เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ทนายความเดินทางไปเรือนจำกลางคลองเปรม เข้าเยี่ยมขจรศักดิ์หรือ “มาร์ค” อดีตผู้ชุมนุมทะลุแก๊สวัย 22 ปี เขาถูกพิพากษาจำคุก 11 ปี 6 เดือน จากคดีชุมนุมในช่วงทะลุแก๊ส #ม็อบ30กันยา64 กรณีถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปองและวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท
เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และไม่ได้ยื่นฎีกาต่อ ทำให้คดีสิ้นสุดลง มาร์คถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 เป็นเวลากว่า 2 ปี 4 เดือนที่ไร้อิสรภาพพร้อม ๆ กับ “คเชนทร์” ที่ถูกดำเนินคดีเดียวกันและกำลังรับโทษอยู่เช่นกัน
มาร์คพูดถึงการพบกันครั้งนี้ว่า เขาคันคอมาสามวันแล้วแต่ยังไม่ได้ขอยาหรือเจอหมอ บางวันก็คิดมากจนไม่คุยกับใคร โดยเฉพาะหลังจากที่คดีเด็ดขาด เพราะกังวลเรื่องการถูกย้ายเรือนจำอีกครั้ง ในขณะที่โลกภายนอกเริ่มต้นบทใหม่ เขากำลังเตรียมตัวเข้าสู่ปีแรกของการเป็น ‘ผู้ต้องขังเด็ดขาด’ ที่เรือนจำคลองเปรม
เขามีความหวังใหญ่สองสิ่งตอนนี้ คือไม่ต้องถูกย้ายเรือนจำ และได้เห็นหน้าครอบครัวอีกครั้งก่อนหยุดยาว
ในท้ายที่สุด ท่ามกลางวันเดือนปีที่ผ่านไปโดยไม่รู้จบ สิ่งที่ทำให้เขายังคงยืนหยัดไว้คือความหวังที่จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว แม้จะไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่
_______________________________________
มาร์คเคยกล่าวถึงชีวิตในอดีตว่า วัยเด็กเติบโตมากับยายที่ชัยภูมิ แต่ต้องย้ายมาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 2 หรือที่เรียกเองว่า “จบ ม.สอง ครึ่ง” ต้องเริ่มทำงานช่วยเหลือครอบครัว รับจ้างเสิร์ฟอาหาร ขับวินมอเตอร์ไซด์ รวมถึงการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย
จากความหวังเรียนต่อ กศน. และทำงานขนส่งไปรษณีย์ แต่เมื่อตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กหนุ่มให้กลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมือง
ความทรงจำเกี่ยวกับปีใหม่ที่ชัดเจนที่สุดในใจมาร์คคือปี 2564 เมื่อเขาเพิ่งได้ประกันตัวไม่กี่วันก่อนถึงช่วงเทศกาล “ออกประมาณหนึ่งทุ่มของเดือนธันวา จำไม่ได้ว่าวันไหนแล้ว แต่ได้ออกไปฉลองปีใหม่กับที่บ้าน กับครอบครัว” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม “นาน ๆ ทีจะได้อยู่ด้วยกัน ปีนั้นแหละที่อยู่กันครบ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง หลานลูก มาฉลองให้เรากันหมดเลย”
แต่ปีใหม่ปีนี้ต่างออกไป นี่จะเป็นปีแรกที่เขาต้องฉลองที่เรือนจำคลองเปรม ปีที่แล้วเขายังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งมีกิจกรรมมากมาย ทั้งกีฬาสี กีฬาพื้นบ้านอย่างวิ่งกระสอบ
“ที่นี่ก็มีกีฬาสีนะ เพิ่งมีพิธีเปิดเมื่อวาน ตอนนี้ทีมผมเป็นแชมป์วอลเลย์บอลอยู่” เขาหัวเราะ “แข่งกัน 10 ทีม คะแนนนำโด่ง วันที่ 31 นี้น่าจะฉลองใหญ่ แต่ก็น้อยกว่าพิเศษกรุงเทพนะ ที่นั่นกินข้าวกันทั้งข้างล่างข้างบนเลย”
การเปลี่ยนปีมีความหมายพิเศษสำหรับมาร์คในปีนี้ เพราะเขาต้องปรับตัวกับสถานะใหม่ “ผมอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น” เขาพูดหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “ช่วงที่ยังอยู่ในระหว่างสู้คดี ผู้คุมจะไม่ค่อยยุ่ง เราก็จะมีผิดกฎบ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ แต่ตอนนี้เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดแล้ว เลยต้องเปลี่ยนตัวเองใหม่ เพราะเราเป็นผู้ต้องขังเต็มตัวแล้วไง ตอนแรกยังเป็นแบบหลอก ๆ อยู่” เขาหัวเราะเบา ๆ
เมื่อถามว่าอยากให้คนข้างนอกเข้าใจปีใหม่ในเรือนจำอย่างไร มาร์คตอบทันที “โห ต้องมาสัมผัสเองอ่ะ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง ไม่ก็มาถามอีกทีหลังปีใหม่นะ อาจจะอธิบาย”
เขายังเล่าว่าช่วงนี้กำลังแข่งวอลเลย์บอล ทั้งมีการฝึกซ้อม โดยวันแข่งจริงจังจะเป็นวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ถึง 2 ม.ค. 2569 “ที่หนึ่งน่าจะได้ขนมปี๊บ ที่สองได้น้ำอัดลมเอสขวดใหญ่แพ็คนึง ที่สามได้น้ำอัดลมเอสขวดเล็กแพ็คนึง แต่น้ำแข็งซื้อเองนะ”
บรรยากาศในเรือนจำช่วงเทศกาลนี้ ผู้ต้องขังหลายคนรู้สึกตื่นเต้น “นาน ๆ ทีจะมีครั้ง แต่มันก็ต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้าแดนวันนั้นด้วยว่าเขาเป็นคนยังไง อย่างวันสงกรานต์ แดนผมเจอหัวหน้าเวรตึง ก็คือเงียบไปเลย เพลงก็เปิดไม่ได้ แต่แดนอื่นเปิดกันโครม ๆ”
เขายังเล่าด้วยเสียงหัวเราะต่อ “รอลุ้นอีกทีว่าหัวหน้าแดนจะตึงไหม ถ้าเจอคนสนุกก็จะสนุกเหมือนฟีลวัดบ้าน วัดบ้านที่มีคนเข้าออกตลอดเวลา แต่ถ้าเจอคนตึงก็นู่นแหละ วัดป่า ไม่มีอะไรเลย”
เมื่อถามถึงความหวังสำหรับปี 2569 มาร์คตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผมไม่มีความหวังอะไรเลย เรื่องประกันเรื่องสู้คดีก็จบไปละ จะรออภัยก็ต้องติดคุก 1 ใน 3 ก่อน ถึงจะพอมีหวัง ก็หวังอย่างเดียวคือไม่ต้องย้ายเรือนจำก็พอ”
สำหรับมาร์ค ความหมายของคำว่า ‘ยืนหยัด’ เมื่อต้องอยู่ในเรือนจำนั้นแตกต่างจากคนข้างนอก “สู้น่ะมันสู้อยู่แล้ว แต่เราอยู่ข้างในเราทำอะไรได้ ก็ต้องสู้กับตัวเอง สู้กับความรู้สึกเครียด รู้สึกแย่ สู้กับผู้ต้องขังเป็นพันคน ที่บางคนก็คุยกับเราไม่รู้เรื่อง แล้วก็สู้กับกฏระเบียบของที่นี่อีกด้วย”
ปัจจัยที่ทำให้เขายังคงยืนหยัดอยู่ได้คือครอบครัว “เราอดทนเพื่อที่จะได้รับอิสรภาพเร็ว ๆ ด้วยการเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าเราเกเร ก็นู้นแหละ 11 ปีกว่าจะได้ออก แต่ถ้าเราอดทนทำตามกฎระเบียบต่าง ๆ เข้าอบรมเพื่อเลื่อนชั้นเรื่อย ๆ เวลาอภัยโทษมา เราก็จะได้ออกเร็วขึ้น”
เมื่อถามถึงความหมายของเสรีภาพ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ที่ทุกอย่างถูกจำกัด มาร์คนิ่งคิดไปสักพัก “ผมรู้สึกถึงเสรีภาพตอนออกจากเรือนนอนมาเข้าแถวรอบเช้า ได้มองท้องฟ้ากว้างใหญ่ มันอิสระ รู้สึกว่าผมจะคิดอะไรก็ได้ ส่วนใหญ่ก็จะคิดถึงคนที่บ้าน บางทีก็อยากจะร้องไห้ขึ้นมาเฉย ๆ” เขาพูดอีกว่า “จริง ๆ อยู่บนเรือนนอนผมก็มองท้องฟ้านะ ไม่รู้สิ มันคงเป็นช่วงเดียวที่ผมรู้สึกถึงเสรีภาพมั้ง”
เขาเล่าต่อด้วยความทรงจำจากการเยี่ยมญาติใกล้ชิดรอบล่าสุด “ผมเจอเด็กผู้หญิงอายุ 3-4 ขวบ กำลังวิ่งเล่น อายุเท่า ๆ กับลูกผมเลย ผมก็บอกแม่ว่าผมจะร้องไห้ คุยกับพี่ชายก็จะร้องไห้ แค่ออกศาลเจอคู่คดี ผมก็ยังจะร้องไห้เลย มันคงเป็นความดีใจอะไรสักอย่าง”
ก่อนที่จะจากกัน มาร์คฝากข้อความถึงคนข้างนอกที่ยังติดตามเรื่องผู้ต้องขังทางการเมือง “ก็ฝากสวัสดีปีใหม่ ขอบคุณที่ยังไม่ลืมพวกผม วันหนึ่งคงจะได้ออกไป แต่ไม่รู้เมื่อไหร่นะ”
สำหรับครอบครัวและคนที่รัก ที่ต้องเผชิญปีใหม่โดยปราศจากตัวเขา มาร์คบอกทิ้งท้าย “ฝากให้เขามาเยี่ยมดีกว่า หลังเยี่ยมญาติใกล้ชิดก็ไม่ได้เจอเลย อยากเจอพวกเขา”
_________________________________
‘Still Standing‘ คือบันทึกเยี่ยมจากทนายความที่สะท้อนเสียงของผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงปลายปี ช่วงเวลาที่โลกข้างนอกกำลังเตรียมปิดสิ่งเก่า และเปิดสิ่งใหม่ ด้วยความหวัง ความฝัน และคำอวยพร แต่สำหรับหลายคน ปีใหม่ในกรงขังไม่ได้มีดอกไม้ไฟหรือเสียงนับถอยหลัง มีเพียงความเงียบงัน ความคิดถึง และคำถามว่าอีกกี่ปีใหม่ที่ต้องผ่านไปในที่แบบนี้ แต่หลายคนก็ยังเลือกจะยืนหยัดปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีคุณค่าต่อไป
