ศาลอาญายกฟ้องคดีที่ 2 ของสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ อดีตจำเลยคดียิง กปปส. ตราดปี 57 ในข้อหาครอบครองอาวุธ ศาลยกเหตุไม่มีประจักษ์พยานและหลักฐานยืนยันว่าสมศักดิ์เกี่ยวข้องกับของอาวุธกลางในคดี และคำให้การในชั้นสอบสวนมีการตกลงกับทหารมาก่อนถือเป็นการจูงใจโดยมีผลตอบแทน โดยคดีแรกศาลยกฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าในคดียิงเวที กปปส. ตราดไปแล้วเมื่อต้นปีนี้

27 ธ.ค.2559 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ 2ของสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ข้อหาครอบครองอาวุธสงคราม เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีการครอบครองและเคลื่อนย้ายอาวุธที่เป็นของน.ส.มนัญชยา เกตุแก้วและน.ส.กริชสุดา คุนะแสน ไปส่งต่อให้น.ส.จันทนา วรากรสกุลกิจ(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีของเธอ ที่นี่) อีกทั้งยังอาวุธปืนของกลางในคดีนี้ตามฟ้องระบุว่าถูกเอาไปใช้ในเหตุการณ์คดีแรกของสมศักดิ์ที่เขาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่อเหตุยิงเวที กปปส. จังหวัดตราดเมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2557 ซึ่งในคดีแรกศาลจังหวัดตราดได้ยกฟ้องไปแล้วเมื่อ27ม.ค.2559 (อ่านเพิ่มเติม ที่นี่)

ศาลได้อ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ค.2557 เวลา 10.30น. ทหารสังกัดร.29พัน3สังกัดกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งมีอำนาจตามกฎอัยการศึกเข้าทำการตรวจค้นพบอาวุธและยุทธภัณฑ์ในห้องเช่าแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร และได้ทำการจับกุมน.ส.จันทนา วรากรณ์สกุลกิจ ซึ่งศาลต้องพิจารณาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องอัยการซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้หรือไม่

พ.ต.ต.สุระพงษ์ ตรีสมพงษ์เบิกความว่าได้เข้าไปสอบปากคำนายสมศักดิ์ที่เรือนจำกลางจังหวัดตราด จำเลยถูกสอบปากคำในฐานะพยานคดีครอบครองอาวุธสงคราม โดยจำเลยให้การว่าเมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2557 ได้รับการติดต่อจากมนัญชยา เกตุแก้วให้ไปรับอาวุธสงครามที่บ้านของมนัญชยาที่ชลบุรี โดยเดินทางไปด้วยรถกระบะพร้อมกับนายเสก จันทสาร และชายอีก4-5คน จากนั้นได้นำอาวุธไปไว้ในท้ายรถของพวกเขา จากนั้นจำเลยได้นำอาวุธไปเก็บที่บ้านของจำเลยในจังหวัดระยองก่อน จากนั้นเดือนพฤษภาคม 2557น.ส.มนัญชยา ได้ให้จำเลยนำอาวุธที่ฝากไว้มาให้ที่พุทธมณฑลสาย4 วันนั้นน.ส.จันทนาได้นำรถตู้มารับอาวุธสงครามไป

โจทก์ยังนำ พ.ต.อ.อภิชน เจริญผล พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำน.ส.ชวัลรัตน์ ชาติชัยภูมิ เบิกความว่าน.ส.ชวัลรัตน์อยู่กินกับจำเลย เคยพบว่าน.ส.มนัญชยาและน.ส.กริชสุดามีการติดต่อกับจำเลยให้นำอาวุธสงครามที่อยู่ในการครอบครองของจำเลยไปไว้ที่บ้านของน.ส.จันทนา พยานได้นำภาพของอาวุธปืน M3 ให้น.ส.ชวัลรัตน์ดู น.ส.ชวัลรัตน์บอกว่าตรงกับอาวุธที่จำเลยนำมาที่บ้าน

ทั้งนี้คดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานขณะเกิดเหตุ โจทก์มีเพียงคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ให้การในฐานะพยานตามที่ พ.ต.ต.สุระพงษ์เบิกความเอาไว้ อีกทั้งโจทก์ไม่สามารถนำผู้ที่ได้เห็นได้ยินเหตุการณ์มาให้การเป็นพยานได้ จึงเป็นเหตุจำเป็นที่ศาลต้องรับฟังคำให้การของจำเลยและน.ส.ชวัลรัตน์ ตาม ป.วิ อาญา 226/3 (2) และ 227/1 ที่ศาลต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวัง

กระนั้นคำให้การของสมศักดิ์ไม่มีรายละเอียดชัดแจ้งว่าอาวุธที่นำไปส่งมอบให้น.ส.จันทนาเป็นชนิดหรือประเภทใด และจำนวนเท่าใด

อีกทั้งจำเลยยังนำสืบด้วยว่าคำให้การที่พนักงานสอบสวนมาสอบสวนจำเลยระหว่างถูกขังในเรือนจำตราดฯ นั้นยังเกิดขึ้นจากการตกลงกันว่าหากจำเลยให้ความร่วมมือจะไม่มีการดำเนินคดีกับจำเลยและน.ส.ชวัลรัตน์ และคำให้การดังกล่าวทหารยังเป็นคนบอกจำเลยว่าให้พูดตาม แล้วจำเลยก็ไม่ได้อ่านบันทึกคำให้การของตนก่อนอีกด้วย จึงเป้นหลักฐานที่มาจากการจูงใจไม่ได้ให้การด้วยความสมัครใจ จึงเป็นหลักฐานที่ไม่สามารถรับฟังได้ และคำให้การของน.ส.ชวัลรัตน์ที่เป็นพยานเอกสาร จำเลยก็ไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานด้วย พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะใช้ในการพิจารณาลงโทษจำเลย

ดังนั้นศาลจึงมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยว่าสมศักดิ์ได้กระทำความผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3

คดีนี้สืบเนื่องมาจากสมศักดิ์ถูกทหารจับกุมเมื่อวันที่ 23 พ.ค2557 พร้อมภรรยาที่โรงแรมสวีตอิน อ.เขาสมิง จ.ตราด ในการจับกุมทหารจำนวนหลายนาย พร้อมอาวุธได้ใช้ระเบิดควันยิงเข้าไปในห้องพักของโรงแรมก่อนและดำเนินการพังประตูห้องเข้าไปจับกุมตัวทั้งสองคน จากนั้นถูกใช้ผ้าปิดตาและมัดข้อมือไขว้หลังด้วยสายรัดแล้วถูกนำตัวขึ้นรถ จากนั้นก็ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ค่ายทหาร และทหารได้ทำการสอบสวนด้วยการข่มขู่ มีการคลุมศีรษะด้วยถุง และทำร้ายร่างกายจนกระทั่งปัสสาวะราด รวมถึงสร้างสถานการณ์จำลองว่าทหารจะมีเจตนาฆ่านายสมศักดิ์ เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว เพื่อบังคับให้นายสมศักดิ์ยอมให้ข้อมูลและรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุกราดยิงเวที กปปส. ตราดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 มาก่อน