เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมาย 2 ฉบับ ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ทางสังคมการเมือง ฉบับแรก กล่าวถึงนโยบายของรัฐในช่วงวิกฤติพลังงาน จะสะท้อนให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับใครเป็นหลัก โดยเก็ทเรียกร้องให้รัฐบาลโฟกัสที่ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ชนชั้นนำหรือกลุ่มทุนใหญ่
ฉบับต่อมา เก็ทเขียนถึงโอกาสครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์การปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 โดยเขาเห็นว่าการรำลึกถึงเหตุการณ์ในแต่ละปียังจำเป็นต้องมี มีกำลังแค่ไหนก็จัดเท่านั้น เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนว่ายังร่วมยืนเคียงข้างครอบครัว คนรักของผู้เสียหาย และยังระลึกถึงการต่อสู้ที่ผ่านมา รวมทั้งเก็ทยังกล่าวถึงคนเล็ก ๆ ในการเคลื่อนไหว ที่อาจไม่มีแสงส่องถึง ไม่มีใครจดจำได้ แต่ยังคงออกมาต่อสู้
——————————————–
.
นโยบายของรัฐจะสะท้อนว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับใคร
อำนาจบริหารถูกใช้ผ่านรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจได้ ก็ต้องสืบสาวที่มาไปหาประชาชน คำถามที่ว่ารัฐบาลมีไว้ทำไม คงถูกพูดถึงอย่างดาษดื่น อารัมภบทว่าด้วยหลักการประชาธิปไตยอยู่แล้ว ที่น่าคิดคือในทางปฏิบัติ รัฐบาลได้ทำงานให้ประชาชนตามอุดมการณ์ตั้งต้นของระบอบหรือไม่
จริงอยู่ที่ปัญหาน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคานั้น หลายประเทศทั่วโลกก็เผชิญ แต่ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดในแต่ละประเทศจะเป็นมาตรการรับมือ บางประเทศรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันไว้ บางประเทศขึ้นราคาแบบเต็มขั้นบันได ประเทศไหนมีรัฐสวัสดิการ สวัสดิการที่รัฐจะจัดให้ ก็จะถูกใช้เป็นกันชน (buffer) ให้ประชาชน
ในส่วนของไทย ตัวกันชนกลับไม่ได้ตกไปอยู่กับประชาชน แต่อยู่ที่นายทุน ซึ่งดันเป็นหัวเรือใหญ่ของรัฐบาล น้ำมันที่ขึ้นราคาก็เป็นน้ำมันล็อตเก่าไม่ใช่ของนำเข้าใหม่ เห็นได้ชัดว่า “ไอ้โม่ง” กำลังแสวงผลประโยชน์จากสภาวะวิกฤต
มีคนบางส่วนบอกว่า “น้ำมันขึ้น ก็ขึ้นมา ขอให้มีเติมก็แล้วกัน” บ้างบอกว่า “น้ำมันแพง ก็ไปใช้รถไฟฟ้า” ผมเห็นว่า เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้เห็นภาพอีกมุมหนึ่ง คนจำนวนมากที่ไม่มีกำลังซื้อน้ำมันที่ขึ้นราคาในระยะยาวก็มีอยู่ และน้ำมันเค้าซื้อลำบาก จะให้ไปซื้อรถไฟฟ้าได้ยังไง
หากบ้านเรามีรัฐสวัสดิการที่ดี ก็คงดี ถ้าการขนส่งมวลชนสาธารณะลดราคาหรือฟรีได้ก็คงดี เรื่องนี้ผมจำได้ว่าเคยทำได้ในช่วงไว้อาลัยพระบรมศพฯ ของรัชกาลที่ 9 ในวิกฤติเช่นนี้ก็น่าจะทำได้ ในส่วนต่างจังหวัดเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะระบบขนส่งมวลชนยังถูกส่งไปไม่ทั่วถึงด้วยซ้ำ
ในปีกแรงงานก็น่าเป็นห่วง เพราะบางอาชีพ Work from home ไม่ได้ ต้องใช้พาหนะ เช่น การขับรถรับจ้าง การขนส่ง บางอาชีพก็ไม่อาจเลี่ยงการใช้น้ำมันได้ เช่น เพราะเกษตรกรซึ่งเป็นคนทำงานกลุ่มใหญ่ของชาติ วิกฤติที่ไทยกำลังเผชิญเป็นความท้าทาย การจะพาประเทศชาติผ่านพ้นปัญหา รัฐบาลต้องโฟกัสที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่เพียงชนชั้นนำเพียงหยิบมือ ต้องมองไปให้ทั่ว ไม่ใช่มองแบบรัฐรวมศูนย์หรือบริหารจากบนล่าง รัฐบาลทำงานแบบขอไปที ประชาชนไม่ได้รอเพียงความเมตตาจากรัฐ เพราะพวกเราต่างก็เป็นเจ้าของประเทศที่มอบอำนาจ มอบหมายงานให้รัฐไปจัดการ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
3 เมษายน 2569
————————————–
.
ถึงคนเสื้อแดง ครอบครัว และคนรักของพวกเขา และผู้ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน
ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนเท่าไหร่ไปงานรำลึกในวันที่ 10 เมษายนนี้ ในห้วงขณะที่ปัญหาสังคมประดังประเดเข้ามาไม่เว้นวัน จะมีใครบ้างสนใจหันไปมองอดีต มันก็ผ่านมาตั้ง 16 ปีแล้ว สำหรับสาธารณชนยังมีใครนึกถึงคนเสื้อแดงอยู่ไหม สังคมไทยยังคงจำได้ไหมครั้งหนึ่งกรุงเทพเมืองศรีวิไลได้กลายเป็นลานสังหารหมู่ประชาชนโดยคนของรัฐ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษา 2553 ไม่ใช่การสังหารหมู่ครั้งแรก ซ้ำร้ายไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วย
กระแสสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ละช่วงจังหวะความสนใจของมวลชนจะถูกโน้มน้าวไปตามจุดต่าง ๆ สำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปจนถึงการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็มีช่วงที่แมสติดกระแส และช่วงที่เศร้าจนอยู่นอกสายตาผู้คน แต่สำหรับครอบครัวและคนรักของผู้ที่ถูกทำร้าย เรื่องราวเหล่านั้นจะหายไปจากใจพวกเขาได้อย่างไร ลองจินตนาการดูก็ได้ว่า หากคนที่เรารักถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร ทั้งที่เรารู้ว่าเค้าไม่ได้ทำอะไรผิด หรือถูกฆ่า ถูกอุ้มหาย เราจะรู้สึกยังไง จะมูฟออนง่าย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเชียวหรือ
ในสายธารการเคลื่อนไหวของประชาชน คนที่มีอัตลักษณ์เด่นมักเป็นที่จดจำ ถูกหยิบมาเป็นบุคคลตัวอย่าง เช่น แกนนำ นักปราศรัย กวี ศิลปิน นักวิชาการ เป็นต้น ส่วนผู้คนที่ไม่ได้มีบุคลิกลักษณะสะดุดตา แสงก็ส่องมาไม่ค่อยถึง เมื่อเวลาผ่านไป สังคมก็จะจดจำพวกเขาได้อย่างเลือนลาง
ถึงกระนั้นผู้คนเหล่านั้นก็มีอยู่จริง และความจริงก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหว ไม่อาจขับเคลื่อนได้โดยคนที่ Spotlight ตกเท่านั้น ยังมีผู้คนจำนวนมากที่เมื่อเห็นความยุติธรรมในสังคมก็ลุกขึ้นต่อสู้ ร่วมชุมนุม ร่วมเดินขบวน ทั้งที่รู้ว่าเมื่อออกไปแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ทั้งถูกปราบปรามหรือถูกจับกุม พวกเขารู้ว่าอาจจะไม่มีใครจำเขาได้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะความจริงใจของพวกเขา เค้าจึงออกร่วมกันเดินสู้ แม้รู้ว่าเสี่ยงและคงไม่ได้ชื่อเสียงกลับมา สำหรับผมแล้วคนเหล่านี้เป็นที่น่านับถือไม่น้อยไปกว่าคนที่ออกหน้าสื่อเลยทีเดียว
ในวันที่ 10 เมษา 2553 เกิดการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และต่อมาเกิดเหตุที่หน้าวัดปทุมฯ ในเดือนพฤษภาปีเดียวกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553 นั้น ชวนหน้าอภิปรายไปถึงความชอบธรรม เจ้าหน้าที่รัฐที่ควรเป็นตัวแทนประชาชน มีความชอบธรรมมากขนาดนั้นเลยหรือ ที่จะไปปราบปรามประชาชน คนเสื้อแดงเป็นอาชญากรงั้นหรือ ที่เค้าออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ความเป็นชาติและความชอบธรรมอยู่ตรงไหนกันแน่ ถึงวันนี้ทั้งผู้สั่งการและผู้ลงมือปราบปรามประชาชนก็ยังคงลอยนวล ในขณะที่อายุความของคดีก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกที
ในปีนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งน้ำมันแพง ข้าวของก็แพง แต่ผมเห็นว่าการรำลึกถึงคนเสื้อแดงก็จำเป็นต้องมี มีกำลังเท่าไหร่ ก็จัดให้มันเต็มที่ ที่เราต้องจัดงานรำลึก เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนว่าเรายังยืนเคียงข้างครอบครัว คนรักของผู้เสียหาย เรายังจำได้ว่าคนเสื้อแดงคือใคร เรายังคงยืนเคียงข้างผู้ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเช่นเดียวกับเรา
การจัดงานรำลึกแง่หนึ่งอาจเป็นภาพสะท้อนความเสียหายที่ประชาชนได้รับจากการต่อสู้กับผู้มีอำนาจ แต่อีกแง่หนึ่งก็เป็นข้อบ่งชี้ว่าในประวัติศาสตร์ประชาชนอย่างเรา ๆ เนี่ยแหละ ก็ลุกขึ้นมาต่อสู้มาตลอด แม้จะแพ้ จะเจ็บ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผู้คนที่ต่อสู้ก็ยังสู้ต่ออุดมการณ์กันเรื่อยมา
เดือนนี้เรารำลึกถึงคนเสื้อแดงวันที่ 10 เมษา เดือนหน้าก็มีการรำลึกเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภา ขยับให้เร็วขึ้นมาหน่อยก็คือวันที่ 14 พฤษภา ก็เป็นวันครบรอบการเสียชีวิต 2 ปีของพี่บุ้ง ขยับมาใกล้อีก วันที่ 1 พฤษภาก็คือวันแรงงาน หากขยับออกไปอีก 2 เดือนถัดไป วันที่ 4 มิถุนาก็เป็นวันที่พี่ต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกอุ้มหาย เอาจริ งๆ แทบทุกเดือนมีวันสำคัญของประชาชนที่สังคมไทยควรรำลึกถึงทั้งนั้น
ผมคงอยากจะทิ้งคำถามเอาไว้ว่าคนเสื้อแดงคือใครกันแน่? คำถามนี้ก็อยากให้ชวนไปอภิปรายต่อ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าคนเสื้อแดงนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงเสื้อที่เค้าใส่หรือพรรคการเมือง ว่าเค้ายึดถือพรรคอะไร แต่เราประเมินได้ว่าเค้ามีหลักการหรือเปล่า ถ้าเค้ารักษาไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตย นั่นแหละเค้าก็คือคนเสื้อแดง
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
7 เมษายน 2569
.
| เก็ท โสภณ ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 7 เดือนเศษ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
