อาจารย์ขู่ พกปืน-ฟ้องนักเรียน หลังจัดกิจกรรม “ชมพูพันธุ์ทิพย์แตกกิ่งใบ” 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 ต.ค.2563) หลังกลุ่ม #เกียมพัฒนาประชาธิปไตย ได้จัดกิจกรรม “ชมพูพันธุ์ทิพย์แตกกิ่งใบ ประชาธิปไตยจะบาน” ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 มีการเผยแพร่คลิปเสียงของอาจารย์ในโรงเรียนท่านหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงความไม่พอใจกับกิจกรรมการชุมนุม และการนำป้าย “การชุมนุมไม่ใช่เหตุพิเศษ” ติดบริเวณรอบโรงเรียน และป้ายหน้าโรงเรียนซึ่งมีตราพระเกี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำของโรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษา อาจารย์ได้เปิดเผยว่า ตนเองพกปืนมาโรงเรียน และถ้าหากตนถูกไล่ออกจากศูนย์การเรียนที่สอนพิเศษอยู่ จะฟ้องดำเนินคดีแพ่งกับกลุ่มเกียมพัฒนาประชาธิปไตย 

ย้อนกลับไป 1 วัน ก่อนการจัดกิจกรรม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการได้ออกหนังสือแจ้งปิดสถานศึกษาเป็นเวลาหนึ่งวัน ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 โดยอ้างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2558 ข้อ 9(1) โรงเรียนอ้างว่าเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง ทำให้ผู้จัดกิจกรรมต้องใช้พื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนในการดำเนินกิจกรรมแทน และเพื่อเป็นการประท้วงคำสั่งของโรงเรียนที่ไม่ให้ใช้พื้นที่สถานศึกษาในการชุมนุม กลุ่มนักเรียนจึงนำป้าย “การชุมนุมไม่ใช่เหตุพิเศษ” ไปแปะบริเวณรั้วโรงเรียนและรอบๆ พื้นที่ในโรงเรียน 

 

วันต่อมา (2 ต.ค. 63) อาจารย์ท่านหนึ่งนำประเด็นการปราศรัยของนักเรียนและการติดป้ายดังกล่าวนั้นมาวิจารณ์ในห้องเรียน สรุปความได้ว่า 

  1. ไม่พอใจนักเรียนที่นำป้ายไปติดบริเวณพระเกี้ยว โดยกล่าวว่า “ถ้าคิดว่าพระเกี้ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ต้องมาเรียนที่นี่ ให้ไปเรียนที่อื่น” 
  2. ขู่นักเรียนว่าตนเองพกปืน โดยกล่าวว่า “ผมไม่กลัวถ้าเด็กเข้าไปรุม ผมไม่ได้มาตัวเปล่า ที่นี่เขารู้กันทั้งนั้นว่าผมพกปืน ก็เคยพูดแล้วว่าซื้อปืนไม่ได้ไว้ยิงหมา ซื้อไว้ยิงคน มีปืนก็ดี ทะเลาะกับใครก็หยิบปืนขึนมาปั๊ป” แต่ถ้าเขายิงนักเรียนก็จะต้องออกจากราชการ เขาจึงจะยื่นปืนให้นักเรียนยิงดีกว่า เพราะทำพินัยกรรมจัดการเรื่องมรดกและประกันไว้เรียบร้อยแล้ว และจะฟ้องคดีแพ่งกับนักเรียนที่ยิงเขาด้วย  
  3. แสดงความเห็นที่นักเรียนปราศรัยถึงเรื่องราวในโรงเรียน หรือพูดถึงผู้อำนวยการโรงเรียนว่า “ผอ.เหี้ยถึงวันสุดท้าย” ว่าเป็นประเด็นในโรงเรียน ไม่ควรนำไปเผยแพร่ข้างนอก เพราะจะทำให้โรงเรียนเสียหาย ทำให้ศิษย์เก่าไม่พอใจ และเกรงว่าตนจะถูกไล่ออกจากศูนย์การเรียนที่สอนพิเศษอยู่ ซึ่งได้ค่าตอบแทนเดือนละ 40,000 บาท ถ้าหากตนถูกไล่ออกก็จะฟ้องคดีแพ่งกับกลุ่มเกียมพัฒนาประชาธิปไตย 

โดยนักเรียนที่เข้าร่วมการชุมนุมเปิดเผยความรู้สึกว่า เมื่อได้ยินอาจารย์กล่าวว่าพกปืนแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย และเพื่อนที่อยู่ในห้องเรียนก็รู้สึกไม่ดี นอกจากนี้นักเรียนยังระบุอีกว่า อาจารย์คนดังกล่าวเคยพูดในห้องเรียนก่อนที่กลุ่มเกียมพัฒนาประชาธิปไตยจะจัดการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ว่า “ทำไมถึงต้องไปชุมนุมด้วย ไม่รักโรงเรียน ไม่รักชาติกันหรือ” “พวกที่ไปชุมนุมเป็นพวกที่ชังชาติ” 

 

นอกเหนือจากการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งอีกว่า อาจารย์คนดังกล่าวมักใช้ความรุนแรงทางกายและทางวาจากับนักเรียนอยู่เสมอ เช่น บอกนักเรียนหญิงที่ไม่ใส่เสื้อซับในว่า “อยากโชว์ใช่ไหม อาจารย์มองนมได้ใช่ไหม” บังคับให้นักเรียนไปเรียนที่สนามบอล แม้ว่าจะไม่ได้เรียนวิชาพลศึกษา เนื่องจากนักเรียนคุยกันเสียงดังในห้องเรียน และตำหนินักเรียนอย่างรุนแรงว่า “โง่” เมื่อตอบคำถามในห้องเรียนไม่ได้ 

ทั้งนี้ เคยมีกรณีที่ครูถูกลงโทษจากการตำหนิเหยียดหยามนักเรียนว่า “โง่เป็นควาย โง่ทั้งตระกูล” มาแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปิดกั้นพัฒนาการของผู้เรียน มีคำสั่งลงโทษ ตามมาตรา 88 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “การกลั่นแกล้ง ดูหมิ่นเหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” (อ่านเพิ่มเติม: สิทธิเด็กอยู่ไหน? เมื่อถูกคุกคามจากโรงเรียน

ล่าสุด ศูนย์เฉพาะกิจเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน (ศพค.) ได้เข้าพบและตักเตือนอาจารย์คนดังกล่าวแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ต.ค. 63) แต่ยังต้องช่วยกันจับตาว่า จะมีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธินักเรียนในด้านอื่นๆ หลังจากนี้อีกหรือไม่