ผู้ถูกกล่าวหาเป็นแอดมิน ‘กูต้องได้ 100 ล้านฯ’ ถูกอุ้มหาย ขณะคดีแชร์เพจถึงที่สุด ศาลยกฟ้อง

จากกรณีสำนักข่าวประชาไทรายงานว่านายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ อายุ 37 ปี ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่พักอาศัยอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้ถูกอุ้มขึ้นรถคันหนึ่งหายตัวไปจากหน้าคอนโดที่พัก ในช่วงเวลาประมาณ 17.54 น. ของวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ขณะเดินลงมาซื้อลูกชิ้นปิ้งหน้าคอนโด โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เห็นเหตุการณ์และพยายามเข้าไปช่วยเหลือ แต่กลุ่มคนที่อุ้มไป มีการพกพาอาวุธปืน ทำให้ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้

ประชาไทอ้างอิงแหล่งข่าวด้วยว่าขณะเกิดเหตุวันเฉลิมได้พูดคุยโทรศัพท์อยู่กับพี่สาว โดยเสียงสุดท้ายที่ได้ยินจากวันเฉลิมผ่านโทรศัพท์คือ “โอ๊ย หายใจไม่ออก” ก่อนสายจะตัดไป จากการพยายามติดต่อของเพื่อนนายวันเฉลิม จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถติดต่อได้ และการตรวจสอบที่คอนโด ก็ยังไม่พบนายเฉลิม

กรณีการถูกลักพาตัวหายไปของนายวันเฉลิมนับเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยรายที่ 7 แล้ว ที่มีรายงานการหายตัวไปในช่วงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อเนื่องจากกรณีของ 1. นายอิทธิพล สุขแป้น (ดีเจซุนโฮ) 2. นายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋) 3. นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 4. นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ 5. นายสยาม ธีรวุฒิ และ 6. นายกฤษณะ ทัพไทย

ขณะที่ผู้ลี้ภัยอีก 2 ราย ได้แก่ นายชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) และนายไกรเดช ลือเลิศ หลังการหายตัวไปจากที่พักในประเทศลาว พร้อมกับนายสุรชัย กลับถูกพบเป็นศพลอยมาติดตลิ่งแม่น้ำโขงในเขต จ.นครพนม ในสภาพที่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ กรณีต่างๆ เหล่านี้ ยังไม่มีความคืบหน้าในการติดตามหาตัวผู้สูญหาย รวมทั้งการติดตามผู้สังหารผู้ลี้ภัยทั้ง 2 ราย

จากรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกผลักดันให้ลี้ภัยจากสถานการณ์ทางการเมืองและการไล่ล่ากวาดล้างผู้เห็นต่างอย่างน้อย 104 ราย แม้ คสช. จะยุติบทบาทไปแล้ว แต่ผู้ลี้ภัยทั้งหมดก็ยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ สถานการณ์ความปลอดภัยของผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน ยังเป็นประเด็นที่น่าวิตกอย่างยิ่งต่อไป

 

ลี้ภัยการเมือง เพราะปฏิเสธเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.

สำหรับนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนหน้านี้เคยทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนในประเด็นด้าน HIV และความหลากหลายทางเพศมาก่อน

หลังการรัฐประหาร 2557 คณะรัฐประหารได้ออกคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัว โดยปรากฎชื่อของนายวันเฉลิมอยู่ในลำดับที่ 25 ของคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 44/2557 ออกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 เขาถูกเรียกให้ไปรายงานตัวที่สโมสรทหารบกในวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ซึ่งนายวันเฉลิมไม่ได้เข้ารายงานตัวตามคำสั่งดังกล่าว

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2557 พันโทบุรินทร์ ทองประไพ (ยศในขณะนั้น) ได้รับมอบอำนาจจาก คสช. เข้าแจ้งความกับกองปราบปราม จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลทหาร ขอออกหมายจับบุคคลผู้ฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. ซึ่งมีนายวันเฉลิมเป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว ก่อนศาลทหารจะอนุมัติการออกหมายจับ

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่านายวันเฉลิมได้ถูกออกหมายจับในคดีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2558 สำนักข่าวอิศราเคยนำเสนอข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานความมั่นคงจากการติดตามผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 มีชื่อนายวันเฉลิมเป็น 1 ใน 14 ผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ในประเทศลาว

 

ภาพจากไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/news/local/1317646

.

ถูกออกหมายจับอีกคดี จากข้อกล่าวหาเป็นแอดมินเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ”

ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มอบหมายให้พันเอกบุรินทร์ ทองประไพ (ยศในขณะนั้น) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ดูแลเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” ในข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) ซึ่งเป็นเพจที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก นำเสนอเนื้อหาเสียดสีการเมืองและวิพากษ์วิจารณ์ คสช.

คดีนี้ทางตำรวจได้มีการจับกุมผู้ที่แชร์ข้อความจากเพจจำนวน 9 ราย และได้ขอศาลอาญาออกหมายจับนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างผลการสืบสวนเชิงลึกพบว่าเขาได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Wanchalearm Satsaksit” เปิดดำเนินการเพจดังกล่าว และเป็นผู้พักอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา

ข้อความที่ทาง คสช. กล่าวหาแอดมินเพจและผู้แชร์ข้อความมีจำนวน 2 โพสต์ มีเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของ คสช. และวิพากษ์วิจารณ์การดูด ส.ส. ของ คสช. ได้แก่

“ยาเสพติดระบาดหนักในหลายชุมชน จนท. ทหารหลายพื้นที่ ทำงานเป็นคนดูแลความสงบให้แก่พวกขายยา (กล่าวลอยๆ) โดยทำงานร่วมกับตำรวจท้องที่ ลองดูสิ เยอะจริงๆ ยกตัวอย่างแถวบ่อนไก่ ก็ตำรวจ – ทหาร เป็นหูเป็นตาให้ผู้ค้าเองด้วย ป.ป.ส. มาสืบเองก็คงมีข้อมูลแล้ว แต่ก็ไม่ทำอะไร ประชาชนในชุมชนอยู่กันอย่างหวาดระแวง ลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นประจำ นี่หรือคือยุคที่ คสช. อ้างว่าสงบสุข แต่ยาเสพติดกลับทะลักเข้ามาทำลายอนาคตของประเทศ”

“คสช. ตั้งเป้าดูด 300 หัว เพื่อมาสนับสนุนตนเอง และไม่ใช่ดูดธรรมดามีการจ่ายเงินค่าดูดและเจรจาพักคดีด้วยทีนี้ ท่านคิดกันเล่นๆ ดูว่าเงินค่าดูด มาจากไหน? ส่วนเท่าไหร่ จากไหน จากใครบ้าง ไว้จะเปิดเผยภายหน้า อิอิ”

ในส่วนคดีของผู้แชร์ข้อความดังกล่าว จำเลยจำนวน 7 ราย ได้ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา โดยศาลอาญาได้พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาท และจำเลยไม่มีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ส่วนจำเลยอีก 2 ราย ได้ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาและต่อสู้คดี ใช้เวลากว่า 1 ปีครึ่ง ก่อนศาลอาญาจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 โดยพิพากษายกฟ้องคดี เนื่องจากศาลเห็นว่าคดีนี้ไม่ปรากฏว่าข้อมูลตามโพสต์ดังกล่าวเป็นเท็จหรือไม่ อีกทั้งข้อความก็ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย​ต่อความมั่นคงของประเทศ มีเพียง คสช. ได้รับความเสียหายเท่านั้น เป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ​คสช. ซึ่งไม่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ (ดูรายละเอียดคำพิพากษา)

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 ศาลอาญาได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาอีก ทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” ได้ปิดหายไประยะหนึ่งแล้ว โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน