รอวันนี้มานานเท่าชั่วอายุคน: 50 ปี 6 ตุลาฯ คุยกับพี่ชายของ “ชุมพร ทุมไมย” ช่างไฟฟ้าผู้ถูกแขวนคอที่นครปฐม

ภาพถ่ายโดย เกียรติพงษ์ ลงเย

.

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 ประเทศไทยยังคงสั่นสะเทือนอยู่กับคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐมองว่าความคิดที่แตกต่างจากแนวทางของกระแสหลักคือภัยคุกคาม โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่อง ‘คอมมิวนิสต์’ ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ชายหนุ่มสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต ต่างเดินทางจากบ้านเกิดคนละจังหวัดมาพบกันที่วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา

คนแรกคือ ‘ชุมพร ทุมไมย’ ลูกชาวนาจากบ้านผักแว่น ตำบลยางขี้นก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี คนที่สองคือ ‘วิชัย เกศศรีพงษ์ศา’ จากอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งสองเรียนสาขาไฟฟ้าด้วยกัน สนิทสนมกันจนกลายเป็นเพื่อนแท้ เรียนจบมาด้วยกัน และเลือกเส้นทางอาชีพช่างไฟฟ้าเหมือนกัน ก่อนจะมาบรรจบพบกันอีกครั้งที่จังหวัดนครปฐม ในฐานะสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

ไม่มีใครในวันนั้นคาดคิดว่าอีกไม่นานนัก ทั้งคู่จะกลายเป็นสองชื่อที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในฐานะเหยื่อของความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียงไม่กี่วันถัดมา

ในค่ำคืนวันที่ 24 กันยายน 2519 ร่างไร้ลมหายใจของชุมพรและวิชัยถูกพบห้อยอยู่กับประตูเหล็กสีแดงแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ทั้งคู่เสียชีวิตจากการถูกแขวนคอ หลังเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในคืนนั้น ด้วยการนำโปสเตอร์ออกไปปิดตามจุดต่าง ๆ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการหวนคืนสู่ประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการที่ถูกโค่นอำนาจไปเมื่อสามปีก่อน

ข่าวการเสียชีวิตของช่างไฟฟ้าทั้งสองแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่นักศึกษา จุดชนวนความโกรธแค้นจนถูกหยิบยกไปสร้างเป็นฉากละครเสียดสีในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งการเผยแพร่ข่าวนั้นในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่สุดท้ายเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่ฝ่ายขวาใช้ปลุกระดมมวลชนเข้าล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมในเช้าของวันรุ่งขึ้น

กว่าครึ่งศตวรรษผ่านไป ยังไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อการตายของทั้งสองคน และในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ ‘สองช่างไฟฟ้า’ มักถูกกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ ในฐานะจุดเริ่มต้นที่มีส่วนนำไปสู่โศกนาฏกรรม 6 ตุลาฯ ก่อนจะเริ่มถูกรับรู้มากขึ้นหลังโครงการบันทึก 6 ตุลา เผยแพร่สารคดีเรื่อง “สองพี่น้อง” เมื่อปี 2560

ท่ามกลางเวลาอันผันผ่าน ‘ชุมพล ทุมไมย’ พี่ชายของชุมพร ยังแบกรับความทรงจำ และยังทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวบางเศษเสี้ยวชีวิตของน้องชายผู้จากไปแล้ว 50 ปี ให้โลกได้รับรู้

.

รากเหง้าจากท้องนา ถึงเครื่องแบบตำรวจ-ช่างไฟฟ้า ชีวิตสองพี่น้องก่อนโศกนาฏกรรม

อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณผู้พำนักอยู่ในผืนดินและกระท่อมในบ้านสวนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอำเภอบ้านเกิด เล่าว่าครอบครัว “ทุมไมย” มีรากเหง้าอยู่ที่บ้านผักแว่น ตำบลยางขี้นก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี 

.

.

พ่อของพวกเขาเคยเป็นทหารยศสิบตรี เคยผ่านสมรภูมิรบและได้รับเหรียญชัยสมรภูมิ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ ‘เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์’ ผู้ซึ่งภายหลังจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ แต่ในที่สุดพ่อก็ตัดสินใจลาออกจากราชการทหารมาเป็นครูใหญ่แทน ทางเลือกที่ทำให้ชุมพลอดสงสัยไม่ได้ตลอดชีวิตว่า ถ้าหากจะไม่ต้องออกก็คงเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนายหนึ่งไปแล้ว 

ส่วนแม่เป็นลูกชาวนา ทำนาเป็นอาชีพหลัก มีเรื่องเล่าที่ติดตากันมาในครอบครัวว่า เวลาใกล้คลอดลูก แม่มักจะรอคลอดกลางท้องนาขณะกำลังวางมัดกล้าอยู่นั่นเอง

ทั้งคู่มีลูกด้วยกันทั้งหมด 11 คน  ชุมพลเป็นบุตรคนที่ 3 ของครอบครัว และคนที่ 4 คือ ชุมพร ทุมไมย ผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดนี้ 

ชุมพรเกิดวันที่ 24 กรกฎาคม 2495 ที่บ้านผักแว่นแห่งนี้เอง โดยตัวเลข 24 นี้เองที่จะกลับมาปรากฏอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญในอีกยี่สิบกว่าปีถัดมา 

.

ชุมพล

ก่อนจะเล่าเรื่องของชุมพร จำเป็นต้องเข้าใจเส้นทางชีวิตของชุมพลผู้เป็นพี่ชายเสียก่อน เพราะคือภาพสะท้อนของยุคสมัยเดียวกันที่หล่อหลอมทั้งคู่ขึ้นมา หลังผ่านโรงเรียนวัดที่เขื่องใน ชุมพลเข้าเรียนที่โรงเรียนศรีทองวิทยา ในตัวจังหวัดอุบลราชธานี สถานศึกษาที่มีผู้ก่อตั้งคือ ‘ทองอินทร์ ภูริพัฒน์’ อดีต 4 รัฐมนตรีสายปรีดี พนมยงค์ ที่ถูกสังหารในช่วงปี 2492 

หลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ.3) ชุมพลตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ เส้นทางชีวิตในเมืองหลวงของเขาผ่านหลายอาชีพ ตั้งแต่เป็นช่างเหล็กในย่านสุขุมวิท ไปจนถึงงานเตรียมสถานที่สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2509 ก่อนกลับภูมิลำเนามาทำงานก่อสร้างถนนสายอุบลราชธานี-ร้อยเอ็ด เส้นทางคมนาคมหลักที่เรียกกันทุกวันนี้ว่า “ถนนแจ้งสนิท”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชุมพลตัดสินใจไปสอบเป็นตำรวจที่จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นและสงครามเวียดนาม รัฐต้องการกำลังพลจำนวนมากเพื่อรับมือกับภัยคอมมิวนิสต์ เขาสอบได้อันดับที่ 15 จากผู้เข้าสอบทั้งหมด 1,059 คน กลายเป็นตำรวจรุ่น 13 ประจำกองร้อยที่ 5 

.

.

ชีวิตราชการของชุมพลเริ่มต้นที่อำเภอพนา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอำเภอหนึ่งของอุบลราชธานี ในยุคที่ ‘ถนอม กิตติขจร’ และ ‘ประภาส จารุเสถียร’ ยังกุมอำนาจอยู่ เขาอยู่ที่พนานานถึง 9 ปีเศษ กระทั่งปี 2519 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่น้องชายเสียชีวิต แม่จึงขอให้เขาย้ายกลับมาอยู่ใกล้บ้านที่เขื่องใน

ที่เขื่องใน ชุมพลรับราชการตำรวจยาวนานถึง 23 ปี ก่อนจะย้ายไปประจำที่ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ทำงานด้านสืบสวนในช่วงแรก แต่ด้วยความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา ที่พยายามจะให้เขาออกจากราชการ จึงถูกย้ายมาทำงานธุรการแทน 

ชุมพลเล่าถึงช่วงเวลานั้นด้วยน้ำเสียงภูมิใจปนขบขันว่า เขาไม่เคยกลัวผู้บังคับบัญชาคนไหน แม้จะถูกกลั่นแกล้งก็ตาม เพราะยึดมั่นในหลักที่ว่าตัวเองไม่เคยทุจริต 

“ถ้าเราสะอาดจริง เราก็ภูมิใจในตัวเราเอง” ชุมพลบอก

ก่อนเกษียณอายุราชการ เขาย้ายไปประจำที่สถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่งในอำเภอศรีเมืองใหม่ และเกษียณอายุราชการในปี 2552 ด้วยยศร้อยตำรวจตรี ซึ่งเป็นยศที่เพิ่งได้รับมาเพียง 6 เดือนก่อนวันเกษียณเท่านั้น

.

ชุมพร

ต่างจากพี่ชายที่ยอมรับว่าตัวเอง หัวแข็ง และไม่กลัวใคร ชุมพรถูกจดจำในฐานะคนที่สุขุมและรอบคอบกว่ามาก เป็นลูกที่พ่อแม่รักและไว้ใจ ไม่เคยสร้างความขัดแย้งกับใครในครอบครัวหรือในหมู่บ้าน 

การศึกษาของชุมพรเริ่มต้นที่โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาศิลป์ (ปัจจุบันคือโรงเรียนเขื่องในพิทยาคม) ซึ่งเปิดสอนขึ้นทีหลังในยุคที่ชุมพลเองยังต้องไปเรียนและอาศัยเป็นเด็กวัด ชุมพรจึงโชคดีกว่าตรงที่มีโรงเรียนใกล้บ้านให้ขี่จักรยานไปเรียนได้ทุกวัน 

หลังจบชั้นมัธยมต้น เขาเรียนต่อระดับ ปวช. ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อระดับ ปวส. สาขาไฟฟ้า ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา หรือที่เรียกกันว่า “เทคนิคโคราช” โดยใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี 

ระหว่างเรียนที่โคราช ชุมพรไปพักอาศัยอยู่กับญาติฝ่ายแม่คนหนึ่งซึ่งรับราชการทหารอยู่ในค่ายทหารที่นครราชสีมา นี่เองคือจุดที่ชุมพรได้พบและสนิทสนมกับวิชัย เพื่อนร่วมสถาบัน ที่จะมากลายเป็นชื่อเคียงคู่กันไปในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทั้งสองเรียนจบมาด้วยกัน ไปทำงานในสายไฟฟ้าเหมือนกัน และจะจบชีวิตลงพร้อมกันในอีกไม่กี่ปีถัดมา

.

.

หลังเรียนจบ ชุมพรไปทำงานที่จังหวัดราชบุรีเป็นที่แรก ที่นั่นเขามีเรื่องขัดแย้งกับหัวหน้างานที่พยายามยักยอกเงินคงเหลือจากโครงการ แต่ชุมพรไม่ยอมเข้าร่วมด้วย พี่ชายเล่าถึงเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าน้องชายเป็นคน ‘ตงฉิน’ ไม่ยอมทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นเขาจึงย้ายไปทำงานที่การไฟฟ้า จังหวัดนครปฐม สถานที่ที่เขาจะเภทภัยในเวลาต่อมา 

ในช่วงเวลานั้น ชุมพรมีแฟนสาวคนหนึ่งอยู่ที่บ้านแคน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร มีอาชีพขายไก่ปิ้ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังอยู่ในขั้นดูใจกัน ยังไม่ทันได้หมั้นหมายอย่างเป็นทางการ ชุมพลเคยตามน้องชายไปเยี่ยมแฟนสาวคนนี้ด้วยกันครั้งหนึ่ง และยังจำภาพเรียบง่ายของชีวิตหนุ่มสาวชนบทที่ติดตาเขามาตลอด 50 ปี หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งสองครอบครัวขาดการติดต่อกันไปโดยสิ้นเชิง

การมาเยี่ยมครั้งสุดท้ายของชุมพรเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2519 ใกล้กับวันเกิดของตัวเอง เขาแวะไปหาพี่ชายซึ่งกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเช่นกันที่อำเภอเขื่องใน  ในวันนั้นเขาได้อุ้มหลานชายคนโตของชุมพลซึ่งเกิดเมื่อปี 2517 ซึ่งยังพูดไม่เป็นสักคำ นั่นเป็นภาพความทรงจำสุดท้ายก่อนที่อีกเพียงสองสามเดือนถัดมา สองพี่น้องจะไม่มีโอกาสพบกันอีกเลย 

ด้านความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง ชุมพรชื่นชอบการอ่านหนังสือแนวก้าวหน้า โดยเฉพาะงานเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ และเช เกวารา พี่ชายมองว่าน้องชาย “เอียงซ้ายอยู่แล้ว” และรู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าความสนใจเช่นนี้จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมถึงชีวิต 

“เราไม่ได้มองลึกว่ามันจะไปฆ่าอะไรหรอกนะ” เขาย้อนความคิดในตอนนั้น 

ยิ่งกับสิ่งที่ชุมพรใฝ่ฝันก็เป็นเพียงสิ่งสามัญที่คนหนุ่มสาวในวันเวลานั้นอยากจะยึดถือนั่นคือ ‘ความเสมอภาค ความเท่าเทียม’ โดยเฉพาะคนที่เกิดมาจากความยากจนอย่างพวกเขา ก่อนจะเกิดเหตุรุนแรงที่เปลี่ยนวิถีชีวิตไปตลอดกาล

.

วันที่ 24 กันยายน 2519: ข่าวร้ายที่มาพร้อมเสียงวิทยุ และเงาของ 6 ตุลา

ชุมพลเล่าผ่านมุมมองส่วนตัวว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาลเผด็จการ บรรยากาศความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รัฐมองว่าผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อความมั่นคง 

ในทัศนะของชุมพล การที่ชุมพรและวิชัยถูกสังหารในวันที่ 24 กันยายน 2519 นั้น เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่จะตามมา เขาเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งสองมีความเชื่อมโยงกัน โดยมองว่าการตายของช่างไฟฟ้าสองคนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนที่นำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมา แม้จะเป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวที่ไม่มีข้อพิสูจน์อย่างเป็นทางการก็ตาม

ในเช้าวันที่ข่าวร้ายมาถึง ชุมพลจำได้ว่า เพิ่งกลับจากไปเก็บเบ็ดตกปลาริมแม่น้ำ พอดีกับที่รายการข่าวเช้าทางวิทยุกำลังออกอากาศ เสียงของผู้ประกาศข่าวชื่อ ‘ปรีชา ทรัพย์โสภา’ ดังขึ้น พร้อมกับที่เขาก้าวเข้าบ้าน ได้ยินรายงานว่า นายชุมพร ทุมไมย ชาวบ้านผักแว่น อำเภอเขื่องใน ถูกแขวนคอเสียชีวิตพร้อมกับ วิชัย เกศศรีพงษ์ศา ที่จังหวัดนครปฐม 

.

.

“โอ้ย พี่น้องกันเนาะ ก็เสียใจสิ” เขาย้อนความรู้สึกในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ พลางบอกว่าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นคนสองคนนี้ที่ถูกเลือกให้จบชีวิตลงด้วยวิธีการโหดร้ายเช่นนี้

ชุมพลเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถไฟเพียงลำพัง โดยใช้บัตรสวัสดิการของตำรวจแลกส่วนลดค่าโดยสารครึ่งราคา ส่วนพ่อแม่เดินทางไปด้วยวิธีอื่นและไปพบกันที่กรุงเทพฯ เมื่อไปถึงห้องนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เขาได้เห็นสภาพศพของน้องชายที่บวมพองไปแล้ว มีบันทึกทางการแพทย์ระบุว่ากระดูกคอหัก 

หลังจากนั้น ชุมพลตระเวนซื้อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่มีการรายงานข่าวนี้เก็บสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, สยามรัฐ หรือแม้แต่ดาวสยาม เขาให้เหตุผลง่าย ๆ ว่าอยากรู้ทุกรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องชายของตัวเอง

ในความทรงจำของชุมพลยังมีเรื่องราวเล็ก ๆ ที่แทบไม่เคยปรากฏในสื่อใดมาก่อน เรื่องแรกและอาจเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดคือมีจดหมายจากตำรวจนิรนามคนหนึ่ง ซึ่งส่งมาจากสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม เขียนเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์การเสียชีวิตไว้อย่างละเอียด ดูเหมือนจะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ด้วยความเข้าใจผิดที่คิดว่าจดหมายฉบับนั้นอาจเป็นการข่มขู่จะเอาชีวิตคนในครอบครัวเพิ่มเติม ในช่วงเวลาที่ทุกคนยังจมอยู่กับความเศร้าโศก จดหมายฉบับนั้นก็สูญหายไปในที่สุด 

“เสียดายอยู่ เสียดายมาก ๆ” ชุมพลพูดซ้ำหลายครั้งเมื่อเล่าถึงเรื่องนี้ หลักฐานสำคัญที่อาจไขความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ได้ก็มลายหายไปตามกาลเวลา 

อีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนำร่างน้องชายไปประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัดหัวลำโพง ชุมพลตัดสินใจแอบเก็บกระดูกบางส่วนของชุมพรมาไว้ที่บ้านของตัวเองที่อำเภอเขื่องใน โดยไม่บอกให้ใครในครอบครัวรู้ เขานำไปวางไว้บนหิ้งพระอย่างเงียบ ๆ 

คืนหนึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ประมาณหนึ่งทุ่ม สุนัขที่บ้านทั้งหกเจ็ดตัวพร้อมใจกันเห่าหอนขึ้นมาอย่างรุนแรงผิดปกติ ลูกชายคนโตของชุมพลซึ่งยังพูดไม่เป็นในตอนนั้น ถูกอุ้มออกมาดูความชุลมุน และแสดงอาการเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่ผู้ใหญ่รอบตัวไม่เห็น ชุมพลตีความเหตุการณ์นี้ว่าอาจเป็นวิญญาณของน้องชายที่แวะเวียนมาเยี่ยม เป็นเรื่องราวที่เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังอย่างเป็นทางการมาก่อน

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ชุมพลยึดมั่นในความเชื่อว่าตำรวจเป็นผู้ลงมือสังหารน้องชายของเขาจริง โดยมีคำสั่งมาจากผู้มีอำนาจในขณะนั้น เขาเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน มีการทำความสะอาดหลักฐานอย่างเป็นระบบหลังก่อเหตุ แม้จะไม่มีหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้ในทางกฎหมาย แต่นี่คือความเชื่อที่เขายึดถือมาตลอดครึ่งศตวรรษ 

“บาปกรรมกินมัน คนถ้าหากฆ่าคนนี่มันมีกรรมทุกคนนั่นแหละ… ผมเห็นทุกคนต้องมีกรรมทุกคนนะถ้าฆ่าคน มันบาปนะ” ชุมพลบอก

เขายังเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม โดยเล่าว่าคนหลายคนที่เขาเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองในยุคนั้น ต่อมาต้องเผชิญกับโชคชะตาที่ไม่ดีหรือความตายที่ผิดปกติในกาลต่อมา เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่สะท้อนวิธีที่คนธรรมดาคนหนึ่งพยายามทำความเข้าใจกับความอยุติธรรมที่ไม่ได้รับผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติ 

.

50 ปีแห่งความเงียบงัน: สิ่งที่รอคอยมาชั่วอายุคน

หลังการเสียชีวิตของชุมพร มีคนในพื้นที่พูดกันว่าคนที่ตายเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ แต่ชุมพลไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนกับคำพูดเหล่านี้มากนัก แม้ยากจะทำใจยอมรับ แต่ท้ายที่สุดเขาทำได้เพียงมองว่า มันเป็นเรื่องวันเวลาของยุคสมัยที่ความคิดต่างจากรัฐกลายเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต 

ครอบครัวของเขาเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ อีกเลยหลังจากวันนั้น แต่การทำใจกับความสูญเสียไม่ได้จบลงง่าย ๆ  เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเคยฝากความหวังไว้กับน้องชายคนนี้มาโดยตลอด เชื่อว่าสักวันหนึ่งชุมพรจะเติบโตไปเป็นเสาหลักและที่พึ่งพาของครอบครัว 

“นี่น้องเราทั้งคนเนาะ มันก็มีคนเดียวที่พอจะพึ่งพาอาศัยข้างหน้าใช่ไหมล่ะ” เขาย้อนกล่าวรำลึกถึงน้องชาย

ทุกปีในช่วงเดือนเมษายน ตรงกับเทศกาลสงกรานต์ ครอบครัวจะประกอบพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับชุมพร ตามธรรมเนียมสรงกระดูกให้แก่ผู้ล่วงลับซึ่งเป็นประเพณีของคนอีสาน 

.

.

เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ชุมพลเคยเดินทางกลับไปเยี่ยมสถานที่เกิดเหตุที่จังหวัดนครปฐมอีกครั้ง ก่อนที่ประตูเหล็กสีแดงอันเป็นสถานที่เกิดเหตุจะถูกรื้อถอนย้ายไปเก็บรักษาไว้ในที่แห่งใหม่ ส่วนหนังสือพิมพ์เก่าจำนวนมากที่เขาอุตส่าห์เก็บสะสมไว้ตลอดหลายสิบปี วันนี้แทบไม่หลงเหลือร่องรอยอีกแล้ว สิ่งที่พอจะหลงเหลืออยู่คือสำเนาดิจิทัลที่เคยมีคนขอนำไปสแกนเก็บรักษาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสูญสลายไปตามกาลเวลา

ในโอกาสครบรอบ 49 ปี ของเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ชุมพลได้กล่าวประโยคหนึ่งที่ตราตรึงใจผู้ฟังทุกคนในงานรำลึกถึงน้องชาย ‘รอวันนี้มานาน’ และเมื่อถูกถามให้ขยายความว่าคำว่า ‘นาน’ ของเขาหมายถึงระยะเวลาเท่าใดกันแน่ เขาตอบอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเลว่า “มันนานตั้งชั่วอายุคนนะ ตั้งห้าสิบหกสิบปี ชั่วอายุคนหนึ่ง ไม่ผิดเพี้ยนเลย” 

สิ่งที่พี่ชายวัย 78 ปี คนนี้ รอคอยมาตลอดหลายสิบปีไม่ใช่คำขอโทษจากผู้ใด ไม่ใช่การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษซึ่งเขาเองก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้อีกแล้วในวันนี้ หากคือโอกาสเล็ก ๆ ที่จะได้พูดถึงน้องชายของตัวเองให้ใครสักคนได้รับฟังอย่างเต็มปาก หลังจากที่ต้องเก็บงำเรื่องราวทั้งหมดนี้ไว้เพียงลำพังภายในใจมาหลายทศวรรษ

เมื่อถามว่าอยากให้สังคมไทยจดจำชุมพรและวิชัยในฐานะอะไรในโอกาสครบรอบ 50 ปีในวันนี้ ชุมพลตอบว่า “อยากให้คนจดจำว่าเขาเป็นผู้ที่ห่วงใย เป็นผู้เป็นห่วง เป็นผู้คิดถึงความเป็นอยู่ของคนอื่น” และย้ำว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่สังคมไทยควรได้รับรู้จากเรื่องราวนี้ คือความเข้าใจในความเหลื่อมล้ำที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างของสังคมและการบริหารบ้านเมือง ไม่ต่างจากในยุคที่ชุมพรยังมีชีวิตอยู่ 

วันนี้ในวัยชรา แม้จะเดินไม่สะดวกเหมือนก่อน เนื่องจากการสูญเสียขาข้างหนึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตำรวจเมื่อปี 2530 แต่ชุมพลยังคงขับรถได้ด้วยตัวเอง ยังจำได้ทุกรายละเอียดของคืนที่ฝูงหมาเห่าพร้อมกันทั้งหกเจ็ดตัว ยังจำได้แม่นยำว่าน้องชายเกิดวันที่ 24 กรกฎาคม และเสียชีวิตในวันที่ 24 กันยายน ตัวเลขวันที่เดียวกันซึ่งห่างกันเพียงสองเดือนเศษ ราวกับตัวเลขนั้นจงใจย้ำเตือนบางสิ่งบางอย่างที่คนเป็นพี่ไม่มีวันลืมเลือนไปได้ 

.

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เครือข่ายจัดงานรำลึกได้จัดงานทำบุญ “2 วีรชน 50 ปี 6 ตุลาฯ” คือ ชุมพร ทุมไมย และ  วิชัย เกษศรีพงษา โดยเดินทางไปจัดกิจกรรมที่บ้านผักแว่น อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี และ บ้านเมืองแทก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ บ้านเกิดของทั้งคู่ ในระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 นี้

และในโอกาสครบรอบนี้ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ยังรณรงค์ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ชวนประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เกิดการแก้ไขอัตราโทษในข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทหลายมาตราในกฎหมายอาญา ซึ่งยังดำรงอยู่เป็นปัญหาสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน

.

X