วันที่ 18 พ.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายในโอกาสครบรอบเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ จนถึงการสังหารคนเสื้อแดงในการชุมนุมที่ราชประสงค์ ที่ครบรอบ 16 ปี เพื่อกล่าวถึงความสำคัญของการรำลึกเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในอดีต การหันไปมองประวัติศาสตร์และการถอดบทเรียนจากมัน
เก็ทเห็นว่า ผลลัพธ์ของการต่อสู้อาจไม่ได้อยู่ที่ห้วงขณะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่อยู่ที่ขบวนการรักษาหลักการให้สาธารณชนได้เห็นโครงสร้างอันไม่ยุติธรรมของแต่ละสังคมต่อไปได้อย่างไร
———————————–
.
The Greater Good
วันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันรำลึกเหตุการณ์กวางจูที่เกาหลีใต้ เหตุการณ์นี้ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523 ชาวเมืองกวางจูได้ลุกขึ้นต่อสู้กับเผด็จการทหารที่นำโดย “ชุน ดู วาน” การลุกฮือต่อสู้ในครั้งนั้น แม้จะมีผู้ล้มตายและบาดเจ็บไปจนถึงมีผู้สูญหายจำนวนมาก แต่ชาวเกาหลีใต้ก็ได้นำเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นบทเรียนในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย
คนทั่วไปรู้จักเหตุการณ์ครั้งนั้นในนาม “May18th” หรือ “Gwangju Uprising” ในทุก ๆ ปีเมื่อถึงวันที่ 18 พฤษภาคม ประชาชนชาวเกาหลีใต้จะหลั่งไหลไปรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้นที่ไป เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไปรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
ตัดกลับมาบ้านเรา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถูกสร้างขึ้นเล็ก ๆ ตรงมุมแยกคอกวัว อนุสรณ์สถานรำลึกพฤกษา 35 ถูกสร้างไว้หลัง สน.ชนะสงคราม ก่อนที่ผมจะเข้ามาในคุก มีการกั้นรั้วในฝั่งฟุตบาท หากจะเข้าไปรำลึกเหตุการณ์ที่อนุสรณ์สถาน ก็ต้องผ่านด้านหน้า สน.ชนะสงคราม ไม่รู้ว่าผ่านมาหลายปีแล้ว รั้วกั้นฝั่งฟุตบาทถูกเอาออกไปหรือยัง
ส่วนการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น แม้จะมีการสังหารหมู่ที่แยกราชประสงค์ยาวไปจนถึงหน้าวัดปทุมวนาราม ซึ่งขณะนี้พิสูจน์ทราบได้แล้วว่า ผู้ปฏิบัติการคือทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับไม่มีอนุสรณ์สถานหรือหมุดหมายไว้ใช้รำลึกคนเสื้อแดง ทั้งที่คนเหล่านั้นคือสามัญชนคนธรรมดาที่ออกไปเรียกร้องประชาธิปไตย แม้วันนี้ ผมจะไม่ได้ไปงานรำลึกคนเสื้อแดง แต่ผมก็พอคาดเดาได้ว่าผู้คนที่มารำลึกเหตุการณ์นี้ ถ้าไม่ยืนบนฟุตบาทก็ต้องลงมามายืนบนท้องถนน พื้นที่ประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีเท่านี้
บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า เหตุการณ์มันผ่านมาตั้ง 16 ปีแล้ว จะเอาอะไรอีก คนตายก็ตายไปแล้ว ปรองดองกันดีกว่า สำหรับคนที่ยังฝังใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวรวมถึงผมด้วย ก็มักจะสวนกลับยังทันควันว่า คนสั่งฆ่ายังลอยนวล สรุปแล้วอะไรคือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าระหว่างการฝังกลบความทรงจำ หรือการหันหน้าเข้าหามันเพื่อถอดบทเรียน
สำหรับแนวคิดเรื่องการขอโทษในพื้นที่สาธารณะ ผมขอนำแนวคิดของ ไมเคิล แซนเดล (Michael J. Sandel) นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน มานำเสนอ เขากล่าวว่า การขอโทษในพื้นที่สาธารณะ หรือคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นมีผู้เสียหายจริง ญาติและครอบครัวของผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบก็มีอยู่จริง ๆ การกล่าวคำขอโทษจะช่วยปิดปากแผลให้กับผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหาย สร้างมาตรฐานสังคมสาธารณะว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ควรทำและสิ่งใดคือสิ่งที่ไม่ควรทำ
แนวคิดของ ไมเคิล แซนเดล คงทำให้เห็นบ้างว่าคำขอโทษนั้นสำคัญอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่า ถึงวันนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลขณะนั้น จะกล้ามาขอโทษผู้เสียหายแล้วหรือยัง
ความรับผิดชอบต่อคนเสื้อแดงนั้นไม่ได้ตกอยู่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เพราะในห้วงขณะนั้นมีการปะทะกันทางอุดมการณ์อย่างหนัก ดังที่เราเคยเห็นข่าวข้อขัดแย้งแดง-เหลือง เราได้เห็นภาพหลายอย่างชัดขึ้น หลังวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่มีการทำ Big Cleaning Day การทำกิจกรรมหลังสังหารหมู่ในครั้งนั้นไม่ได้ก่อการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนด้วย
คนที่เข้าร่วมทำกิจกรรม Big Cleaning Day เค้าจะรู้สึกอย่างไร ผมนึกไม่ออกเพราะเค้าไม่ได้ไปเก็บขยะหลังการชุมนุมเท่านั้น แต่เขาเข้าเช็ดคราบเลือดของคนเสื้อแดง เก็บกระสุน คนที่ร่วมในครั้งนี้ก็คือประชาชนด้วย
ในการถกเถียงเรื่องความยุติธรรมมันไม่มีตรงกลางหรอก คิดตามก็ได้ว่าระหว่างความยุติธรรมและความอยุติธรรมคืออะไร ตรงกลางระหว่างความถูกต้องคืออะไร สำหรับผม ผมก็พูดตรง ๆ ว่าผมไม่ได้อยู่ตรงกลาง สถาบันที่ผมเคารพคือสถาบันประชาชน หลักการที่ผมศรัทธาคือหลักการประชาธิปไตย หากประชาชนปกครองกันเองได้ เราก็จะมีเสรีภาพในการพูดคุยกัน มีการถ่วงดุลอำนาจ มีการตรวจสอบกระบวนการทำงานของรัฐอย่างเป็นกลาง พัฒนาการของสังคมย่อมเกิดขึ้นได้บนหลักการประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง
ทีนี้ผมก็ต้องถามผู้คนที่มีอุดมการณ์ตรงผมว่า ผู้คนที่ชูสถาบันของอภิสิทธิ์ชนและหวังอำนาจคุ้มครองจากระบอบอุปถัมภ์ สถาบันของคุณได้ให้คุณค่าอะไรกับสังคม แล้วคุณมีความชอบธรรมอะไรในการยกสถาบันของคุณเทิดไว้ในหัว แล้วเข้าปราบปรามคนที่เห็นต่างจากคุณ
เมื่อกล่าวยืดยาวมาถึงจุดนี้ ผู้อ่านก็คงได้เห็นเค้าร่างว่าอะไรคือ “The Greater Good” ของสังคม ในสังคมประชาธิปไตยคนเห็นต่างควรถูกปราบปรามอย่างนั้นหรือ และการกดขี่ข่มเหงคนเห็นต่างนั้น ก็มีถึงขั้นฆ่ากันกลางถนน หากจะฝังกลบความทรงจำเพียงให้หลงลืมและพร่ำพูดว่าปรองดองกัน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะผู้เสียหายนั้นมีอยู่จริง ครอบครัวของพวกเขาก็มีอยู่จริง การหันไปมองประวัติศาสตร์และร่วมกันถอดบทเรียน น่าจะเป็นทางที่ดีกว่าเพราะเราจะได้ตั้งคำถามว่าคุณค่าของความเป็นคนคืออะไร กระบวนการประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็คงรู้แล้ว “The Greater Good” คืออะไร
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงไม่ใช่เรื่องง่าย คงมีคนตั้งคำถามอย่างท้าทายว่าไม้ซีกจะงัดไม้ซุงได้อย่างไร สามัญชนจะสู้อภิสิทธิ์ชนได้อย่างไร แต่ผมว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่ห้วงขณะนั้นเท่านั้น แต่อยู่ที่ขบวนการรักษาหลักการให้สาธารณชนได้เห็นโครงสร้างของสังคมว่าอภิสิทธิ์ชนนั้นกดขี่คนธรรมดาอย่างไร
ก็คงไม่ต่างจากกวางจู คนเสื้อแดงยังคงสร้างบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
| เก็ท โสภณ ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 8 เดือนเศษ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
