“ฟ้า” ยังอดอาหารเข้าสู่อาทิตย์ที่สอง หน้ามืดบ่อยขึ้น กังวลเรื่องอาการป่วยของพ่อ

วันที่ 16 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1  มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา โดยฟ้าได้เริ่มอดอาหาร เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด ตั้งแต่เย็นวันที่ 9 มี.ค. 2569 ซึ่งเริ่มถูกคุมขังในเรือนจำ จนถึงวันนี้เข้าสู่วันที่ 8 แล้ว

การเยี่ยมฟ้าในช่วงเช้าวันนี้ ใช้เวลารอไม่นานนัก ประมาณ 30 นาที ฟ้าเดินออกมา โดยผมของเขาถูกตัดเป็นรองทรงสูงสั้นเรียบร้อยแล้ว ดูแปลกตาไปมาก ฟ้าอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีดำ ท่าทางยังดูสดใส แต่สีหน้าดูโรยแรง  ฟ้ายิ้มให้แล้วนั่งลง ก่อนจะกล่าวทักทายทนายความก่อนว่าเป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่าส่วนตัวเองก็ยังสบายดีตามอัตภาพ

ฟ้ายังคงอดอาหาร โดยกินน้ำเปล่าตลอด รวมทั้งจิบน้ำเกลือแร่และน้ำผลไม้ร่วมด้วย เขาบอกว่าช่วงสุดสัปดาห์ มีอาการหน้ามืด วูบ ๆ บ่อยครั้งขึ้น จะมาชัด ๆ สองช่วง คือช่วงเช้าและเย็น ๆ รวมทั้งมีอาการหูอื้อถี่ขึ้น และมีอาการปวดท้องบ้างแล้ว แต่ยังทนไหวอยู่ โดยไม่มีการอาเจียนหรือไมเกรน แต่ดูเหมือนจะเริ่มมีอาการจากโรคเกาต์

ฟ้าอยากทราบข่าวสารทางการเมืองภายนอก ซึ่งสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีการเปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้ง รวมทั้งมีการเลือกประธานและรองประธานสภา แต่ยังต้องติดตามการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยฟ้าสนใจว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมต่อไป

ฟ้าเล่าว่าในส่วนเรื่องข่าวสารทั่วไป เช่น สถานการณ์สงครามที่อิหร่าน หรือข้อกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงาน เขาได้ยินข่าวจากในเรือนจำอยู่บ้างแล้ว

ฟ้าบอกว่าเขาอยากสื่อสารถึงเรื่อง “ความรัก” โดยได้เขียนบทกลอน มีเนื้อหาว่า

“ในคราชีพ อนธการ ปราศสิ้นแสง

ร่วงโรยแรง อ่อนโรยริน ไร้จุดหมาย

รักเธอนี้ เช่นสุรีย์ แสงกำจาย

มอดมลาย ความมืดมิด ในชีวัน”

เขาบรรยายเนื้อหาว่า ชีวิตในเรือนจำก็ไม่ต่างจากการอยู่ในถ้ำ ทุกอย่างดูมืดมน ผู้คนดูเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ ความสิ้นหวัง แม้จะมีเสียงหัวเราะขำขันกันบางครั้งคราว แต่ก็เหมือนกับเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ในใจที่ยากจะถอนออกไปได้ ผู้ต้องขังในเรือนจำไม่ว่าเขาหรือเธอจะเดินเข้ามาด้วยความผิดใด ๆ นั้น พวกเขาก็ล้วนเจ็บปวดด้วยกันทั้งสิ้น

ฟ้าอยู่ในเรือนจำครั้งนี้ครบ 1 สัปดาห์แล้ว ภายในหัวมีความคิดหลากหลายเฉกเช่นสายน้ำ มันหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทุกอย่างล้วนเจ็บปวด ทุก ๆ ค่ำคืน บางทีก็น้ำตาไหลจนผล็อยหลับไป 

การอยู่ในนี้ ทำให้รู้ว่าการได้พบเจอผู้คนภายนอก ทราบข่าวสารจากภายนอกในแต่ละวัน เป็นเรื่องน่าปีติยินดี เหมือนเป็นเวลาที่มีแสงส่องลงมา การได้รับรู้เรื่องราวภายนอก แม้จะน้อยนิดก็ถือเป็นแสงแห่งวัน

“ความรักคือแสงอย่างแท้จริงที่ส่องมาให้ฟ้าได้รับอาบอบอุ่นหัวใจ ไม่ว่าจะคนรอบข้าง พ่อแม่ แฟน คนสนิทผู้ที่รู้จักกันหรือผู้ที่ไม่รู้จักเลย แค่รู้จักฟ้าผ่านข่าวต่าง ๆ ฟ้าขอขอบพระคุณยิ่ง พวกท่านทั้งหลายได้ส่องแสงแห่งความรักและความอบอุ่นมาสู่ตัวฟ้าแล้ว การได้รับทราบผ่านทนายนั้น เป็นเรื่องที่ปีติอย่างยิ่งและเป็นความหวังว่าในวันถัด ๆ ไป ฟ้าจะมีแสงแห่งความหวัง คือความรัก ความอบอุ่น ส่งมาถึงตัวฟ้าในดินแดนที่มืดมนเช่นนี้อีก

“หากจะขออะไรได้ ขอให้ทุก ๆ ท่าน ส่งความรักให้ตัวเอง และส่งต่อให้กันและกันในสังคม หากเป็นไปได้ อยากให้ส่งต่อความรักกำลังใจและความเมตตานี้ ที่ส่งต่อมาถึงตัวฟ้า พาแสงไปตกกระทบถึงครอบครัวฟ้า และคุณพ่อที่มีอาการป่วยหนักอย่างยิ่ง หวังว่าแสงจากทุก ๆ ท่าน จะเป็นพลังที่ดีส่งต่อให้คุณพ่อของฟ้ามีอาการดีทั้งทางกายและทางจิตที่ดีขึ้น เพียงเท่านี้พลังของทุกท่านก็ทรงอำนาจมากกว่าดวงสุรีย์ที่ฉาบรอบเขาพระสุเมรุแล้ว” ฟ้าบรรยาย

ฟ้าอัปเดตอาการของพ่อของเขาซึ่งเขาทราบมาจากครอบครัวที่มาเยี่ยมว่า ตอนนี้ อาการของป๊ายังคงน่าเป็นห่วงมาก อยู่ในห้อง ICU อยู่ในภาวะสมองเสื่อม และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ม๊าต้องคอยดูแลตลอดเวลา ฟ้าเป็นห่วงทั้งสองคนมาก เพราะทุกอย่างที่มันหนักหน่วงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เขาอาจจะไม่ได้ออกไปหากป๊าเป็นอะไรไป ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ทุกคนส่งต่อความหวัง-ความห่วงใยให้ครอบครัวของเขาด้วย 

.

อ่านเรื่องราวของพรหมศร

ภาระ หน้าที่ และความหวังของ “ฟ้า” พรหมศร จำเลยคดีมาตรา 112 ในวันที่เสี่ยงเดินกลับเข้าเรือนจำ

“สู้ให้เห็นว่าเปลวเทียนนี้มีแรง”: บทกวีจาก “ฟ้า” กับความหมายของการอดอาหารและนิรโทษกรรม

.

X