เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายถึงบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้นในช่วงเวลานี้ ทั้งความพยายามเตะถ่วงการอภิปรายเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และขบวนการฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในรัฐสภา การบ่ายเบี่ยงไม่เปิดพื้นที่ให้สาธารณชนตรวจสอบที่มาที่ไปของความผิดปกติ ไปจนถึงการจ่อใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลชุดนี้
__________________________________
Back ดีก็เลยมั่นใจว่าจะมีชัย
สถานการณ์บ้านเมืองช่วงนี้ตึงเครียดทีเดียวในการประชุมสภาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝั่งรัฐบาลที่พยายามเตะถ่วงการอภิปรายเรื่อง กกต. ในประเด็นฮั้ว สว. ซึ่งถูกบ่ายเบี่ยงที่จะเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนตรวจสอบ เริ่มมีการจ่อฟ้องร้อง และดำเนินคดีปิดปากประชาชน ที่ลุกขึ้นพูดถึงความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้
เราได้เห็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกล่าวถึงบุพการีของทนายท่านหนึ่งว่า เคยติดคุกเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของทนายท่านนั้น ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวตรวจสอบการทำงาน DSI เหตุเลือกตั้งทุจริตและเอาผิด กกต. แทนที่รุทธพล เนาวรัตน์ ผู้เป็นตำรวจและรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม จะส่งเสริมให้สังคมให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ รัฐมนตรีท่านนี้กลับมีทัศนคติด้อยค่าผู้ต้องขังลามไปยังครอบครัวของพวกเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะคาดหวังกระบวนการยุติธรรมทางทัณฑวิทยาที่เหมาะสมไปจนถึงความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร
ที่มาของความห้าวหาญของผู้คนที่ผมหยิบยกมาพูดข้างต้น สามารถทำความเข้าใจได้จากการสืบสาวสายอำนาจของพวกเขา รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันอยู่ในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลภูมิใจไทย จริงอยู่ที่รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง แต่เราก็ไม่อาจละเลยได้เลยว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น
กกต. ชุดปัจจุบัน สร้างผลงานงามหน้าไว้อย่างไร สมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมาก สีน้ำเงินมีที่มาจากไหน และมีอิทธิพลมากเพียงใด นายกฯ เป็นคนของใคร ภาพก่อนวันเลือกตั้งก็ชัดพอให้สาธารณชนพอเข้าใจได้แล้ว
การเคลื่อนไหวการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง กกต. และการฮั้ว สว. ทำให้ผู้คนเห็นโครงข่ายอำนาจ ไม่เพียงของรัฐบาล แต่ยังรวมถึงผู้มีอำนาจเหนือรัฐหลังม่านด้วย ยิ่งขุดคุ้ยก็ยิ่งเห็นการทำงานที่ไม่ชอบมาพากล จึงไม่แปลกหากเราจะได้เห็นความพยายามปิดบังเรื่องแปลกประหลาดของพวกเขา ทั้งนี้ ก็เป็นไปเพื่อการรักษาเสถียรภาพอำนาจทางการเมืองของชนชั้นปกครอง
ในคุกคนห้าวก็มีเยอะ ถ้าคนพวกนี้ได้ไปอยู่กับบ้านใหญ่หรือสมเด็จใหญ่ เช่น จีนเทา หรือ ผู้มีอิทธิพลไทย พวกเขาก็จะยิ่งแสดงความเก๋าออกมาผ่านการเดินยักไหล่ โยกตัว โหวกเหวกเสียงดังระรานผู้ต้องขังที่มีสถานะรองกว่าตน
ตอนจบของเรื่องราวของพวกเขามักมีลักษณะคล้ายกัน คือพวกเขาได้นำพาปัญหาเข้ามายังบ้านและลูกพี่ของตน น่าเฝ้าดูว่าพวกคนห้าวข้างนอกนั้นจะพบตอนจบแบบไหน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มักสำคัญตัวผิดคิดไปว่า เขาใหญ่ ไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาได้ โดยละเลยการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา ประชาชนก่นด่าทหาร ตำรวจ รัฐบาลมาตลอด
แต่องค์กรเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ได้ และอยู่ต่อไป สิ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนไปคือ ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ในองค์กรเหล่านั้น ตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ถูกขับออกได้ทั้งนั้น
ทั้งนี้ ก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น ความเห็นชอบจากประชาชน ความพยายามกินรวบผลประโยชน์ กล่าวคือ การละเมิดฉันทามติของชนชั้นนำ หรือเหตุผลที่เรียบง่ายอย่างความเห็นของนายเหนือหัวว่าพวกผู้มีอำนาจเหล่านั้นเป็นหมากที่ใช้การไม่ได้ เป็นต้น
Back ดีก็ใช่ว่าจะมีชัยเสมอไป
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
สำหรับ เก็ท โสภณ เป็นบัณฑิตจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 ถูกดำเนินคดีจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองรวม 15 คดี โดยแยกเป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี
ร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”
หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
