พิธีกรงานชุมนุมนร.ใน “ป่าช้า” เวียงป่าเป้า ถูกตร.ออกหมายเรียกไม่แจ้งชุมนุม ก่อนปรับ 500

16 พ.ย. 63 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับการเปิดเผยจากนายกฤษฎา เขื่อนเพ็ชร เจ้าของร้านกาแฟวัย 32 ปี ว่าตนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจของสภ.แม่เจดีย์ จังหวัดเชียงราย ออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จากกรณีมีกลุ่มนักเรียนจัดการชุมนุม #เวียงป่าเป้าบ่เอาเผด็จการ ในบริเวณฌาปนสถานของตำบลแม่เจดีย์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา

นายกฤษฎาระบุว่าในการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนที่ใช้ชื่อว่า “ราษฎรเวียงป่าเป้า” ในอำเภอเวียงป่าเป้านั้น เขาได้ไปช่วยเป็นผู้ดำเนินรายการในระหว่างการจัดชุมนุมดังกล่าว เนื่องจากน้องๆ เยาวชนที่รู้จักกันอยากได้ความช่วยเหลือ และเขาก็สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของนักเรียนนักศึกษา แต่เขาไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มจัดกิจกรรมแต่อย่างใด โดยเดิมจะจัดขึ้นบริเวณตลาดสดแม่ขะจาน ซึ่งเป็นสถานที่ของเอกชนและได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลตลาดแล้ว แต่ก่อนกิจกรรม ผู้จัดได้ถูกเจ้าหน้าที่เข้ากดดัน จนต้องย้ายสถานที่ไปจัดในป่าช้าของชุมชนแทน

นร.จัด #เวียงป่าเป้าบ่เอาเผด็จการ แต่ถูกจนท.รัฐกดดัน จนต้องย้ายจาก “ตลาด” ไปจัด “ป่าช้า”

 

ภาพกิจกรรม #เวียงป่าเป้าบ่เอาเผด็จการ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 63 (ภาพจากเพจราษฎรเวียงป่าเป้า)

 

ภายหลังการจัดชุมนุมและมีข่าวปรากฏในสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 63 นายกฤษฎาได้รับหมายเรียกจากสภ.แม่เจดีย์ ลงวันที่ 6 พ.ย. 63 ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา “เป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะฯ” ระบุว่ามี ร.ต.อ.ธีระ เครื่องสกุล เป็นผู้กล่าวหา และทราบว่ามีการออกหมายเรียกเขาเพียงคนเดียว

ต่อมาเขาจึงได้ประสานงานกับ ร.ต.อ.นิธินันท์ ศศิวิมลฤทธิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.แม่เจดีย์ เพื่อเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ โดยไม่ได้มีทนายความไปด้วย

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เรื่องการเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ แต่ไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง นายกฤษฎาได้ยินยอมให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนจึงได้เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 500 บาท คดีจึงสิ้นสุดลง

นายกฤษฎาเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ที่ได้ไปช่วยกิจกรรมของนักเรียน เขาก็คาดว่าอาจจะมีการดำเนินคดีตามมา เพราะเห็นการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมในหลายพื้นที่ จึงเตรียมใจไว้ระดับหนึ่ง แล้วเจ้าหน้าที่ก็มีการดำเนินการจริงๆ แต่เนื่องจากเขาเห็นว่าคดีที่ถูกกล่าวหามีเพียงอัตราโทษปรับ และไม่ต้องการเป็นภาระในการเดินทางไปต่อสู้คดี เนื่องจากแม้เขาจะมีบ้านอยู่ในอำเภอเวียงป่าเป้า แต่ก็ออกมาทำธุรกิจภายนอกพื้นที่ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างๆ เกิดขึ้น จึงยินยอมให้ตำรวจเปรียบเทียบปรับ เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง แต่ตัวเขาเองยังยืนยันจะสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยของกลุ่มเยาวชนต่อไป