่น ขณะที่ในภาคอีสาน ปัญหาอำนาจอธิปไตยสะท้อนความคับข้องใจของคนอีสานที่มีต่อการเก็บส่วยภาษีอากรในอัตราที่แพงและไม่เป็นธรรมของกรุงเทพฯ โดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว

สาเหตุที่ความคับแค้นใจต่อกรุงเทพฯ ขยายตัวไปยังภูมิภาคเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 การรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพเหนือดินแดนรัฐรวมศูนย์ คล้ายคลึงกับวิธีการที่อังกฤษใช้ในการปกครองรัฐมลายูตะวันตก หรือเรียกว่า “รัฐอาณานิคมอำพราง”

ก่อนหน้านี้ความรู้สึกคับแค้นใจจำกัดวงอยู่แค่เขตจังหวัดชายแดนใต้ เพราะเหตุที่มีความแตกต่างเด่นชัด ก่อนที่จะมาปะทุให้เห็นเป็นวงกว้างในการเมืองเสื้อสี การปราศรัยของประธาน PerMAS ในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นว่าหลายฝ่ายต่างก็เผชิญกับปัญหาอธิปไตย และเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหมือนกัน

การเรียกร้องอธิปไตยที่แยกย่อยไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนหรือจะเรียกว่าอะไร เพื่อจะสามารถโอบรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนและพื้นที่ได้ เหมือนหลายประเทศในโลกนี้ที่มีนิติรัฐโดยทั่วไปเขาปฏิบัติกัน ขณะเดียวกันการกระทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นจริงและตรงไปตรงมา จะต้องมีการแก้ไขบางมาตราในรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีอำนาจอธิปไตยที่แยกย่อย สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและประชาชนจำเป็นที่จะต้องโยกตัวเองเข้ากับหลักแห่งการจัดการตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งได้บัญญัติอยู่เรียบร้อยแล้วในรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะสำคัญมากไปกว่าก็คือต้องมีการให้สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง มีรัฐเดี่ยวจำนวนมากในโลกนี้ที่มีการให้สิทธิพลเมืองในการกำหนดชะตากรรมตนเอง

การแก้ปัญหาอำนาจอธิปไตยในไทยจะมีอุปสรรคอยู่มาก เพราะดูเหมือนจะมีข้อตกลงร่วมกันในบรรดาพรรคการเมืองว่าจะไม่มีการแก้ไข ในสภาวะการปัจจุบัน ชาติในความหมายของเขตแดนได้ทะยานตัวขึ้นสูงแทนที่จะเป็นความผาสุกหรือกินดีอยู่ดีของประชาชน ก็จะยิ่งทำให้การเสนอเรื่องอำนาจอธิปไตยที่แยกย่อยเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่เบาบางลง หลายคนต้องลี้ภัย หลายคนก็ติดคุก และไม่มีพรรคการเมืองไหนในตอนนี้ที่จะผลักดันประเด็น

.

.

ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็นที่จะมองด้านกฎหมายเป็นหลัก และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ที่นักกิจกรรมชายแดนใต้ถูกฟ้องคดีมาตรา 116 ในฐานะนักกฎหมายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ประเด็นที่อยากจะสื่อคือเราควรจะมีปฏิกิริยาที่ถูกต้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร

ความมั่นคงตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา ในทางวิชาการหากศึกษาไปให้ลึกจริง ๆ ก็เป็นกลไกหนึ่งของรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย ปกป้องความมั่นคงของรัฐ ตามหลักที่บอกว่าประชาธิปไตยปกป้องตนเองได้ หรือ Militant Democracy ในสังคมไทยปัจจุบันนี้นอกเหนือจากมาตรา 112 ที่หน่วยงานภาครัฐใช้ในการปราบปรามหรือลงโทษนักกิจกรรมทั้งหลาย มาตรา 116 ก็เป็นอีกมาตราหนึ่งที่รัฐใช้ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยากสื่อสารไปยังเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่ฟ้องคดีและพิจารณาพิพากษาคดี ท่านควรจะมีหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้อย่างไรให้ตัวระบอบกฎหมายสอดคล้องกับอุดมการณ์ของระบอบการเมืองการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย

ความยากของเรื่องนี้คือหลายครั้งที่มีการฟ้องคดีตามมาตรา 116 กิจกรรมที่ถูกฟ้องหรือการกระทำของกลุ่มนักเคลื่อนไหว กลุ่มนักศึกษา มีเส้นบาง ๆ มาก ๆ การกระทำดังกล่าวเป็นความอ่อนไหวในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเป็นการทั่วไปว่าเรื่องเช่นนี้กระทำได้ไหม ในการเสนอให้มีการทำประชามติฯ ทำได้ไหมในสังคมการเมืองระบอบประชาธิปไตย

การกระทำดังกล่าวของนักกิจกรรมที่ทำประชามติจำลองโดยตัวมันเองเป็นความผิด หรือเป็นเพียงการใช้เสรีภาพทางการเมือง ตรงนี้ต่างหากที่ศาลจะต้องใช้เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา การจัดให้มีการทำประชามติจำลองเป็นสิทธิที่ถูกรับรองไว้ในทางกฎหมายหรือไม่ ในรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของไทย การกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง (Self-Determination) มีสถานะในทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบคือสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองปัจจุบันเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ หมายความว่าสิทธินี้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าสังคมที่ประกอบไปด้วยกลุ่มชนที่หลากหลาย ถ้ากลุ่มคนใดมีความต้องการกำหนดชะตาของตนเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับการรับรองในทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในระดับกฎหมายภายในยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ ในฝ่ายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกในลักษณะแบบนี้ ก็จะให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักความเป็นเอกภาพของรัฐ

ศาลต้องตีความเรื่องนี้ว่าเป็นการใช้เสรีภาพในลักษณะไหน รับไม่ได้ เป็นอันตรายต่อความมั่นคง เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย หรือจริง ๆ แล้วเป็นเพียงการใช้เสรีภาพที่แม้คนบางกลุ่มไม่ชอบ แต่คุณก็ต้องอดทนอดกลั้น

มีหลักง่าย ๆ ที่ต้องใช้ในการพิจารณาควบคู่คือ ตราบเท่าที่การกระทำดังกล่าวไม่ถึงขนาดที่ “ไม่ใช้เสรีภาพบริบูรณ์” คำว่าการไม่ใช้เสรีภาพบริบูรณ์ การกระทำดังกล่าวจะเป็นภัยต่อความมั่นคงก็ต่อเมื่อมีเจตนาอันแน่วแน่ และใช้วิธีการที่รุนแรงก้าวร้าวจงใจฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ถ้าการกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องแม้จะขัดกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือจะทำให้คนบางกลุ่มไม่ชอบ การกระทำดังกล่าวก็ยังต้องถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพ

ศาลจะต้องใช้และตีความมาตรา 116 ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบางกลุ่มที่อาจเป็นฝ่ายข้างน้อยในสังคม ตราบเท่าที่การใช้สิทธิเสรีภาพของเขาไม่รุนแรง ไม่นำไปสู่ความวุ่นวาย

คดีมาตรา 116 พิเศษกว่าคดีอื่นที่บางครั้งกิจกรรมตามปกติของนักศึกษาก็โดนมาตรา 116 มีมิติที่คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่าทำไม่ได้ จึงต้องกลับมาตั้งหลักว่าสถานะของสิ่งที่นักกิจกรรมทำ เป็นการใช้เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายควรจะให้การรับรองหรือไม่

ขอยกตัวอย่างคดีเมื่อปี 1995 ที่มีการจัดให้มีการลงประชามติของรัฐควิเบก เรื่องการแยกตัวออกจากแคนาดา ผลประชามติปรากฏว่าผู้ที่ต้องการแยกตัวแพ้ไปด้วยคะแนนเฉียดฉิว ศาลในคดีนั้นให้เหตุผลที่ศาลไทยอาจจะใช้เป็นตัวอย่างในการวินิจฉัย โดยศาลระบุว่า การจัดให้มีการทำประชามติแยกตัวเป็นอิสระโดยตัวของมันเองยังถือเป็นการใช้เสรีภาพที่ตัวรัฐธรรมนูญและกฎหมายยังควรให้การรับรองและคุ้มครองอยู่

หมายความว่าโดยตัวเนื้อหาของประชามติเองไม่มีปัญหา เป็นแค่ส่วนหนึ่งในกระบวนการแสดงความคิดเห็นแสดงความต้องการของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม เป็นกลไกหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย เป็นแค่การแสดงความคิดเห็นตามปกติ ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

เช่นกัน ถ้าเราถามด้วยใจบริสุทธิ์ว่าเราอาจจะไม่เห็นด้วยกับการแยกดินแดน ควรจะมีตอบสนองอย่างไร ก็ต้องยอมรับว่าแม้จะไม่ชอบไม่เห็นด้วย แต่เราก็ต้องเคารพสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการรับรองทั้งในระดับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน  ในความเห็นตน การกระทำของนักกิจกรรม ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทบทวนถึงจุดเริ่มต้นส่วนตัวในการศึกษาประวัติศาสตร์ชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยให้สัมภาษณ์ในช่วงหลังเหตุการณ์ว่าเคยเกิดกรณี “ดุซงญอ” ช่วงวันที่ 27 เมษายนปี 2491 เกิดการปะทะกันที่หมู่บ้านดุงซงญอ เป็นเรื่องใหญ่ตอนนั้น หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ก็มีการรายงานว่ามีการแบ่งแยกดินแดน ตั้งขบวนการกันเป็นเรื่องใหญ่ แต่อาจารย์ชัยวัฒน์พบว่าเป็นเรื่องการเข้าใจผิดของชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเข้าใจของรัฐไทยกับคนในสามจังหวัดภาคใต้ มีปัญหามาตั้งแต่ตอนนั้นสืบเนื่องมา

ธเนศอธิบายว่า หลังพบหนังสือ “ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทย” ส่วนตัวโต้มาตลอดที่รัฐไทยบอกว่ามีการแบ่งแยกดินแดน เป็นการกล่าวหาด้านเดียว ถ้าพูดตามหลักฐาน มลายูมุสลิมไม่ได้กระทำการที่เข้าข่ายในการแบ่งแยกดินแดนหรือกบฏภายใน ตอนที่มีคดีเรื่องดุซงญอก็ไม่มีขบวนการ แต่หลังจากนั้นก็มีขบวนการต่อสู้ค่อย ๆ ตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม BRN กลุ่มพูโล และกลุ่มอื่น ๆ

ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์ปาตานียิ่งต้องขยายพรมแดนความรู้ออกไป เรื่องราวในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ความจริงที่สมบูรณ์ นักประวัติศาสตร์มีหน้าที่ต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อจะอธิบายความจริงที่ถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ฉะนั้นเมื่อเกิดคดีที่นักกิจกรรมถูกฟ้องร้องในคดีการแสดงความคิดเห็น โดยถูกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ฟ้องร้อง ถ้าเปรียบกับประวัติศาสตร์ช่วงกบฏดุซงญอแล้ว ก็คล้ายกับกรณี “หะยีสุหลง” ที่ถูกจับหลังเหตุดุซงญอเกิดขึ้นแล้วหนึ่งปี นักประวัติศาสตร์มีการเหมารวมว่าการปะทะกันที่ดุซงญอเพราะต้องการจะช่วยหะยีสุหลง แต่เมื่อไปดูข้อมูลต่าง ๆ แล้วจะพบว่าเป็นคนละเรื่อง เกี่ยวกันแค่เพียงความเป็นคนมลายูมุสลิม

เรื่องของหะยีสุหลงเป็นการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลกรุงเทพฯ แต่ดุซงญอเป็นเรื่องในพื้นที่ จริง ๆ เป็นความชุลมุนวุ่นวายในประวัติศาสตร์ปาตานีต่อความเข้าใจของคนนอกพื้นที่ เมื่อไปอ่านรายงานข่าว ดูคำชี้แจงของ กอ.รมน. หน่วยงานความมั่นคง อ้างว่ากิจกรรมของนักศึกษาในทำประชามติจำลองละเมิดและไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

คดีหะยีสุหลงถูกฟ้องในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักร จากการทำจดหมายเชื้อเชิญให้คนมาร่วมเพื่อจะไปประท้วง คล้าย ๆ หนังสือขอฉันทามติจากชาวบ้าน ตอนนั้นใช้คำว่าฉันทานุมัติ ฝ่ายทางการก็เอาหนังสือฉันทานุมัติมาเป็นหลักฐานว่ามีการปลุกระดม ระบุว่ามีการใช้คำพูดที่ “ดูหมิ่น” รัฐบาลไทยและราชการไทยทั้งหมด ไม่ได้มีการใช้คำว่า “แบ่งแยก” แค่ดูหมิ่นแต่เป็นคดีอาญา สมัยนั้นตัดสินด้วยมาตรา 104 น่าจะคล้ายมาตรา 116 ในตอนนี้

การยกประเด็นความมั่นคงของรัฐที่ กอ.รมน. อ้างมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ออกมาแถลงการณ์ว่าเป็นการกระทำของนักกิจกรรมเป็นการกระทำที่ไม่ได้ผิดรัฐธรรมนูญ แต่รัฐไทยยังมีอีกจุดหนึ่งที่บอกว่าการแสดงออกต่าง ๆ ต้องพูดให้ถูกต้องตามกฎหมาย คำถามคือใครจะเป็นคนบอกว่าสิ่งที่พูดไปถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคดีหะยีสุหลงน่าจะเป็นแบบแผนในกรณีนี้ได้

ในบริบทของคดีหะยีสุหลง ปัญหาเริ่มจากปลายปี 2490 รัฐบาลหลวงธำรงฯ ไปรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในสามจังหวัด (ตอนนั้นรวมเป็นสี่จังหวัดมีสตูลด้วย) ทางฝ่ายปัตตานีมีหะยีสุหลงเป็นหนึ่งในแกนนำก็ร่างคำร้องข้อเสนอ 7 ข้อ หลังจากนั้นรัฐบาลรับฟังเสร็จแล้ว ยังไม่ทันแก้ปัญหา เกิดรัฐประหารครั้งแรกของกองทัพบก วันที่ 8 พ.ย. 2490 กองทัพเข้ามายึดอำนาจหลวงธำรงฯ เมื่อขึ้นศาลตามข้อหากบฏใช้กำลังปลุกปั่นที่อัยการฟ้อง

ข้อที่ 1 โจทก์ฟ้องสมคบการตระเตรียมที่จะเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรในจังหวัดชายแดนใต้ ข้อที่ 2 สมคบกันตระเตรียมเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสีย ข้อที่ 3 ตระเตรียมการเพื่อให้เกิดการร้ายแรงจากภายนอก คือจะเอา เติงกู มะห์มูด มะห์ยิดดีน ลูกของพระยาปัตตานีที่อยู่ที่กลันตันกลับมาเป็นหัวหน้า

คดีหะยีสุหลง ศาลพิจารณาหลักฐานทั้งหมดเห็นว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการตระเตรียมคิดการเพื่อจะเปลี่ยนแปลงประเพณีการปกครองในอาณาจักร

ประเด็นต่อมาหลักฐานที่เป็นใบฉันทานุมัติที่หะยีสุหลงจะให้ชาวบ้านมาลงชื่อ คล้ายกับการทำประชามติ ตอนรัฐบาลหลวงธำรงฯ มี แช่ม พรหมยงค์ เป็นจุฬาราชมนตรีนิกายซุนนีคนแรกของไทย ฉะนั้นรัฐบาลก็มีความสัมพันธ์อันดีกับคนภาคใต้ ดังนั้นถ้ามะห์ยิดดีนที่เป็นหัวหน้าเสรีมลายูมาเจรจากับรัฐบาลกรุงเทพฯ ได้ ก็ถือว่าเป็นตัวแทนความเห็นของคนมุสลิมมลายูในสี่จังหวัดชายแดนใต้ ในตอนนั้นปรีดี พนมยงค์ ตัวแทนของเสรีไทยก็เขียนบทความเพื่ออธิบายว่าไม่ใช่ความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในรัฐ สามารถมีการปกครองหลายรูปแบบอยู่รวมกันได้ ยกตัวอย่างในต่างประเทศประกอบ เป็นที่มาของฉันทานุมัติ

ศาลในตอนนั้นพิจารณาว่าใบมอบฉันทานุมัติใครทำก็ได้ ไม่มีความผิด แต่ข้อความต้องไม่ละเมิดกฎหมาย ทางฝ่ายอัยการก็เอาคำชี้แจงใบฉันทานุมัติมาอธิบายอย่างละเอียด ซึ่งสุดท้ายการตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิดกฎหมายเป็นวิจารณญาณของผู้พิพากษาที่จะต้องสร้างความสมบูรณ์ของหลักฐานต่าง ๆ

ในคดีหะยีสุหลง ทางฝ่ายผู้พิพากษารู้สึกว่าข้อความในหนังสือฉันทานุมัติวิจารณ์รัฐบาลจนเกินความเป็นจริงไป กฎหมายอาญาเรื่องดูหมิ่นในขณะนั้นสามารถตีความเลยไปได้ไกลกว่าเป็นกบฏต่อรัฐ เมื่อย้อนกลับไปดูจะพบว่ากฎหมายอาญาเรื่องดูหมิ่นไทยไปลอกจากกฎหมายอาญาของอังกฤษที่ใช้ในอินเดีย เพื่อปราบชาวบ้านที่วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษ ดังนั้นแค่ด่ารัฐบาลก็เป็นกบฏได้ ผู้มีอำนาจก็จัดการได้อย่างเต็ม สิทธิเสรีภาพในทางการเมืองจากสมัยนั้นจนถึงสมัยนี้ยังคงเหมือนกัน ที่รัฐเน้นว่าต้องทำตามกฎหมายตัวอักษร

.

ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง ประเด็นแรก ในเรื่องชาตินิยม (Nationalism) ในบริบทนี้คือ “สำนึกความเป็นมลายู” ไม่ได้จำเป็นต้องเท่ากับคำว่า Secessionism หรือการเรียกร้องเอกราช โดยในงานวิชาการจำนวนมากที่ศึกษาเรื่อง Nationalism แบ่งความหมายแนวคิดของ Nationalism ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกให้ความหมายที่สื่อถึงความรู้สึก ความตระหนักรู้ ความภาคภูมิใจ กลุ่มที่สอง แปล Nationalism ไปในทางของในแง่องค์กร ขบวนการ งานศึกษาจำนวนมาก เห็นไปในทางเดียวกันว่า ความหมายของ 2 กลุ่มนี้ในแง่ความรู้สึก และในแง่องค์กร ถึงแม้จะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป สำคัญไปกว่านั้นคือควรจะถูกแยกออกจากกันด้วย

ชญานิษฐ์ให้ความเห็นว่า แม้ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่สังเกตเห็นว่าคนจำนวนมากแสดงออกถึงความภาคภูมิใจผ่านภาษาที่พวกเขาพูด เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขาใส่ อัตลักษณ์ที่เขาแสดงออก ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า เขาต้องเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหรือองค์กรใด ๆ ความภาคภูมิใจเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องสนับสนุน Secessionism แต่อย่างใด การแสดงออกว่าเขามีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์มลายู ความเป็นมลายู แล้วเหมารวมว่าเขาสนับสนุนแนวคิดเรียกร้องเอกราชก็ผิดเช่นเดียวกัน

ต่อให้มีปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนหรือขบวนการที่เรียกร้องเอกราช ก็ไม่ได้แปลโดยปริยายว่า เขาสนับสนุนความรุนแรง ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์เรื่องสันติวิธีและความรุนแรง เช่น กรณีของมหาตมะ คานธี ที่ใคร ๆ ก็ทราบว่าเป็นกระบวนการเรียกร้องเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษ แต่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงเลย และกลายเป็นต้นแบบของการไม่ใช้ความรุนแรง

ชญานิษฐ์อธิบายว่า ถ้ารัฐและสังคมไทยไม่แยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน ผลก็คือพลวัตของความรุนแรง ในเมื่อคุณจัดการเท่ากันหมด เหมือนกันหมด สุดท้ายก็เป็นการผลักไสให้คนเป็นอื่นไปจากสำนึกความเป็นไทยด้วยเช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งที่อาจจะชัดเจนที่สุดคือ ขบวนการรวมกลุ่มเรียกร้อง self-determination รุ่นแรก ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหมู่ชาวมลายูมุสลิมเกิดขึ้น 2 ลักษณะ หนึ่ง political movement เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง ไม่ใช้ความรุนแรง ใช้สันติวิธี สอง internal autonomy ไม่ใช่การเรียกร้องเอกราชแบบ Secessionism

ชะตากรรมที่เกิดกับหะยีสุหลงทำให้เกิดความตกผลึกของคนมลายูมุสลิมจำนวนมากว่า political movement ไม่ใช่คำตอบ เปลี่ยนไปเป็น arm movement กันเถอะ เพราะต่อให้คุณเรียกร้องโดยไม่ใช้ความรุนแรง เขาก็ตอบคุณด้วยความรุนแรงอยู่ดี ฉะนั้นเพื่อให้มันสมน้ำสมเนื้อ รู้สึกว่าเราได้ทำอะไรบ้าง คนจำนวนหนึ่งเลยข้ามจาก political movement ไปเป็น arm movement

ประเด็นถัดมา มีข้อสังเกตหนึ่งที่ขอเรียกว่า paradox of indiscriminate violence ความย้อนแย้งของการใช้ความรุนแรงโดยไม่แบ่งแยกโดยรัฐ จริง ๆ ใช้คำว่า state violence ก็ยังได้ การไม่แบ่งแยกนำไปสู่ความรุนแรงโดยไม่แบ่งแยกเช่นกัน ไม่ว่าจะใส่เสื้อมลายู จะพูดภาษามลายู จะแสดงออกอย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้เรียกร้องเอกราชหรือไม่ได้ใช้ความรุนแรงก็ได้ผลนี้ได้

ชญานิษฐ์ แบ่งความรุนแรงออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือความรุนแรงทางกายภาพที่เห็นได้ชัด ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถึงความย้อนแย้งของการใช้ความรุนแรงโดยไม่แบ่งแยกของรัฐในกรณีนี้คือ เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2547 มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งสรุปออกมาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ ทำให้เกิดความข้องใจในหมู่มลายูมุสลิมจำนวนมาก จากญาติสนิทมิตรสหายของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบ กลายเป็นเครื่องมือที่ขบวนการเรียกร้องเอกราชสามารถนำมาใช้ได้ พูดอย่างกำปั้นทุบดินที่สุดก็คือสิ่งที่รัฐไทยรับมือกับผู้คนในพื้นที่กลายเป็นการผลักไส และชวนให้เขาไปเข้าร่วมกับขบวนการด้วยหรือไม่

อีกรูปแบบหนึ่งจริง ๆ อาจจะเป็นเป้าหมายของบทสนทนาในวันนี้ คือเวลาเราพูดถึงความรุนแรงจากการทำวิจัยเกี่ยวกับการประท้วงของกลุ่มเยาวชนช่วงปี 2563-64 พบว่า รัฐไทยข้ามจากการใช้ความรุนแรงทางกายภาพโดยตรงกับคนที่เห็นต่างไปสู่สิ่งที่เรียกว่านิติสงครามมากขึ้น คือถ้าใช้ความรุนแรงทางกายภาพจะมีกระแสโต้กลับค่อนข้างเยอะ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐไทยก็อาจจะในทำนองเดียวกัน มีการใช้ความรุนแรงผ่านกฎหมายเป็นจำนวนมาก หรือใช้กฎหมายเป็นอาวุธ อย่างที่อาจารย์ต่อพงศ์พูดถึงมาตรา 116

ชญานิษฐ์กล่าวถึง หน่วยงานที่เก็บสถิติเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ คือคลื่นของการใช้มาตรา 116 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง

1. ช่วงปี 2547 ถึง 2557 สถิติการใช้มาตรา 116 โดยลำพังมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นการจับกุมและแจ้งข้อหาก่อการร้ายหรือข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงโดยตรงมากกว่า

2. ช่วงหลังปี 2557 เริ่มเห็นการนำมาตรา 116 มาใช้กับกลุ่มนักกิจกรรม นักศึกษา นักวิชาการในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกมาพูดเรื่อง self-determination

3. ช่วงปี 2563 ถึงปัจจุบัน มีความถี่ในการแจ้งข้อหามาตรา 116 มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเชื่อมกับการจัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ และการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนนิสิตนักศึกษา

ชญานิษฐ์สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงผ่านกฎหมาย หรือการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ล้วนแล้วแต่ทำให้คนมลายูมุสลิมรู้สึกยิ่งแปลกแยกออกจากความเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยมากขึ้น

.

เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงประเด็นแรก เรื่องความหมายของ self-determination ที่มีคนแปลทั้ง “การกำหนดอนาคตตนเอง” “การกำหนดชะตากรรมตนเอง” “การกำหนดใจตนเอง” โดยยังไม่มีการให้คำนิยามที่ชัดเจนในภาษาไทยด้วยซ้ำ และถ้ามองในมุมทางด้านสิทธิมนุษยชน self determination สิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ควรจะหมายถึงอะไร และการที่คนออกมาเรียกร้อง สะท้อนอะไรในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสังคมนั้น

เบญจรัตน์อธิบายว่า การพูดเรื่อง self-determination ไม่ว่าเราจะเรียกว่าอะไรในภาษาไทย ก็มักจะเป็นเรื่องที่ดูน่ากลัว เพราะเรามักจะนึกถึงการเรียกร้องเอกราช การแบ่งประเทศ หลายครั้งเป็นการต่อสู้เรียกร้องที่มีภาพการใช้กำลังในการเรียกร้องด้วย แต่จริง ๆ self-determination เป็นเรื่องที่ค่อนข้างพื้นฐานมาก เป็นสิทธิที่พื้นฐานมาก ๆ

คำนิยามของคณะกรรมการสหประชาชาติที่ดูแลกำกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ นิยาม self-determination ว่าสิทธิของประชาชนทั้งปวงในการดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของตน ได้อย่างเสรีปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก สิทธินี้เชื่อมโยงกับสิทธิของพลเมืองทุกคน ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสาธารณะในทุกระดับ 

ถ้าฟังความหมายคำนิยามนี้คงไม่มีใครปฏิเสธ คงไม่มีใครบอกว่าฉันจะไม่เอาสิทธิใน self- determination ถ้าถามว่าคุณอยากมีสิทธินี้ไหม คิดว่าแทบจะทุกคนก็คงบอกว่าอยากมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างเสรี ไม่มีใครมายุ่งย่าม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ

อันนี้เป็นคำนิยามที่ตัวคณะกรรมการเรียกว่าเป็น internal self-determination คือเป็นสิทธิการกำหนดชะตากรรมของตนเองภายใน มันมีตั้งมั่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการมองเรื่อง self-determination จากมุมมองนี้ก็คือ การยืนยันสิทธิของคนที่มีอัตลักษณ์แตกต่าง ซึ่งมักจะเป็นคนกลุ่มน้อย ที่เขาจะต้องพูดและจะต้องยืนยันสิทธินี้ออกมา เพราะพวกเขามักจะเป็นคนที่ถูกกดทับ ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียงทางการเมือง หรือถูกกดขี่ทางอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นการเรียกร้องให้พวกเขามีอำนาจในตนเอง และมีส่วนร่วมตามกระบวนการประชาธิปไตย

แต่ประเด็นก็คือถ้าภายในรัฐที่เราอยู่ ไม่มีกลไกที่จะรับรองสิทธิเหล่านี้ ไม่มีอะไรที่จะมายืนยันว่าเราจะมีสิทธินี้ และไม่ใช่แค่ไม่มี self-determination คุณยังอาจจะถูกกดขี่ ถูกกีดกัน ถูกจำกัด หรือถูกคุกคามการใช้สิทธิเหล่านี้ด้วย เพราะไม่มีกลไกอะไรที่จะเข้ามารับประกันสิทธิในการกำหนดชีวิต เนื้อตัวร่างกายของตัวคุณเอง

หรือเมื่อประชาชนรู้สึกว่าเขาไม่มีทางออก รู้สึกว่าถูกกดขี่ โดยข้ออ้างเรื่องความเป็นดินแดนที่เป็นหนึ่งเดียว มีแนวคิดเรื่อง self-determination อีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องในเชิงภายนอก external self-determination ตัวคณะกรรมการสหประชาชาตินิยามว่า เป็นสิทธิในการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในประชาคมโลก นิยามเต็ม ๆ คือสิทธิของประชาชนทั้งปวงในการกำหนดสถานะทางการเมือง และที่ทางของตนเองในประชาคมระหว่างประเทศได้อย่างเสรี โดยอยู่บนพื้นฐานเรื่องของหลักการสิทธิที่เท่าเทียม และการห้ามไม่ให้เอาประชาชนไปอยู่ภายใต้อาณัติการปกครอง ครอบงำ หรือการใช้ประโยชน์ของต่างชาติ

ฉะนั้น external self-determination ถ้ามองจากมุมมองนี้เป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนอย่างเดียวหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วมันมีความหมายอื่น อย่างในเชิงรูปแบบการปกครอง self-determination มีได้หลายรูปแบบ เช่นที่อาจารย์อนุสรณ์อธิบายว่า self-determination ไม่ได้แปลว่าต้องแยกประเทศไปปกครองพิเศษ การจัดรูปแบบการปกครองแบบสมาพันธรัฐ หรืออย่างในประเทศไทยในเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง แต่ว่าเรื่องรูปแบบการปกครองต่าง ๆ เหล่านี้อย่างที่เราได้ฟังมา มันถูกปฏิเสธไปโดยรัฐไทยเสียเกือบทั้งหมด และฝ่ายความมั่นคงของไทยก็แทบจะไม่เอาด้วย เพราะมีความกลัวว่ามันจะเป็นเรื่องการแบ่งแยกดินแดน

ถ้ามาดูในบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้ เขาแทบจะไม่มี internal self-determination สิทธิในกำหนดชีวิตภายในรัฐไทยของเขาเอง เป็นไปไม่ได้อย่างเต็มที่ เขามีความรู้สึกว่ามีการกดขี่ อัตลักษณ์ของเขาไม่ได้รับความเคารพ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน self-determination ก็อาจจะเหลือเพียงช่องทางเดียวด้วยการเรียกร้องแบบ external คือทำให้เขามีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในประชาคมโลก ไม่ใช่แค่เจรจาต่อรองกับรัฐไทยเท่านั้น การแบ่งแยกประเทศไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ใช่ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงก็จะมีความชอบธรรมให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนเรียกร้องเอกราชได้ ถ้ายิ่งดูประสบการณ์ของในโลกในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การแบ่งแยกดินแดนแทบจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย นาน ๆ เกิดขึ้นที

ถ้ามาดูในประเทศเพื่อนบ้านเรา อินโดนีเซียมีเคสที่แยกออกมาเป็นประเทศติมอร์ตะวันออก (East Timor) หรือในเขตปกครองอาเจะห์ก็มีการต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน ก็ลงเอยที่มีอำนาจปกครองตนเอง บังซาโมโรในตอนใต้ของฟิลิปปินส์ก็ต่อสู้กันมา 50 กว่าปี ลงเอยด้วยการกำหนดเขตการปกครองที่มีอำนาจในการปกครองตนเอง คนที่เคยจับอาวุธขึ้นสู้ ก็เข้าสู่ระบบการเมืองเป็นนักการเมือง หรือ self-determination แบบที่เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองต่าง ๆ ในออสเตรเลียก็มีการรับรองชนพื้นเมืองดั้งเดิม กำหนดสิทธิเหนือดินแดน สิทธิทางวัฒนธรรม

เบญจรัตน์ อภิปรายว่า self-determination ยังหมายรวมถึงวิธีการทางประชาธิปไตยที่จะเปิดพื้นที่ในการจัดการความเหลื่อมล้ำ พหุวัฒนธรรม การไปแก้ปัญหาเรื่องข้อถกเถียงเรื่องอธิปไตยในอดีต หรือการปกครองในอดีต รวมถึงการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ถ้าประชาชนมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองแบบภายในเหล่านี้แล้ว ข้อเรียกร้องเรื่องการแบ่งแยกดินแดนก็อาจจะไม่ได้รับความชอบธรรมและไม่ได้รับการสนับสนุน อย่างกรณีอาเจะห์ ที่จับอาวุธเรียกร้องกันมานาน พอรัฐบาลอินโดนีเซียยอมรับสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองในพื้นที่ ให้เป็นเขตปกครองที่มีอำนาจพิเศษได้ การต่อสู้ด้วยอาวุธมันก็หมดหน้าที่ไป ฉะนั้นการพูดเรื่อง self-determination ก็เลยเป็นเป้าหมายที่เราควรจะต้องผลักดันส่งเสริมด้วยซ้ำ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก

เบญจรัตน์ ระบุว่า น่าสนใจมากที่กลุ่มนักศึกษาทำประชามติจำลองที่เป็นเคสที่มาคุยกันในวันนี้ สะท้อนหลายอย่างในสังคมไทย ถ้าเอาแว่นมามองประชาชนที่รู้สึกถูกกดขี่ เขามีช่องทางอะไรบ้างที่จะสะท้อนความรู้สึกและความต้องการ  เพราะรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่คำตอบ การเลือกตั้งเหมือนจะเป็นคำตอบ แต่ก็ถูกบายพาส การพูดคุยทางสาธารณะก็เป็นไปไม่ได้ พูดออกมาทีไรก็ถูกสังคมโจมตี ถูกไอโอโจมตี แทบจะไม่มีช่องทางอื่นใด

เบญจรัตน์มองว่าในคำถามประชามติจำลอง ไม่ได้ถามว่าต้องการรัฐเอกราชหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่เป็นการจำลองจะตั้งคำถามแบบนั้นก็ยังได้ แต่เขาถามว่าคุณหรือไม่ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย การตั้งคำถามแบบนี้แสดงให้เห็นว่ายังคิดอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และพยายามจะหาทางออกที่ยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่มันเป็นไปได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

แต่มันก็เหมือนกับประเด็นเรื่องประชาธิปไตยหลาย ๆ ประเด็นที่มีความอ่อนไหว มีมุมมองที่หลากหลาย มีข้อถกเถียง และยังไม่มีสถานะที่มั่นคงในสังคมไทย เราจะทำอย่างไรให้สังคมไทยเปิดยอมรับตรงนี้ และมีความพยายามที่จะวางแผนหรือหาทางกลไกการแก้ปัญหาระยะยาว อันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เราจะต้องคุยกันอีก

.

อังคณา นีละไพจิตร ในฐานะคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวถึงเรื่อง self-determination ในแง่ที่ไม่ใช่สิทธิของปัจเจกคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แต่มันเป็นสิทธิของพลเมือง ไม่ว่าจะเป็นใคร พูดภาษาอะไร มีความเชื่อความศรัทธาอะไร

ในกฎหมายระหว่างประเทศก็มีปฏิญญาต่าง ๆ ของสหประชาชาติ รวมถึงข้อบทที่ 1 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) สองอนุสัญญานี้ถือเป็นแม่ของอนุสัญญาทั้งหมดที่สหประชาชาติมี ข้อบทที่ 1 จะพูดถึงสิทธิในการกำหนดใจตนเอง

อังคณาเล่าถึง ขณะที่ตนเองเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในช่วงปี 2559 ได้ทำข้อเสนอแนะไปถึงประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญว่า มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้ ควรเพิ่มไปว่า “และประกอบด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์” โดยมองถึงคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่แค่วัฒนธรรม แต่ว่ามีเรื่องศาสนา และที่สำคัญคือการใช้กฎหมายศาสนา ทุกวันนี้เรามีกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก แต่เป็นกฎหมายที่บังคับไม่ได้ ผัวเมียเลิกกัน ผัวตีเมียทำอะไรก็ไม่ได้ ผัวเมียเลิกกันแล้วทรัพย์สินล่ะแบ่งยังไง เคยมีคนเสนอว่าก็ทำเป็นแบบ Arbitration อนุญาตโตตุลาการจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็น

อังคณา มองประเด็นที่เบญจรัตน์พูดเรื่อง self-determination มี 2 รูปแบบ โดย internal ก็คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใน การสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของผู้หญิง คนพิการ คนกลุ่มเปราะบาง มีระบบโควต้าไหมให้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเข้าไปมีที่นั่งในสภากำหนดชะตากรรมของตนเอง ตัดสินปัญหาของตนเอง เป็นไปได้ไหมที่ท้องถิ่นต่าง ๆ เข้าไปนั่งด้วย เพื่อที่จะได้ดูภาพรวมของงบประมาณ

ส่วนเรื่อง external ก็คือการกำหนดเจตจำนงที่จะออกไปจากรัฐเดิม โดยส่วนมากเกิดขึ้นกับรัฐที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคม และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ อย่างในติมอร์เลสเต สหประชาชาติเองก็เข้ามา แล้วกลายเป็นประเทศเอกราช

อังคณากล่าวถึงปัญหาการฟ้องปิดปาก การฟ้องกลั่นแกล้ง ว่ามีลักษณะที่ไม่ได้หวังว่าจะชนะ แต่ฟ้องเพื่อให้คนที่ถูกฟ้องเดือดร้อนรำคาญ นักศึกษากลุ่มนี้ขอให้ตนเองเข้าไปเป็นพยานในชั้นตำรวจ มีจดหมายจากผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี ส่งมาที่บ้าน ขอให้ไปให้การกับพนักงานสอบสวน ถ้าไม่สะดวกไปก็ให้เขียนเป็นเอกสาร คำถามที่ตำรวจส่งมาให้ เช่น ท่านร้องเพลงชาติไทยเป็นไหม ท่านเข้าใจความหมายของเพลงชาติไทยหรือเปล่า ท่านเข้าใจความหมายของสิทธิในการกำหนดใจตนเองหรือเปล่า เกือบ 20 คำถาม แต่แค่อ่านไป 2-3 คำถาม ก็รู้สึกว่าถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว

การถามว่าร้องเพลงชาติไทยเป็นหรือเปล่า เข้าใจความหมายหรือเปล่า คือการมองคนเป็นคนอื่น ผลักมนุษย์ธรรมดาที่เกิดในประเทศไทยให้เป็นคนอื่นหมดเลย อังคณาระบุว่า ตนเองทำหนังสือตอบกลับไป และได้รับหนังสือตอบกลับมาว่าขอยกเลิกหนังสือฉบับแรกที่ส่งไป แต่หนังสือฉบับแรกทำให้คนรู้สึกถึงความเป็นคนอื่น

อังคณากล่าวถึงคดีลักษณะฟ้องปิดปาก ที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้ที่ถูกฟ้องคดี คุณจะต้องเสียเงินไปศาล ต้องเสียเวลาทำงาน บางคนต้องลางาน เสียค่าทนายความ ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี จะมีทนายที่ช่วยยังไง คุณก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย และยังทำให้เกิดสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจต่อรัฐ

ตอนนี้ตนเองก็ถูกฟ้องอยู่ 2 คดี ตอนที่เข้าไปโพสต์สนับสนุนการทำงานหน้าที่ของนักวิชาการและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการปกป้องแรงงานข้ามชาติ ทุกวันนี้ก็อยู่ในฐานะจำเลย สิ่งเหล่านี้อยากจะพูดในความเห็นส่วนตัว มันเหมือนเป็นความต้องการของผู้ฟ้องคดีหรือเปล่า ที่ทำให้เรารู้สึกถูกด้อยค่าถูกลดทอน ในคดีแรงงานแม้ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยเป็นบริสุทธิ์ แต่ตนเองก็ไม่ควรถูกฟ้องแต่แรก และ 7 ปียังอยู่ระหว่างศาลอุทธรณ์อยู่ เรื่องแบบนี้สร้างความทุกข์ทรมาน ตัวเองก็รู้สึกทุกข์ทรมาน อยากให้ศาลได้ใคร่ครวญ

.

.

ฮากิม พงตีกอ เป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกดำเนินคดีประชามติจำลอง กล่าวว่า ขอนิยามตัวเองเป็นนักกิจกรรมที่สนใจ right to self-determination พยายามทำงานแคมเปญเรื่องการกำหนดชะตากรรมตนเองตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้ว จึงพยายามพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเห็นตลอดการเคลื่อนไหว เรื่อง self-determination เพื่อเป็นประโยชน์ในทางวิชาการ

อันแรก ตอนนั้นอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ พูดเรื่องสันติวิธีหลังจากมีเหตุการณ์ตากใบและกรือเซะ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจสันติวิธีคืออะไร เรารู้สึกว่าไปเหยียดคนที่อึดอัดมาและไปสู้ด้วยอาวุธ เขาไม่มีช่องทางหรือเครื่องมือที่จะใช้สันติวิธีจริง เรารู้สึกอย่างนั้น แต่ก็เริ่มคิดว่ามันไม่ใช่ มันมีหนทางของสันติวิธีอยู่ เราก็เลยไปตั้งองค์กรชื่อ PerMAS

ฮากิมระบุว่า เราตั้งโจทย์ว่า PerMAS คือองค์กรแบบไหน  PerMAS คือองค์กรที่เชื่อว่า self-determination จะเป็นทางออก แล้วก็ใช้ self-determination เป็นเครื่องมือหนึ่ง อาจจะเป็นเครื่องมือเดียวในตอนนั้นที่เรารู้สึกว่าเราอาจจะบอกเพื่อนได้ว่ายังมีทางสันติวิธีอยู่นะ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร เนื้อหามันละเอียดแค่ไหน เราก็ยังไม่รู้ แต่อาจจะเป็นเครื่องมือที่ชวนเพื่อนมาใช้เครื่องมือนี้ได้ หาทางออกไปเรื่อย ๆ เรียนรู้ไปเรื่อยด้วยกัน ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องการปกครองต่างๆ ทั้ง autonomy ทั้งการเจรจา เพื่อที่จะให้เรามีเครื่องมือในการเรียนรู้สันติวิธี

ดังนั้น self-determination ที่พวกเราพูดถึงต้องโอบอุ้มกับคุณค่าทางการเมืองที่หลากหลาย ฉะนั้นเราไม่สามารถนิยาม self-determination ว่าเฉพาะแค่ภายใน แต่มันโอบอุ้มเขามากกว่านั้นได้ด้วยโดยหลักการสันติวิธี

อีกประเด็นหนึ่งที่เราอยากสื่อสาร self-determination ไม่ได้แปลว่า Secessionism ไม่ได้แปลว่าเอกราชในตัวมันเอง มันแปลว่า คนทุกคนที่มีความคิดหลากหลายได้เลือกได้เถียง ที่คาตาลัน (ประเทศสเปน) มีคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ต้องการเอกราช แต่พวกเขายอมรับไม่ได้ถ้าประเทศไม่ยอมรับการกำหนดอนาคตตนเองของคนคาตาลันเอง สิ่งที่เราอยากเห็น เราพูดตลอดว่าเราตั้งองค์กรเพื่อ self-determination ไม่ได้แปลว่าเราเรียกร้องเอกราช แต่เราโอบอุ้มคนที่มีความรู้สึกต่อเอกราชอยู่ ให้เขามีช่องทางสันติวิธีที่เขาอยากจะเห็น

ในช่วงเวลาต่อมา เราตั้งองค์กร “ปาตานีบารู (Patani Baru)” ขึ้น โดยใช้แนวคิด self-determination เหมือนกัน ไปทำการเมืองในระบบ เราคุยเรื่อง autonomy ปกครองตนเอง กระจายอำนาจ เราต้องหาเครื่องมือทางการเมืองใหม่ ๆ ประเทศนี้ต้องเปิดพื้นที่สันติภาพให้คนที่เชื่อในสันติวิธี ไม่ได้กระด้างกระเดื่องต่อประเทศ แต่สันติวิธีต้องปลอดภัย

เรามีนโยบายแก้รัฐธรรมนูญด้วย เราเรียนรู้มาแล้วว่าทางเลือกอันหนึ่งคือ autonomy สิทธิในการปกครองตนเองหรือกระจายอำนาจก็แล้วแต่ เราก็ใช้ concept ปาตานีบารู ปาตานีใหม่ ปกครองแบบที่ตนเองคิด นโยบายตอนนั้นเป็นอย่างนั้น ผ่านพรรคเป็นธรรม

อีกอย่างที่เราคิดตอนนั้น เราต้องทำให้คนเห็นว่ากระบวนการประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภา ถึงแม้จะมีแค่ 1% หรือน้อยกว่านั้น เพื่อทำให้ความฝันของคนที่ไปไกลกว่า autonomy มีที่ทาง อาวุธมันก็ไม่มีหนทาง เราจะทำอย่างไรให้เขาเชื่อ เราก็ทำพรรคการเมืองให้เขาเห็น

แต่พอเราโดนคดี ชาวบ้านก็เห็นไหม self-determination ทางการเมือง สันติวิธีไม่มีหรอก สุดท้ายก็โดนหลอก เราอยากจะบอกว่า self-determination มันสำคัญกับคนในอนาคต ลูกหลานในอนาคต self-determination ไม่ได้แปลว่าการแบ่งแยกดินแดน คนที่นั่นเขารู้ว่ามันแทบไม่มีโอกาสหรอกที่จะแยกดินแดน แต่ว่าคุณค่าที่เขาได้พูดได้สะท้อน มันมีคุณค่า มันทำให้คนเห็นความคิดความอ่านที่เขามี การได้สะท้อนความคิดความอ่าน

ฮากิมเห็นว่า ประเทศก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตยจะทำให้คนได้ฝัน ได้พูด ได้ประชามติจำลองก็แล้วแต่ ได้มีที่ทาง การทำประชามติจำลองนี้ ไม่ได้ถูกยอมรับด้วยกฎหมาย แต่มันก็ยังไม่ขัด ยังถูกกฎหมายอยู่ การตั้งโจทย์คุณเห็นด้วยไหมว่าเราจะกำหนดชะตากรรมตนเองโดยการทำประชามติอย่างถูกกฎหมาย ไม่ใช่การประชามติเพื่อแบ่งแยกดินแดน

.

X