“6 ตุลา มากวนน้ำให้ขุ่นกัน” จดหมายจาก “เก็ท โสภณ” ทำไมสังคมไทยยังต้องย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ 6 ตุลา

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายบรรยายว่าทำไมสังคมไทยยังจำเป็นต้องย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่างน้อยปีละครั้ง แม้จะมีคนมองว่าเป็นการพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ  แต่เขามองว่าการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นความรุนแรงที่รัฐไทยและคนไทยกระทำต่อกันเอง และยังไม่เคยมีคำขอโทษออกมาอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล

จดหมายฉบับนี้ เก็ทชวนให้ทุกคนศึกษาเหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังวันนั้น โดยไล่ให้เห็นว่าหลังชัยชนะ 14 ต.ค. 2516 ที่ดูเหมือนประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ฝ่ายขวาก็เติบโตขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งการจัดตั้งมวลชนอย่างลูกเสือชาวบ้าน การลอบสังหารผู้นำชาวนาและนักกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปี 2517 – 2519 

เก็ทมองว่าชนชั้นนำไทยยอมให้ประชาธิปไตยและเสรีภาพโตได้เท่าที่ไม่ไปกระทบอำนาจและอภิสิทธิ์ของตน และเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลา ยากจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ทางการ เพราะมันสั่นคลอนศรัทธาที่คนจำนวนมากยึดถือเป็นสรณะ 

เขาปิดท้ายด้วยการชวนคนรุ่นหลังอย่าปล่อยให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์รำลึกอย่างเดียวดาย พร้อมระบุว่าตัวเขาเองในขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้ ก็กำลังถูกคุมขังด้วยคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกเพิ่มโทษหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาอีกด้วย พร้อมชวนกันลงชื่อ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา https://decoup6octsins.com/

_______________________________________

.

ตอนอยู่ข้างนอกเมื่อถึงวันรำลึก 6 ตุลา ก็จะมีการเรียบเรียงนำเสนอว่าในช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อนและครอบครัวของผู้สูญเสียจะมาบอกเล่าเรื่องราวของผู้วายชนม์ว่าตอนมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นยังไง เลิกเรียนแล้วไปทำอะไรกินอะไรต่อ 

การกลับมารำลึกถึงทุก ๆ ปี พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ บางคนอาจมองว่ามันเฝือ แล้วก็เบื่อกันไป แต่สำหรับผม การหันมามองเหตุการณ์เดิมในวันที่เราค่อย ๆ เก็บองค์ความรู้ได้มากขึ้นจากการเดินทางผ่านกระจกตาในชีวิต เราจะเห็นเหตุการณ์นั้นชัดขึ้นจากหลาย ๆ มุม สำหรับผมแล้วการย้อนมองเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างน้อยปีละครั้งจึงเป็นความจำเป็น

.

เหตุผลที่เราต้องกลับไปรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็เพราะการสังหารหมู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนั้นก่อการโดยรัฐไทยและคนไทยกันเอง ทั้งยังเป็นการรุมประชาทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมโดยมนุษย์ร่วมเผ่าพันธุ์ หากเราไม่ต้องการให้ความรุนแรงเช่นนั้นกลับมาเกิดขึ้นซ้ำ เราก็จำเป็นต้องไปศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้น อะไรคือแรงผลักดันและความชอบธรรมในการก่อเหตุครั้งนั้น

วัฒนธรรมรักสงบแบบปิดหูปิดตาปิดปากเงียบของไทยมีปัญหา แม้จะมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ชุมนุมในวันที่ 6 ตุลา และคำสั่งที่ 66/23 แต่ก็ไม่เคยมีคำขอโทษหรือการแสดงความรับผิดชอบจากผู้ก่อการและผู้สมรู้ร่วมคิดแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ สังคมก็ไม่ได้มีการถอดบทเรียนร่วมกันว่าอะไรคือกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งทางอุดมการณ์และหนทางอยู่ร่วมกัน 

ท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดก็ไม่รู้จะไปทางไหน พอประชาชนจะหยิบเหตุการณ์ 6 ตุลา มาสังคายนา พวกเขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกกวนน้ำให้ขุ่น ฟื้นฝอยหาตะเข็บ พยายามสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง “สันติสุข” ที่เสริมสร้างโดยรัฐก็เป็นเพียงหินทับหญ้าที่ปล่อยปัญหาให้คาราคาซังรอการประทุ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์ว่าวันที่ 6 ตุลาเกิดอะไรขึ้น แต่ควรมองไทม์ไลน์ก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อจะได้เข้าใจความสัมพันธ์และอิทธิพลที่แต่ละตัวแปรมีต่อกัน ทั้งนักศึกษา มวลชน กองทัพ รัฐบาล และสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมไม่ใช่นักศึกษาธรรมศาสตร์เกิดไม่ทัน 6 ตุลา แต่เหตุผลที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้น ผมว่ามันก็แค่เพราะผมเป็น ”มนุษย์“ คนหนึ่งที่คิดว่าคนด้วยกันไม่น่าย่ำยีกันได้ถึงเพียงนี้  

พูดมาถึงตรงนี้ที่จะสื่อก็คือสำหรับคนรุ่นหลังที่ยังหวังต่อการเปลี่ยนแปลง เราไม่ควรปล่อยให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นรำลึกเดียวดาย แต่ควรส่งต่อเรื่องราว 6 ต.ค. 2519 ต่อไป

.

หลัง 14 ต.ค. 2516 ดูเป็นฉากจบที่แฮปปี้เอนดิ้ง นักศึกษา-ประชาชน รวมตัวกันขับไล่เผด็จการทหารที่ครอบงำประเทศมาเกือบสองทศวรรษได้สำเร็จ ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมเฟื่องฟู การตื่นรู้ปรากฏขึ้นในชนบท เห็นได้จากการจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ กระแสซ้ายดูขึ้นสูง 

รัชกาลที่ 9 ทรงเล่นดนตรีและทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นักศึกษาในทุก ๆ ปี หลายครั้งพระองค์ก็กล่าวถึงเหตุการณ์การบ้านการเมืองอย่างเป็นกันเอง แม้พระราชกรณียกิจนี้จะยุติในเดือน มี.ค. 2516 ก่อนเกิดเหตุ 14 ต.ค. 2516 เพียง 7 เดือน แต่ดูเหมือนพระองค์จะสร้างขวัญและกำลังใจแก่นักศึกษาและประชาชนไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการโชว์รูปรัชกาลที่ 9 ในการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. 2516 เพื่อขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (รูปเหล่านี้สามารถดูได้จากหนังสือ “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ” ของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ) อะไรจะสามารถมาหยุดยั้งกระแสความก้าวหน้าได้ ถ้ามันจบอย่างนั้นก็คงดี

การเรียกร้องความยุติธรรม ความเสมอภาคและการผลักดันการปกครองโดยประชาชน แน่นอนว่าต้องไปกระทบกระทั่งกับกลุ่มอภิสิทธิ์ชนอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวหลัง 14 ต.ค. 2516 ก็ยิ่งเหมือนเข้าใกล้ตอปัญหาเข้าไปทุกที

เมื่อผมได้อ่าน “กว่าจะครองอำนาจนำ” ของอาจารย์อาสา คำภา ผมก็พบว่ารัชกาลที่ 9 ไม่ได้เพียงแต่เป็นมิ่งขวัญกำลังใจต่อนักศึกษาคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น แต่ยังทรงเป็นขวัญกำลังใจของมวลชนฝ่ายขวาด้วย 

ดูเหมือนว่าขณะที่กระแสฝ่ายซ้ายขึ้นสูง ฝ่ายขวาเองก็กำลังฟูฟ้า รอจังหวะได้เฉิดฉายไปพร้อมกับความพยายามตัดกำลังและเขย่าฝ่ายซ้าย ลางร้ายได้ปรากฏออกมาเป็นระยะ ทั้งการลอบสังหารชาวนา-ชาวไร่ตลอดช่วงปี 2517 ถึง 2519 และการลอบสังหาร “แสง รุ่งนิรันดรกุล” ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะยืนรอรถเมล์ในปี 2517 หรือการลอบยิง บุญสนอง บุณโยทยาน ผู้ร่วมก่อตั้งและเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ขณะที่เขาขับรถในวันที่ 28 ก.พ. 2519

เรื่องโกหกที่พูดซ้ำ ๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องน่าเชื่อถือได้ ยิ่งเรื่องเล่านั้นถูกพูดโดยบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือยิ่งไปกันใหญ่ ดังกรณีการแสดงละครของนักศึกษาที่มีฉากแขวนคอ อันสื่อถึงเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่ถูกฆ่าแขวนคอในปี 2519 แต่กลับถูกหนังสือพิมพ์ดาวสยามนำภาพบางมุมไปกล่าวหานักศึกษาว่าแสดงละครหมิ่นเบื้องสูง

สำหรับประเด็นนี้ ผมเคยไปงานนิทรรศการ 6 ตุลา ที่ Kinjai Contemporary มีการแสดงรูปถ่ายการแสดงละครวันนั้นจากหลายมุม มีบทสัมภาษณ์นักแสดงเป็นคลิปวิดีโอ ผมก็พบว่าหน้าตาของนักแสดงบนเวทีในขณะนั้นไม่ได้เหมือนสมาชิกพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด

การปล่อยโฆษณาชวนเชื่อที่เนื้อหาเคลื่อนไปจากความเป็นจริง และถูกขยายเสียงโดยเหล่าอินฟลูฝ่ายขวา ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของกระบวนการเปลี่ยนเรื่องโกหกให้เป็นเรื่องจริง พวกเขาประโคมว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามจากต่างชาติ เป็นผีไม่ใช่คน ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป การพูดซ้ำ ๆ ออกข่าวซ้ำ ๆ เช่นนี้อาจเป็นปัจจัยปลุกเร้ามวลชนฝ่ายค้านให้ลุกฮือโดยที่คนไม่รู้ก็ไม่รู้ต่อไปว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร

การกลับมาของถนอม กิตติขจร ที่มาบวชที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของบางตัวแปรทางการเมืองได้เปลี่ยนไป หรือจริง ๆ อาจไม่ได้เปลี่ยนก็แค่ “ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูที่ถาวร” มาแต่แรก

ในสายตาผู้ขออำนาจนำและอภิสิทธิ์ชน การเมืองก็แค่เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ไม่ใช่อุดมการณ์อันทรงคุณค่าอะไรที่หวังมอบไว้แก่สังคม

ความโหดร้ายในวันที่ 6 ต.ค. 2519 ในงานรำลึกเชื่อว่ามีการพูดถึงไว้อย่างละเอียด ดูเผิน ๆ ก็เหมือนว่ามันจบด้วยภาพการรุมทำร้ายสังหารหมู่ จับกุมนักศึกษา-ผู้ชุมนุมบริเวณธรรมศาสตร์ การสลายตัวของเจ้าหน้าที่รัฐและมวลชนขวาจัด ก่อนการก่อรัฐประหารและมีนายกรัฐมนตรีพระราชทานคือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อจำเลยในเหตุการณ์ 6 ตุลา มีนัยยะสำคัญ สำหรับการปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกคุมขังในคดี 6 ตุลานั้น มีทั้งกระแสเรียกร้องให้ปล่อย มีการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และคำปรารภให้จำเลยในคดีสารภาพและขออภัยโทษเฉพาะราย ดังที่อยู่ในบันทึกลายมือเกี่ยวกับแนวทางการจัดการคดีของกลุ่มผู้ชุมนุมเหตุการณ์ 6 ตุลา ของภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการในขณะนั้น ลงไว้ ณ วันที่ 6 ก.ย. 2521 

รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปรารภ เมื่อครั้งเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เข้าเฝ้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ว่าควรจะหาทางตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิดเสียโดยเร็ว และให้ผู้รับผิดขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว 

ในที่สุด จำเลยในคดี 6 ตุลาก็ได้รับอิสรภาพด้วยกระบวนการนิรโทษกรรม

.

สำหรับผมพอมองย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่ไปงานรำลึกปีละครั้ง ค่อย ๆ เก็บข้อมูล ค่อย ๆ เข้าใจสภาพการณ์ทางการเมือง จนพอสรุปตามความเข้าใจได้ว่าชนชั้นนำและอภิสิทธิ์ชนไทยอนุญาตให้ประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชนเติบโต…ได้เท่าที่ไม่ไปยกเท้าเขาที่เหยียบเท้าเราอยู่

ยิ่งศึกษาไทม์ไลน์เหตุการณ์จากมุมมองที่แตกต่างกันก็ยิ่งเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 คงผนวกเป็นประวัติศาสตร์ทางการในสภาพสังคมไทยเช่นนี้ยาก เพราะเรื่องราวของ 6 ตุลา จะเป็นตัวสั่นคลอนความเข้าใจ ความเชื่อ อันส่งผลต่อวิกฤตศรัทธาของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยึดถือศรัทธาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางคนบางกลุ่มว่าเขาหรือพวกเขาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เป็นสรณะ ว่าแท้จริงคนที่เขาศรัทธาก็มีจุดด่างพร้อย ไม่สมบูรณ์ไปมากกว่าปุถุชนเช่นเรา

หากใครได้ไปงานรำลึก 6 ตุลา ไปอยู่ดูงานจนจบ ผมว่าท่านทั้งหลายก็คงหันมามองตากันปริบ ๆ แล้วรำพึงว่า “มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” อย่างว่าสังคมเราพูดคุยกันได้อย่างจริงใจมากแค่ไหนกันหรือครับ ผมได้เขียนจดหมายฉบับนี้ ก็ยังถูกขังด้วยมาตรา 112 ที่ถูกปรับแก้เพิ่มโทษหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาอยู่เลย….. ฮ่าฮ่าฮ่า

เก็ท โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

ร่วมกัน #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา โดยการลงชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เกิดการแก้ไขอัตราโทษในข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทหลายมาตราในกฎหมายอาญา ซึ่งยังดำรงอยู่เป็นปัญหาสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน https://decoup6octsins.com/

สำหรับ เก็ท โสภณ เป็นบัณฑิตจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยถูกลงโทษจำคุกรวมกัน 10 ปี

ร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”

หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
X