ขอบคุณและยังมีหวัง แม้ถูกขังเดี่ยวและถูกสอดส่องตลอด 24 ชั่วโมง: เสียงจากตัน สุรนาถ

วันที่ 29 ตุลาคม 2563 ทนายความเข้าเยี่ยมตัน สุรนาถ คดีมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จ ที่เรือนจำบางขวางอีกครั้ง และได้บอกเล่าถึงความเคลื่อนไหวคดี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ซึ่งครบฝากขังครั้งแรกเดิมศาลอนุญาตให้ขัง 7 วัน เมื่อเราสอบถามถึงบรรยากาศการฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในเรือนจำ ตันกลับตอบว่าเขาไม่ทราบถึงคำสั่งเลยเพราะไม่ได้ร่วมกระบวนการฝากขังครั้งที่สองเพราะมีรถชนเสาไฟ เสาไฟขาด เขานั่งรอจนถึง 16.00 น.จึงกลับเข้าห้องขังและคิดวนไปมาว่าที่สุดแล้วศาลมีคำสั่งว่าอย่างไร  ในวันเดียวกันนั้นแม่ของเขาได้ยื่นขอประกันโดยขอให้ศาลสั่งติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวกรณีที่เกรงว่าจะหลบหนี แน่นอนเขาถูกฝากขังต่อและไม่ได้ประกัน แต่คราวนี้ศาลอนุญาตให้ฝากขังเพียง 5 วัน

“ตอนแรกผมคิดว่า ผมโดนแจ้งข้อกล่าวหา 7 วันที่ผ่านมา (ฝากขังครั้งที่ 1) ผมต้องอยู่ เมื่อวานผมหวังว่าศาลจะมีเมตตาอยากให้เห็นว่าผมบริสุทธิ์ ผมยอมที่จะอยู่ในกระบวนการ เมื่อวานผมรอคำสั่งศาลเรื่องประกันตัวถึง 20.00 น.แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยฝากขังครั้งที่ 2 ก็ให้เวลาเพียง 5 วัน”

หลังจากคุยกันเรื่องความเคลื่อนไหวของคดีและการดำเนินการต่อไป เราเล่าถึงกิจกรรมที่เพื่อนตันไปรณรงค์ให้ปล่อยตัวตันหน้าศาลอาญาวันก่อน และหยิบจดหมายซึ่งครอบครัวและเพื่อนฝูงฝากมาถึงตัน ตันผู้ชายนิ่งๆ ที่แม้เผชิญหน้ากับคดีร้ายแรงแต่ที่ผ่านมาเขาแสดงแค่สีหน้ากังวล วันนี้ที่ได้อ่านข้อความจากครอบครัวทำให้เราได้เห็นน้ำตาเขาครั้งแรก

เมื่ออ่านจดหมายกันเสร็จ เขาก็เริ่มคุยได้ต่อ “การได้อ่านข้อความของภรรยากับแม่ทำให้ผมปลดล็อค ยกภูเขาออกจากอก ผมเข้าใจว่าแม่เป็นห่วงผม”

“ฝากขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน ผมอยู่ข้างในเชื่อว่าทุกคนจะทำอย่างเต็มที่ ทำให้อย่างที่หวังว่าจะไม่ทิ้งผมจริงๆ ว่าจะไม่ปล่อยผมไปตามเวรตามกรรม ไม่อยากให้คนลืม ทุกอย่างยังต้องผ่านบทพิสูจน์  กำลังใจเล็กๆจากพี่ๆ เพื่อนๆ ทั้งหมด ขอบคุณอย่างสูง ผมอยู่ข้างในผมโคตรสู้ แต่ผมบอกใครไม่ได้ ตั้งแต่เข้ามาในนี้ผมไม่ร้องไห้เลย จนวันนี้ผมได้อ่านจดหมายจากที่บ้านและเพื่อนๆ ในวันนี้  ผมเฝ้ารอวันที่ผมจะได้ออกไปเจอทุกคนเร็วๆนี้”

พอคุยกันเรื่องนอกเรือนจำเสร็จ เราวกกลับมาถามความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ ตันเล่าถึงสภาพห้องขังเดี่ยว “ห้องขังด้านหน้าเป็นลูกกรง ขนาดห้องขังประมาณ 1.7 X 2 เมตร ห้องน้ำอยู่ในห้องขังด้วยขนาดประมาณ 0.6 X 1.5 เมตร เป็นเพียงกำแพงกั้นขึ้นมาครึ่งเดียว มีแสงลอดเข้ามาบ้างแต่ไม่สว่างนัก ยิ่งถ้าวันฝนตกจะทึบมากแทบไม่มีแสงธรรมชาติเลย ตอนกลางคืนจะเปิดไฟนอน”

“เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าขังเดี่ยวเพราะสถานการณ์โควิด แต่มีคนที่เข้ามาหลังผมและได้ย้ายออกไป ไม่แน่ใจว่าย้ายออกไปขังเดี่ยวอีกที่หรือไม่ แต่บางห้องก็มีถูกขังสองคน”

“ตอนเข้ามาผมกลัวมาก แต่คนข้างในก็ช่วยผมได้มาก ดีที่คนในนี้เข้าใจ ผมเลยใช้พลังประคองตัว คิดในสิ่งที่ควรคิด กินนอนได้ มีแค่เรื่องห้องขังคับแคบ ไม่ได้ออกไปไหน และต้องอยู่คนเดียว นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไร”

ส่วนชีวิตประจำวัน ผมไม่มีนาฬิกาจึงไม่รู้เวลา แต่จะอาศัยสังเกตจากเวลาอาหารและเสียงเรียกแถวของผู้ต้องขังอื่น

  • ผมจะตื่นประมาณ 5.30 น. มีเสียงสวดมนต์ เสร็จแล้วจะล้างหน้าแปรงฟัน หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงข้าวเช้าจะมา
  • 6.30 น. จะได้กินข้าวเช้า
  • 9.00 น. ด้านนอกจะเรียกแถว
  • 11.30 น. กินอาหารกลางวัน
  • 12.00 น. ด้านนอกจะเรียกแถว
  • 14.00 น. เป็นเวลาอาหารเย็น แต่มื้อนี้ผมจะงดเพราะไม่ได้ออกไปไหนก็จะกลับมาดูแลตัวเอง
  • 16.00 น. ด้านนอกเรียกแถว และจะเปิดเพลงจนถึงประมาณ 20.00 น.
  • หลังจากนั้นจะเปิดเสียงสวดมนต์นอน เปิดไฟนอน

“ส่วนอาหารที่นี่ผมกินได้มีทั้งผักและเนื้อสัตว์ เจ้าหน้าที่ก็เวียนมาพูดคุยด้วย และมีหนังสือ การอ่านหนังสือทำให้ผมคิดถึงข้างนอกแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี”

“วันนี้ผมจะได้พบจิตแพทย์ ทางเรือนจำสามารถให้ผู้ต้องขังเดี่ยวสามารถพบแพทย์ได้ ผมทำเรื่องมาสองวันแล้ว จะได้พบวันนี้ แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่มีความเครียดเล็กน้อย”

เราจบบทสนทนาวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ด้วยว่า เราได้สอบถามทางเรือนจำมาอีกทีเพิ่งทราบว่า ที่นี่ผู้ต้องขังแดนที่ตันถูกขังอยู่ ญาติสามารถเยี่ยมผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ เขาอยากให้ใครเยี่ยมบ้าง เขายังฝากข้อความขอบคุณถึงเพื่อนๆ อีกรอบ

เรานึกในใจว่าเขาคงเป็นคนน่ารักคนหนึ่งมิตรสหายถึงมากมายและรักใคร่เขาถึงเพียงนี้

 

วันที่ 30 ตุลาคม 2563 เรามาเยี่ยมตันอีกรอบ ที่เรือนจำบางขวางเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง กฎระเบียบนั้นยุ่งยากกว่าการเข้าเยี่ยมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมาก ต้องเป็นทนายความที่แต่งเข้าไปในคดีแล้ว ต้องฝากสิ่งของไว้ด้านนอกเรือนจำ และต้องผ่านจุดตรวจอาวุธ มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มาค้นและลูบคลำลำตัวทุกรอบแม้จะผ่านจุดแสกนสองจุดมาแล้วก็ตาม

หนนี้เราถูกตรวจเอกสารอย่างละเอียด เอกสารคดี เจ้าหน้าที่ก็ดูละเอียดและอนุญาตให้นำเข้าไปได้ แต่ส่วนที่เป็นจดหมายที่เพื่อนฝากข้อความถึงวันนี้เจ้าหน้าที่ห้ามนำเข้า และขอให้วางไว้ตรงจุดตรวจอาวุธ หากจะเดินออกไปเก็บด้านนอกก็ต้องใช้เวลาเข้าและออกอีก เราจึงตัดสินใจฉีกจดหมายเหล่านั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและวางไว้ตรงจุดนั้น ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่อ่าน ความจริงมันเป็นข้อความให้กำลังใจธรรมดาซึ่งเราอ่านให้ตันฟังแล้วเมื่อวาน เราหยิบติดมาเพราะอยู่ในปึกเอกสารเดียวกัน แต่เราไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่มายุ่งเกี่ยวเรื่องส่วนตัวของประชาชนมากไป เราเลยฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถ้าเจ้าหน้าที่ยังพยายามมาเล่นจิ๊กซอว์ก็คงต้องใช้ความพยายามหน่อย

วันนี้ตันสีหน้าดีขึ้นอีก แน่นอนเขาเจอภรรยาและแม่แล้วเมื่อช่วงเช้า เราเพิ่งทราบว่าเยี่ยมผ่านวีดีโอทางเรือนจำให้เยี่ยมได้ครั้งละสองคนเท่านั้น เท่ากับว่าอาทิตย์หนึ่งตันจะเจอญาติได้แค่หนึ่งครั้ง และครั้งละสองคนเท่านั้น

วันนี้เรานำเอกสารที่เพื่อนทนายอีกคนคัดมาจากศาลให้ดูว่า หลังจากยื่นคำร้องขอให้ย้ายเขากลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพตามหมายขังที่ศาลสั่ง ทางเรือนจำตอบมาโดยอ้างเหตุป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 และศาลสั่งในคำร้องมาว่าหากผู้ต้องขังสงสัยเพิ่มเติมให้สอบถามทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เอง) ในวงเล็บนี้เราเติมให้ เราตั้งข้อสังเกตกันว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกับเหตุโควิด -19 หรอก เพราะผู้ต้องขังหลายคนที่เข้าเรือนจำหลังตัน อย่างเช่นทนายอานนท์ นำภา ก็ยังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

คำสั่งศาลอีกฉบับที่เราเอาให้ตันดูคือ คำสั่งศาลอนุญาตให้ฝากขัง ศาลอนุญาตให้ฝากขัง 5 วันจริง แต่ในคำสั่งศาลระบุว่าได้สอบผู้ต้องหาโดยใช้ระบบสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพผู้ต้องหาจึงไม่ได้ลงลายมือชื่อ และมีพยาน ผู้ต้องหาไม่คัดค้านฝากขัง อนุญาตให้ฝากขังได้ แต่ตันยืนยันว่าวันที่ 28 ตุลาคม เขาไม่ได้ร่วมกระบวนการ และศาลยังไม่ได้สอบถามเขา เราจึงคุยกันต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร

สิ่งที่น่าตกใจอีกอย่าง ที่เพิ่งทราบจากตันคือ “เขาติดกล้องวงจรปิดที่ห้องขังผมด้วยพี่ ติดด้านหน้าห้องและส่องเข้ามา เขามาติดวันที่สองที่ผมเข้ามา เจ้าหน้าที่บอกว่าห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ติดเฉพาะห้องผม ทั้งแดนผมไม่เห็นว่าติดห้องอื่นด้วย” เราจึงให้ตันบรรยายสภาพห้องขังโดยละเอียดอีกที

ตันเล่าว่าผนังห้องขังทึบสามด้าน ด้านหน้าเขาเป็นซี่ลูกกรง กลางวันแสงจะเข้าทางนี้ ห้องขังจะเป็นแถวยาวเรียงกันประมาณ 25 ห้องในหนึ่งแถว ด้านหลังห้องเป็นโถงทางเดินเจ้าหน้าที่และห้องน้ำจะอยู่ชิดด้านในห้องเป็นเพียงคอกกั้นขึ้นมาครึ่งนึง ติดโถงทางเดินอีกฟากก็เป็นห้องขังเดี่ยวอีกแถวหนึ่ง ตันสามารถตะโกนคุยกับผู้ต้องขังอีกแถวหนึ่งด้านหลังได้บ้าง เราลองวาดภาพคร่าวๆ ออกมา ที่นอนในห้องขังเดียวของตันยังเหมือนคนอื่นในเรือนจำคือผ้าห่มสามผืน สำหรับไว้รองนอนกับพื้น อีกสองผืนสำหรับห่มและทำเป็นหมอน ส่วนกล้องวงจรปิดแม้จะติดนอกห้องแต่ก็ส่องเข้ามาในห้องเขาโดยตรง

ความจริงสิ่งที่เขาปรารถนาสูงสุด คือ การออกจากเรือนจำ แต่ถ้าต้องอยู่ในห้องขังเดี่ยวนั้นต่อไป เขาหวังว่า เขาจะได้ออกนอกห้องขังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้บ้าง เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ซึ่งคุมขังเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่าหากกักตัวครบ 14 วันแล้ว เขาจะได้ย้ายออกจากห้องนั้นหรือไม่

เราตกลงกันว่า อาทิตย์หน้าเราจะยื่นคัดค้านการฝากขังครั้งที่สามในวันที่ 2 พ.ย. 63 ตันยังมีความหวังกับศาลเสมอ

ก่อนกลับเราไม่ลืมไปเก็บกองจดหมายที่ฉีกทิ้งไว้กลับมาด้วย พบว่าเจ้าหน้าที่ไปหาถุงพลาสติกมารวมกองไว้ให้แล้ว

“เราอยู่ในประเทศแบบไหนกัน” คำถามที่ดังก้องอยู่ในหัวตอนเดินออกจากเรือนจำ

 

บันทึกเยี่ยม 29-30 ตุลาคม 2563

@เรือนจำบางขวาง

 

 

ล่าสุด วันนี้ (31 ตุลาคม 2563) ตันได้ถูกย้ายมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว