23 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงสมุทรปราการนัดฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีของ “แฟรงค์” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 29 ปี ที่ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากกรณีที่อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม
เนื่องจากในคดีนี้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยในวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ศาลแขวงสมุทรปราการจึงเลื่อนไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 ก.ค. 2569 และเลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 ก.ย. 2569
.
ชั้นสืบพยาน เนติวิทย์ยืนยันเจตจำนงไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารเนื่องจากขัดต่อมโนธรรมสำนึก ยินยอมที่จะต้องโทษจำคุกเสียดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหาร
เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 เนติวิทย์ได้เดินทางไปสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และการไม่เข้าร่วมการเกณฑ์ทหารของเขานั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ เพื่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่ดีขึ้น และเพื่อให้กองทัพที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
ต่อมา นายอำเภอเมืองสมุทรปราการมอบหมายให้ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีอำเภอเมืองสมุทรปราการ มาแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี และเนติวิทย์ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ.บางปู เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567 ก่อนคดีจะถูกส่งฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2568
คดีมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 2 นัด ระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 จนเสร็จสิ้น เนติวิทย์เบิกความแสดงถึงเจตจำนงของตนเองที่ไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารที่มีมากว่า 11 ปี เนื่องจากขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตน (Conscientious Objection) ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ภายใต้ความเชื่อเรื่องของการไม่คร่าชีวิตและเบียดเบียนผู้ใด การเข้ารับราชการทหาร แม้เพียงทำการจับอาวุธยังไม่คร่าชีวิตผู้ใด ก็ถือว่าขัดกับความเชื่อของจำเลยอย่างรุนแรงและเป็นหลักการที่ไม่อาจประนีประนอมได้และระบุว่าตนเองยินยอมที่จะต้องโทษจำคุกเสียดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหาร
หลังสืบพยานนัดสุดท้าย เนติวิทย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการ ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และ มาตรา 45 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และศาลได้ส่งคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลแขวงสมุทรปราการได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้มาสองครั้ง ในวันที่ 3 พ.ย. 2568 และ 19 ม.ค. 2569 เนื่องจากยังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในนัดคดีวันนี้ (23 มี.ค. 2569) ศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ศาลแขวงสมุทรปราการจึงให้ยกเลิกนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ค. 2569 พร้อมทั้งกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 ก.ค. 2569 และเลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 ก.ย. 2569
.
15 องค์กรภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐรับรองสิทธิในการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เปิดประตูสู่ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร
ในวันเดียวกัน (23 มี.ค. 2569) เพจเฟซบุ๊ก “เครือข่ายสมัครใจไม่บังคับเกณฑ์ – Right to Refuse Network” ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเครือข่ายเยาวชนนิสิตนักศึกษา องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายแรงงาน รวม 15 องค์กร สนับสนุนรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เปิดประตูสู่ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร
เนื้อหาของแถลงการณ์มุ่งเน้นถึงความสำคัญของการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม (Conscientious Objection) โดยระบุถึงข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา และมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม กติกาข้อดังกล่าวกล่าวถึงสิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้ย่อมรวมถึงเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนา หรือมีความเชื่อตามคตินิยมของตน และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา
ในแถลงการณ์ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยยังคงใช้ระบบบังคับเกณฑ์ทหาร ซึ่งอาจทำให้เยาวชนหรือบุคคลที่มีความเชื่อ มโนธรรมขัดกับการเข้ารับราชการทหาร และเลือกไม่เข้ารับการคัดเลือก อาจต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญา ซึ่งสาเหตุหลักมาจากตัวบทกฎหมายที่ไม่มีพื้นที่สำหรับบุคคลที่มีความเชื่อดังกล่าวในการปฏิเสธไม่เข้ารับการตรวจคัดเลือก
แถลงการณ์ฉบับนี้ ยังแสดงความกังวลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีของเนติวิทย์ ซึ่งเป็นผู้แสดงตนปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ทำให้ถูกรัฐฟ้องร้องคดีและมีการต่อสู้ทางกฎหมายเรื่อยมา ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวนอกจากจะส่งผลในคดีของเนติวิทย์แล้ว ยังกระทบต่อสิทธิของเยาวชนในอนาคตที่กำลังจะถึงวัยเกณฑ์ทหาร และต้องการใช้สิทธิปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมาย
แถลงการณ์ระบุข้อเรียกร้องและความคิดเห็น 2 ประการ ดังนี้
1. เรียกร้องต่อรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ให้แสดงจุดยืนต่อศาลรัฐธรรมนูญในทางที่สนับสนุนการรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม พร้อมทั้งผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และปรับระบบไปสู่ “ระบบสมัครใจ” รวมถึงจัดให้มีช่องทางรองรับผู้ที่ไม่ต้องการเกณฑ์ทหารโดยไม่ต้องถูกลงโทษทางอาญา
2. เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้รับรองว่าสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับเสรีภาพทางความคิด ความเชื่อ และศาสนา ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (ICCPR) และควรได้รับการคุ้มครองในประเทศไทย
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงชื่อเพื่อสนับสนุนให้ ‘รัฐต้องรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม’ ผ่านเว็บไซต์ change.org ส่งเสียงไปยังศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลไทย ให้รับรองสิทธิในการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางทหารในกรณีที่ขัดกับจิตสำนึกและความเชื่อของตน และจัดตั้งระบบรองรับหรือเพิ่มช่องทางในกระบวนการตรวจเลือก เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับผู้ที่ประสงค์เลือกใช้สิทธิ์นี้
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ย้อนดูเส้นทาง 11 ปี การปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมของ “เนติวิทย์”
“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน
.
