วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ สภ.เมืองชลบุรี ประชาชน 3 คน ได้แก่ มนัสนันท์ กรเกษม, กนกวรรณ สร้อยสน, เบญจพร สุขสว่าง ผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 ของจังหวัดชลบุรี และต่อมามีรายงานข่าวว่าได้ถูก ผอ.การเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี เข้าแจ้งความดำเนินคดี ได้ร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยหากมีการดำเนินคดีก็พร้อมต่อสู้ และยืนยันการติดตามผลการนับคะแนนเลือกตั้งเป็นไปโดยสงบเรียบร้อย เป็นการใช้เสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญและทำหน้าที่ของพลเมืองในการพิทักษ์ประชาธิปไตย พร้อมยังแจ้งความกลับต่อผู้กล่าวหา
นอกจากนั้น ยังมีประชาชนอีก 1 ราย ได้แก่ เจษฎา (สงวนนามสกุล) ซึ่งมีการเผยแพร่ข่าวในสื่อออนไลน์เช่นกัน ว่าได้ถูกบุคคลไม่ระบุชื่อ ไปแจ้งความกล่าวหาจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือพร้อมกันด้วย
.
ปรากฏการณ์ #นับใหม่ ที่ชลบุรีเขต 1 ก่อนถูก กกต. แจ้งความ
สำหรับปรากฏการณ์การรวมตัวของประชาชน ที่เดินทางไปติดตามสถานการณ์ ณ จุดรวมหีบบัตรบริเวณสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี พร้อมกับเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 ของจังหวัดชลบุรีนั้น ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 9 ก.พ. 2569 โดยมีการรวมตัวกันเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวอย่างยืดเยื้อ (อ่านสรุปข้อมูลโดย iLaw)
ต่อมา ในช่วงค่ำวันที่ 11 ก.พ. 2569 ปรากฏรายงานข่าวในสื่อมวลชนว่า ประยูร วัฒนศิริบรรจง ในนามผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี ให้ดำเนินคดี กับประชาชนรวม 3 คน ได้แก่
หนึ่ง กรณีของ กนกวรรณ สร้อยสน และ มนัสนันท์ กรเกษม ถูกแจ้งความ ในฐานบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยกล่าวหาว่าเข้าไปยังสถานที่รวมคะแนนการเลือกตั้ง และร่วมกดดันเอาใบรวมคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ไปจากครอบครอง ทำให้ผู้แจ้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่
สอง คือกรณีกล่าวหาเบญจพร สุขสว่าง ถูกแจ้งความในฐาน “เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง” ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และความผิดฐาน “บุกรุก” กรณีได้ทำการเปิดหีบเลือกตั้ง
นอกจากนั้น หลายสำนักข่าว ยังรายงานว่าในช่วงเย็นวันเดียวกันมี “ตัวแทนชาวบ้าน” ในพื้นที่เลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ซึ่งไม่มีการระบุชื่อในสื่อ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองชลบุรี อ้างกรณีมีกลุ่มมวลชนรวมตัวชุมนุมบริเวณโรงยิมในพื้นที่เพื่อเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ จึงเข้ากล่าวหาในความผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) และ (3), “นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์” ตาม พรบ.คอมฯ ม.14 (2), (3) และ “ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก
ในเอกสารบันทึกประจำวันของทางตำรวจ ที่มาจากการแจ้งความของบุคคลดังกล่าว ยังมีรายชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั้ง 3 รายข้างต้น และยังมีชื่อของ “เจษฎา” ประชาชนผู้เข้าติดตามสถานการณ์เรียกร้องการนับคะแนนใหม่อีกรายด้วย รวมทั้งลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด โดยไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้แจ้งความรายดังกล่าวทราบข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างไร
.
4 ประชาชนยืนยันว่าเข้าติดตามผลการเลือกตั้งภายใต้กฎหมายและเป็นหน้าที่พลเมือง พร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม
วันนี้ (12 ก.พ. 2569) แม้ทางตำรวจยังไม่ได้มีการออกหมายเรียก แต่ 4 ประชาชนผู้ถูกกล่าวหา ได้รวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือที่ สภ.เมืองชลบุรี ขอแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ยืนยันว่าตนทำตามหน้าที่ของพลเมืองไทยพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกรณีถูกแจ้งความเท็จด้วย
สำหรับหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายมีรายละเอียดโดยสรุปได้ว่า
- การติดตามผลการนับคะแนนเลือกตั้ง เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยมาโดยตลอดเป็นการใช้เสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้รับรองตามกติการะหว่างประเทศ (ICCPR) ทั้งยังเป็นหน้าที่ของพลเมืองในการพิทักษ์ประชาธิปไตย
การติดตามเฝ้าระวังผลการนับคะแนนเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี บริเวณสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 ดำเนินการด้วยความสงบเรียบร้อยมาโดยตลอด ไม่มีพฤติการณ์ใดในลักษณะที่จะก่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งบัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (1) และ (2)
การติดตามและตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการนับคะแนนและการบริหารจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดทำและควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าตามกฎหมายในฐานะพลเมืองไทย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามหลักการประชาธิปไตย และเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ
- ประชาชนทั้งสี่ยืนยันว่าหากมีการดำเนินการสอบสวน ทั้งหมดไม่มีเจตนาที่จะหลบหนี พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จึงมายื่นหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว
หลังยื่นหนังสือเสร็จสิ้น มนัสนันท์, กนวรรณ และเบญจพร ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกับ ประยูร วัฒนศิริบรรจง ในข้อหาแจ้งความเท็จทำให้ชื่อเสียงได้รับความเสียหาย พร้อมกับขอให้ทางตำรวจเข้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ในช่วงการเลือกตั้งด้วย เพื่อนำมาเป็นหลักฐานประกอบ
ในกรณีของเบญจพรยังยืนยันว่าตนเพียงเดินเข้าไปในสถานที่เก็บหีบเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบว่ามีการปิดหีบไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากมีการรายงานสื่อมวลชนเรื่องการแถลงข่าวของ กกต. ทำนองว่าหีบบัตรได้มีการปิดหีบแล้ว แต่มีบางหีบไม่ได้รัดสายเคเบิลไทรด์ เนื่องจากสายรัดหมด แต่กลับพบว่าหีบไม่ได้ถูกปิดอย่างสมบูรณ์ มีเพียงการปิดกล่องไว้ และพบรอยเทปกาวถูกกรีดอยู่แล้วก่อนหน้า ตนยังไม่ได้มีการทำลายหรือทำให้เสียหายต่อหีบบัตรเลือกตั้งใด ๆ
ในตอนแรกพนักงานสอบสวนแจ้งว่าต้องมีการสอบสวนเป็นรายบุคคล ยังไม่สามารถรับแจ้งความร้องทุกข์ได้ จึงเกิดการเจรจาและสอบถามถึงบรรทัดฐานในการรับแจ้งความ ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะยอมรับแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา โดยจะนัดสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป
.
